RSS

Category Archives: ไม่มีหมวดหมู่

เขียนสมุดที่ไร้บรรทัด

FB_IMG_1520852581919

๏ หน้ากระดาษแผ่นใหญ่ไร้บรรทัด

จะวางจัดแถวทิวริ้วเรือกสวน

เป็นบรรทัดในใจที่ใคร่ครวญ

เป็นกระบวนการผลิตที่ติดดิน

Exif_JPEG_420

๏ หน้ากระดาษของเรา เรากำหนด

จะจารจด วาด เขียน มิจบสิ้น

เขียนเป็นข้าว ผัก ปลา ผลากิน

เขียนงัวควายยังถิ่นแผ่นดินบุญ

image_35

๏ เราจักวาด คันแทนา ตาหมากรุก

สูงต่ำบุก แบ่งระดับ รับน้ำหนุน

จนทั่วถึงถ้วนทุกแปลงเป็นต้นทุน

บำรุงดินสมดุลสมบูรณ์ดี

นา

๏ เราจักเขียนข้าวเขียวรอเคียวค้อม

ด้วยนอบน้อมแม่โพสพครบถ้วนถี่

เขียนนิยาย หว่านดำหน่อ กอกวี

เพื่อเก็บเกี่ยวพร้อมพลีวิถีงาม

๔

๏ หน้ากระดาษแผ่นใหญ่ไร้บรรทัด

ประจงจัดสุนทรีย์วจีขาม

ปลูกอักษรเต็มทุ่งคุ้งเขตคาม

ประกาศนามเกษตรกรอักษรพันธุ์

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-3

๏ “ท่องหนังสือง่ายกว่าเป็นไหนไหน”

กสิกรรมยิ่งใหญ่จักสร้างสรรค์

ด้วย “สันติประชาธรรม” เป็นสำคัญ

จักปลูกมั่นดีงามทาบตราบนิรันดร์๚๛

สมคิด สิงสง

ดาลใจจาก “สมุดที่ไร้บรรทัด” ของ “พระไม้” เมื่อ 12 มีน 61

@เฮือนดินตีภู : เสนาสนะสัปปายะ ยามค่ำคืน 12 มีนาคม 2561

7-11-01

Advertisements
 

Fundraising by Donation.

รณรงค์เพื่อการขับเคลื่อนแหล่งเรียนรู้คนกับควายวิถี

เวลานี้ผมใช้เวบไซต์ส่วนตัวอยู่ที่ https://dindeejournal.wordpress.com ซึ่งเป็นบริการของเซิร์ฟเวอร์ wordpress แบบใช้ฟรีไปพลางก่อน จนกว่าจะมีความพร้อมที่จะจดทะเบียน Domain Name เป็นของตนเองเหมือนที่ผมเคยใช้มาก่อนหน้านี้ถึง 2 เวบไซต์ แต่ก็จำเป็นต้องปิดตัวลงด้วยข้อจำกัด คือไม่มีเงินค่าต่ออายุ Domain Name นั่นเอง แต่ก็วางแผนไว้ว่าจะหาทางจดทะเบียนให้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้

ปกเตรียม

ผมอยากสร้างกิจกรรมต่างๆ มากมายหลายเรื่อง ภายใต้สภาพเงื่อนไขที่ตัวเองได้ล่วงเข้าสู่ช่วงวัยที่กำลังวังชาเริ่มถดถอยลงไปแล้ว หรือพูดง่ายๆ ก็คืออยู่ในวัย ชราชน แล้ว จำเป็นต้องคิดอ่านการส่งต่อภารกิจที่ยังทำไม่แล้วเสร็จสู่มือลูกหลานได้แล้ว

จึงคิดที่จะทำให้ วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ เพื่อจัดแสดง สาธิต ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านต่างๆ ที่ผมสั่งสมมาตลอดชีวิต เป็นวิทยาทานและสันทนสถานเพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์และนิเวศวิทยาลุ่มน้ำ แทนที่จะหวงแหนไว้เป็นสมบัติส่วนตัว แล้วก็สูญสลายไปเมื่อถึงเวลาที่ผมล้มหายตายจากไปแล้ว

ทว่า การสร้างกิจกรรมต่างๆ ที่ว่านั้นจำต้องมีค่าใช้จ่าย เริ่มตั้งแต่ค่าใช้จ่ายของระบบ IT (information technology) หรือ เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึงเทคโนโลยีในการรวบรวมข้อมูล การจัดเก็บอย่างมีระบบ การเรียกหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว การประมวลผล การวิเคราะห์ผลที่ได้จากการประมวลนั้น รวมไปถึงการเน้นในเรื่องการแสดงผล และประชาสัมพันธ์สารสนเทศนั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ในรูปแบบที่เหมาะสมกับผู้ที่จะนำไปใช้ต่อไป

ค่าใช้จ่ายในการลงทุนด้านวัสดุอุปกรณ์ และระบบบริหารจัดการทรัพยากรดิน น้ำ ป่า ที่จำเป็นและเหมาะสม เพื่อให้พื้นที่แห่งนี้สามารถทำการเกษตรแนวทางเกษตรอินทรีย์ (Organic Agriculture) ได้เต็มศักยภาพที่มี โดยเฉพาะเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

ค่าใช้จ่ายด้านกำลังคน หรือบุคลากรที่จะช่วยให้กิจกรรมต่างๆ นั้นดำเนินไปด้วยดี เริ่มตั้งแต่การเลี้ยงควาย การฝึกฝนในการใช้แรงงานคนกับควายในการคราดไถและลากจูง เป็นต้น ตลอดจนแรงงานในเรือกสวนไร่นาในพื้นที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องรณรงค์หาทุน (Raise funds) โดยเปิดรับการบริจาค (donation) จากผู้มีจิตศรัทธาตามกำลังความสามารถ โดยผมจะเปิดพื้นที่เวบไซต์นี้นำเสนอเนื้อหาสาระต่างๆ แบบบริการให้ฟรี รวมทั้งผลงานการประพันธ์ของผม ทั้งทางวรรณกรรมและบทเพลง ผสานกับการจัดกิจกรรมพิเศษขึ้นในวาระและโอกาสที่เหมาะสม

ผมต้องการยอดวงเงินสนับสนุนระหว่าง 3-5 ล้านบาท เพื่อนำมาขับเคลื่อนกิจกรรมที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู จนสามารถทำให้สามารถยืนอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างยั่งยืนในอนาคตไม่เกิน 3 ปี

เมื่อดูตัวเลขที่ผมกล่าว อาจเป็นความเพ้อฝันสักหน่อย แต่ก็ต้องกล้าคิด กล้าฝันมิใช่หรือ?

ถ้าไม่สร้างความใฝ่ฝัน ก็ไม่มีวันจะประสบความสำเร็จสมกับที่คิด.. คือจะไม่มีโอกาส “สมคิด” ได้เลย

ผมอาจจะไม่มีเรี่ยวแรงพอที่จะทำอย่างคุณตูน หรือ พี่ตูน ของคนไทย ที่ลงแรงวิ่งจากใต้สุดเหนือกว่า 2 พันกิโลเมตร เพื่อรณรงค์หาทุนนับพันล้านบาทให้ 11 โรงพยาบาลได้สำเร็จ แต่สิ่งที่ผมมีไม่น้อยไปกว่า พี่ตูน คือแรงบันดาลใจ หรือความใฝ่ฝันที่จะเดินไปตามทิศทางที่ผมเชื่อว่าถูกต้องและดีงาม และคิดว่าเป็นภารกิจที่ผมจะต้องทำไว้ก่อนที่จะล้มหายตายจากไปตามอายุไขย โดยที่ผมเชื่อมั่นว่ายังมีคนจำนวนไม่น้อยที่คิดและเชื่อแบบผม และมีกำลังวังชาทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะให้การสนับสนุนกิจกรรมของผม

ผมไม่รู้จักเป็นส่วนตัวกับเจ้าสัวซีพี แต่ผมใช้บริการเครือข่ายทรู (True Corporation) ไม่ว่าจะเป็น TrueMove H, TrueVisions  เดือนหนึ่งๆ เป็นเงินกว่าหนึ่งพันบาท จนทำให้ผมรู้จัก TrueMoneyWallet และใช้ช่องทางนี้ในการรับจ่ายเงิน ที่ท่านไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอนเงินหากต้องการสนับสนุน หรือ Donate ให้แก่กิจกรรมของเรา

TrueMoneyWallet เป็นกระเป๋าสตางค์อิเล็คทรอนิคส์ ที่ใครๆ ก็สามารถเอาเงินมาใส่ไว้ หากประสงค์จะสนับสนุนกิจกรรมของเรา แต่ท่านต้องแสดงตัวตนให้เราทราบผ่านกล่องข้อความ หรือ Messenger ที่ผูกติดกับเฟสบุ๊ค https://web.facebook.com/somkhitsin เพื่อผมจะได้ตอบขอบคุณเป็นลายลักษณ์อักษร ในนามนายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ที่เป็นองค์กรขับเคลื่อนกิจกรรมที่ผมพูดถึง เว้นเสียแต่ท่านจะไม่ประสงค์ที่จะเปิดเผยตัวตน

7-11

วิธีการคือเพียงแต่ท่านเดินเข้าไปใน 7-11 (Seven Eleven) หรือศูนย์บริการ True Corporation ทุกสาขา แล้วบอกว่าขอซื้อ หรือเติมเงิน TrueMoneyWallet ให้แก่มือถือของผมหมายเลข 099 952 9181 หรือจ่ายจากแอบพริเกชั่น TrueMoneyWallet บนมือถือของท่านก็สะดวกที่สุดสำหรับยุคคนไทย 4.0 ครับ

โปรดถือว่าโพสต์นี้คือการบอกกล่าว เป็นอารัมภกถาก่อนที่จะลำเลียงชิ้นงานวรรณกรรมออกสู่สายตาของท่านโดยลำดับ ทั้งเรื่องสั้นคัดสรร บทกวีนิพนธ์ นวนิยาย บทความ สารคดี ตลอดจนการนำเสนอด้วยรูปลักษณ์อื่นๆ อันหลากหลาย

ที่นี่.. ถัดจากนี้โดยไม่ชักช้า

 

ห้องสมุดด็อตคอม

แหล่งนัดพบนักอ่านกับนักเขียน

รู้จัก http://www.hongsamut.com

Screenshot_2018-02-20-06-53-34

‘ห้องสมุดดอตคอม’ ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ‘ทีมงานบริษัทตอนที่หนึ่งจำกัด’ เพื่อจัดทำเวบไซส์รูปโฉมใหม่ที่ใช้งานได้ง่าย เน้นตอบโจทย์ในไลฟ์สไตล์การอ่านที่หลากหลายของคนในยุคปัจจุบัน

สำหรับนักเขียน… ที่นี่คือพื้นที่ลงงานเขียนตามเจตนารมณ์เดิมของห้องสมุด นักเขียนสามารถลงผลงานเก่าของคุณ หรือผลงานที่กำลังเขียนอยู่ให้นักอ่านคอยติดตามได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคุณสามารถเลือกได้ว่าจะลงให้อ่านฟรี หรือเลือก ‘ขอรับการสนับสนุนผลงาน’ จากนักอ่านของคุณได้เป็นตอนต่อตอน โดยการเปิดรับเหรียญสำหรับตอนนั้นๆ

สำหรับนักอ่าน… ห้องสมุดเพิ่มลูกเล่นในการอ่านเพื่อเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับนักอ่านของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่สบายตา ระบบการจัดเก็บคะแนนของสมาชิก แอพลิเคชั่นในการอ่านบนมือถือ การเปิดขายและจัดทำหนังสือในรูปแบบ ebook และการควานหานิตยสารดัง นิยายสนุก หนังสือดี ที่น่าสนใจจากหลากหลายประเทศและภาษา เพื่อมาแปลลงให้อ่านกันอย่างจุใจไปเลยทีเดียว

Hongsamut พร้อมที่จะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เราตั้งใจจะเป็นแหล่งรวมหนังสืออีบุ๊คที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักอ่านและนักเขียนในยุคนี้ ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ผู้ที่มีพื้นที่จัดเก็บหนังสือในบ้านน้อย ผู้ที่ต้องการติดตามผลงานที่ชื่นชอบแบบติดขอบเวที ผู้ที่ต้องการหารายได้พิเศษ หรือผู้ที่ต้องการเป็นนักเขียนมืออาชีพ

ขอให้ Hongsamut ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความฝันของคุณนะครับ
Screenshot_2018-02-20-06-48-55
Screenshot_2018-02-20-06-49-49
 Screenshot_2018-02-20-06-50-33
Screenshot_2018-02-20-06-51-08
Screenshot_2018-02-20-06-51-42
Screenshot_2018-02-20-06-52-11
 

ว่าด้วยกาสรคำฉันท์

kasorn_cover_image

มันเป็นงานที่ท้าทายที่สุดในชีวิต เมื่อเกิดแรงดาลใจให้ทำงานที่ยากที่สุดในงานประเภทฉันทลักษณ์ “คำฉันท์” แต่ผมสามารถทำได้ ๖๘๗ บทในเวลาราวเดือนครึ่ง ผมเขียนไว้ในท้้ายเล่มของ “กาสรคำฉันท์” เรื่องแรงดาลใจและวิธีทำงาน มีความบางตอนว่า…

แรงดาลใจให้เขียนกาสรคำฉันท์

ประการที่ ๑ ช่วงราว ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลือทำกิจกรรมเพียงสองอย่างคือหนึ่งเขียนหนังสือ และสองการบำเพ็ญตนเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภายหลังมีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ พร้อมกับแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติฯ โดยดำเนินหลักการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ เวลานั้นผมเป็นผู้บริหารท้องถิ่น และได้เข้าร่วมงานบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตราบกระทั่งปัจจุบัน

Pan_2003_3

ภาพควายนับพัน โดยคุณประพันธ์ นิติคุณเกษม

ดังนั้น การนำควายคืนสู่ไร่นา นำพาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน นำฟื้นสิ่งแวดล้อม และน้อมนำในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นที่มาของการริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิคนกับควาย เป็นกระบวนการหนึ่งในบริบทการบริหารจัดการลุ่มน้ำ

ประการที่ ๒ ผมเชื่อว่าการบริหารจัดการลุ่มน้ำไม่เพียงแค่แก้ไขปัญหาปริมาณน้ำที่ขาดหรือเกินเท่านั้น หากต้องคำนึงถึงปัญหาคุณภาพน้ำอีกด้วย เรื่องนี้สะท้อนออกในวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ของลุ่มน้ำห้วยสามหมอ* และผมเชื่อด้วยว่าการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่งานของกระทรวงทบวงกรมใดหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน

ประการที่ ๓ ยุทธวิธีที่จะขับเคลื่อนไปบรรลุยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ต้องใช้หลายกระบวนยุทธ รวมทั้งงานวรรณศิลป์ ผมจึงอยากนำเอาเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ เรื่องเกษตรอินทรีย์ที่นำควายคืนสู่ไร่นา มาร้อยกรองเป็นชิ้นงานวรรณกรรมสักชิ้นหนึ่ง เมื่อคำนึงเช่นนี้จึงมีความท้าทายเกิดขึ้นในมโนสำนึก อยากทำในสิ่งที่คนทั้งหลายเห็นว่ายาก จึงโพสต์ข้อความลงที่ http://www.oknation.net/blog/kongsongfang เมื่อ ๒ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๓ ว่า.. อยากอ่าน “สามัคคีเภทคำฉันท์” อีกรอบ เพื่อรำลึกครูหลง หาวารี

ครูหลง หาวารี ทำให้ผมเรียนวิชาภาษาไทยและวรรณคดีไทยได้สนุก

พวกผมเป็นศิษย์โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม สมัยอาจารย์จงกล (ขออภัย-ผมสะกดนามสกุลท่านไม่ได้ซะแล้ว) ครูจงกลท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ของพวกผม ท่านมีสง่าราศรีของความเป็นครูที่พวกผมเคารพและนับถือยิ่ง โรงเรียนนี้ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟบางกอกน้อย ก่อนหน้านั้นผมเป็นศิษย์โรงเรียนวัดน้อยใน และโรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา ที่ปากคลองมหาสวัสดิ์ (คลองขุด)

IMG_2264

ครูหวด : สังคม เภสัชมาลา เกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2560

คุณครูหลงท่านเป็นคนมีเสน่ห์ ถ้าจะดูหน้าตาของท่าน จงดูครูหวด “สังคม เภสัชมาลา” แทนก็ได้ ผมว่าราวแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
เพื่อนร่วมรุ่นมีหลายคน ที่จำได้คือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ในเวลานี้
เทพเทือกกับผมเรียนคนละแผนก เขาเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ผมเรียนศิลปะ
ตอนสอบมอศอห้า (ในเวลานั้น) พวกผมต้องสอบสองครั้ง เพราะครั้งแรกเขาว่าข้อสอบรั่ว (คงใช้ท่อไม่มีคุณภาพ) จึงต้องสอบใหม่
อีตอนสอบใหม่ ปกติเขาจะสอบวันละไม่กี่วิชา (จำไม่ได้แล้วว่าหนึ่งหรือสอง) แต่มีอยู่วันหนึ่งที่มีตารางสอบมากกว่านั้น ผมไม่รู้จึงรีบนั่งเรือหางยาวกลับตลิ่งชัน
ปรากฏผลสอบว่าผมเกือบตก เพราะได้คะแนนวิชาสังคมศาสตร์แค่เล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้เข้าสอบในบางวิชา

 


YoungStudent
แต่เชื่อไหมครับ.. ในปีการศึกษานั้นผมสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อได้ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในแผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ภาคค่ำ) ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นผมนางหนึ่งข่าวว่าได้เป็นคณบดีคณะวารสารศาสตร์ มธ.ด้วยแล้ว
ความจริงผมอยากรื้อฟื้นความหลังเรื่องครูหลง หาวารี
ผมรู้จัก “สามัคคีเภทคำฉันท์” ของนายชิต บุรทัต ก็ด้วยคุณครูหลงผู้นี้
ไม่รู้เป็นไง.. ผมอยากอ่านเรื่องนี้อีกครั้ง
แต่หาหนังสือไม่ได้แล้วครับ
ใครมีไว้ในครอบครอง ขอความกรุณายืมหน่อยได้ไหมครับ?

ประการที่ ๔ อาจเป็นเพราะว่าเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาสุขภาพ หลังถูกหามเข้าโรงพยาบาลหนแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และล่าสุดเมื่อ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดพลัง “ฮึดสู้” เพื่อทำภารกิจที่คิดว่ายังค้างคาให้แล้วเสร็จให้จงได้ ก่อนที่จะละสังขารไปจากวัฏสงสาร มันทำให้เกิดพลังในการทำงาน แม้ในยามที่แขนข้างหนึ่งยังคาเข็มน้ำเกลือ แต่อีกข้างยังทำงานกับโน้ตบุ๊กและอินเตอร์เน็ตได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ต้องขออภัยคุณหมอและลูกหลานพยาบาลไว้ ณ ที่นี้ด้วย

วิธีทำงานเขียนกาสรคำฉันท์
ต้องแสดงความขอบคุณคุณนารี เพชรน้อย ผู้นำขบวนการคนบ้าดี (Spirit of KBD) หลังจากเธอนำพลพรรค KBD ไปเยี่ยมผมเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ พวกเธอถือเป็นธุระที่จะสนองงานที่ผมทำอยู่ ดังนั้นหลังจากผมโพสต์ถ้อยคำว่าอยากอ่าน “สามัคคีเภทคำฉันท์” เมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จากนั้นอีก ๒-๓ วัน เมื่อผมลงไปธุระที่กระทรวงวัฒนธรรม ผมได้รับมอบสำเนา “สามัคคีเภทคำฉันท์” จากมือ KBD_1 คุณนารี เพชรน้อย

กลับจาก กทม.ผมล่วงเข้าเมืองขอนแก่น ไปค้นหาตำรับตำราภาษาไทยสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย ได้คู่มือเตรียมสอบภาษาไทย ม.๔-๕-๖ ของอาจารย์เริงชัย ทองหล่อ (ไม่รู้ท่านเป็นญาติชั้นไหนของท่านอาจารย์กำชัย ทองหล่อ) บวกกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ และตำราไวยากอนลาว ของท่านพูมี วงวิจิด ฉบับพิมพ์เทื่อที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๑

DSC01082ที่ทำงานของผมคือกระท่อมลายสือ เป็นกระท่อมไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นด้วยระบบน้อคดาวน์ ตั้งอยู่ใต้ร่มโพไฮ ณ บ้านเลขที่ ๑/๑ หมู่ที่ ๕ บ้านซับแดง ตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของมูลนิธิคนกับควาย ที่กำลังอยู่ในระหว่างขอจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมาย มีโน้ตบุ๊กคู่มือ acer Aspire 4520 ใช้มาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐ เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์มือถือ และใช้ช่องทาง http://www.oknation.net/blog/kongsongfang เป็นที่ถ่ายทอด “กาสรคำฉันท์” แบบทันทีที่เขียนเสร็จ เพื่อทดลองนำเสนอ และรับฟังข้อคิดความเห็นจากผู้อ่าน
โพสต์แรกเมื่อ วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

กาสรคำฉันท์ (๑)
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 112 , 05:48:47 น.  

ภาค ๑ คำไหว้ กวีรจนาด้วยฉันทลักษณ์สัททุลวิกกิฬิตฉันท์ ๑๙ จำนวน ๑๕ บท เป็นบทไหว้ครูที่กวีโบราณถือเป็นขนบธรรมเนียม และปฏิบัติสืบทอดนานมา

โพสต์ท้ายสุดเมื่อวันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม 2553

กาสรคำฉันท์ (โพสต์ท้ายสุด)
         Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 113 , 21:14:14 น.  
         ภาค ๒๗ กาสรกำสรวญ จบลงที่บทที่ ๖๘๗ เป็นอุบัติการณ์งานคำฉันท์ในรอบศตวรรษ นับแต่ “ชิต บุรทัต” สร้าง “สามัคคีเภทคำฉันท์” เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘  ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
         ต่อมาเมื่อคำนึงแน่แล้วว่าต้องจัดพิมพ์เผยแผ่เป็นรูปเล่มหนังสือ ผมจึงเขียน “ปรารภกถา” ขึ้นด้วยกาพย์ฉบัง ๑๖ จำนวน ๒๓ บท คล้ายเป็นคำนำให้หนังสือกาสรคำฉันท์ที่จะจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ความว่า..

australia_buffalo2

         ปรารภกถา
         ฉบัง ๑๖
         ๏ ข้าฯ ผู้รจนาสร้างสรรค์                กาสรคำฉันท์
ฝากไว้แหล่งหล้าสากล
๏ ด้วยแรงศรัทธาดาลดล                   ด้วยหวังวาดผล
สืบสานฉันทลักษณ์โบราณ
๏ ให้โลกรับรู้ยืนนาน                        ว่าไทยเชี่ยวชาญ
วงวรรณมิแล้งแหล่งเรา
๏ แม้นโลกร้อนแล้งมิเบา                   บ่ละทุเลา
ตามรอยกวีศรีสยาม
๏ ขออ้างแลเอ่ยออกนาม                   “ครูชิต” คำงาม
สกุล “บุรทัต” นานมา
๏ ผู้เอาธุระเหลือตรา                         พากเพียรรจนา
ศตวรรษพ้นผ่านนานครัน
๏ “สามัคคีเภทคำฉันท์”            อุทาหรอัน
เตือนสติทวยไทยทั้งมวล
๏ การใดสมควรมิควร             คำนึงกระบวน
กษัตริย์ลิจฉวีโบราณ
๏ อุบัติ ณ สมัยรัชกาล                  ที่หกเอาฬาร
พระมงกุฎเกล้าจอมกษัตริย์
๏ ล่วงผ่านครบถ้วนศตวรรษ   สมัยในรัช-
ชกาลที่เก้าดำรง
๏ ข้าพระพุทธเจ้าประจง                   จรดจดลง
มโนโสมนัสสืบสาน
๏ ควรรังสฤษฏิ์พิจจารณ์                  เพื่อเรียนเขียนอ่าน
เพื่อทอดธรรมเนียมยงยาว
๏ สืบต่อวงวรรณแวววาว                  ด้วยเรียงเรื่องราว
เชิดชูบูชิตกาสร
๏ พฤกษภอีกผู้กสิกร               ทิ้งควายทอดถอน
จึ่งมีหนี้สินพอกพูน
๏ แห่งยุคยนตการจำรูญ                   แท้ถั่งอาดูร
พินาศดินน้ำพฤกษ์พนา
๏ เทวษยิ่งแล้วระอา                          เกินกว่าเยียวยา
กลับฟื้นคืนค่าสมบูรณ์
๏ ลุ่มน้ำล่มแล้วอาดูร               ชีวิตต่ำศูนย์
สลายแหล่งหล้าอาศัย
๏ จึ่งเรียงเรื่องราวเป็นไป                  วิบากฝากไว้
เตือนตนตรองตริถี่ถ้วน
๏ ขอบคุณผู้หนุนนับขบวน                หาไม่ไป่มวล
มิมีกำลังวังชา
๏ สำเร็จด้วยปวงอาสา             จิตชอบกรุณา
เกื้อกูลหนุนช่วยด้วยใจ
๏ ช่วยสร้างสมบัติไว้ใน          เนื่องนับยุคสมัย
ต่อชีพผองชนสืบนาน
๏ ด้วยแรงปุญญาธิการ            ทุกท่านทอดทาน
สรรค์สร้างหนังสือนี้ไว้
๏ เพื่อลูกแลหลานสืบไป          ยงยืนเติบใหญ่
ด้วยปัญญามีมากเทอญฯ

ใต้ร่มโพไฮ, เมษายน ๒๕๕๓

 

ชุมชนอ่านเขียนบนเน็ต

อีกทางเลือกหนึ่งของนักเขียน

และนักอ่านยุคสื่อสารผ่าน IT

บนเส้นทางสายนักเขียนของผม สมคิด สิงสง นับแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ผมยังเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตราบวันเวลาแห่งวัยเดินเข้าสู่วงปีที่ 68 ในปี พ.ศ.2561 นี้ ต่อไปนี้คือบางถ้อยคำที่เคยบอกกล่าวผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตส่วนตัวมาแล้ว คือ http://www.somkhitsin.net ซึ่งจำเป็นต้องปิดตัวลงไปด้วยข้อจำกัดบางอย่าง ทั้งๆ ที่เวบไซต์ดังกล่าวมียอดผู้เข้าถึงสะสมกว่า 3 แสนวิว และเวลานี้จำเป็นต้องใช้สื่ออินเตอร์เน็ตที่มีเงื่อนไขให้ใช้ฟรีภายใต้ขอบเขตที่จำกัดบางอย่าง และนี่คือที่มาของ dindee journal ใน https://www.dindeejournal.wordpress.com ที่ปรากฏเบื้องหน้าท่านขณะนี้ ก่อนที่จะแชร์ออกสู่หน้าไทม์ไลน์ และหน้าแฟนเพจในสื่อสาธารณะออนไลน์เฟชบุ๊ค

ภาพทำปก_02-1746997232..jpeg

ภาพ portrait ลายเส้นที่ตกแต่งจากภาพถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2559

สมคิด สิงสง เริ่มใส่ใจในงานเขียนหนังสือเมื่อเขาและเพื่อนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาพากันก่อตั้งชุมนุมหนังสือพิมพ์และจัดทำหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ติดบอร์ดในโรงเรียน

    นอกจากนั้นการเข้าๆ ออกๆ โรงพิมพ์เพื่อจัดทำหนังสืออนุสรณ์ประจำปีการศึกษา(หนังสือรุ่น) ทำให้เขาสนใจที่จะทำงานด้านการเขียนมากขึ้น จนกระทั่งตัดสินใจเข้าไปขอฝากเนื้อฝากตัวอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อครั้งเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเมื่อจบ ม.ศ.5 เขาเลือกสอบเข้าเรียนต่อในคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ขณะนั้นเป็นแผนกอิสระในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเลือกเรียนภาคค่ำ เนื่องจากจะต้องทำงานหาเงินส่งเสียตัวเอง และงานที่ทำก็คืองานในสำนักงานหนังสือพิมพ์นั่นเอง
    สมัยนั้นคณะวิชาที่เปิดสอนด้านวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ (Journalism & Mass Communications)ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายเหมือนในสมัยนี้ และภาพลักษณ์ “นักประพันธ์ไส้แห้ง” ยังปรากฏชัดในแวดวงนักเขียนเมืองไทย
    เนื่องจากการงานของเขาต้องเกี่ยวข้องกับวงการนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพราะงานหนังสือพิมพ์ที่จะต้องขีดเขียนด้านข่าวสารการเมือง ทำให้ “สมคิด สิงสง” มีแวดวงกว้างขวางมาตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ชีวิตของเขาต้องผกผันไปตามกระแสการเมืองด้วย และนั่นก็เป็นเสมือนสายธารวรรณกรรมที่พัดพาเอาชีวิต “สมคิด สิงสง” ล่องลอยไปในกระแสแห่งกาลเวลาที่ล่วงมา และจะยังดำเนินสืบไป  

ศิลปินมรดกอีสาน
Screenshot_2018-02-11-16-59-06Screenshot_2018-02-10-06-52-27สมคิด สิงสง เป็นหนึ่งใน ๓ คนที่ได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติในฐานะศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๔ แขนงวรรณกรรมร่วมสมัย โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้าแห่งหนึ่งของประเทศ และมีเป้าหมายในการเชิดชูส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม อันเป็นมรดกที่ทรงคุณค่าของชาติ

 

 

“มโหรีแห่งชีวิตอิสระ”
พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกในชีวิต

มโหรี     การเดินทางไปสัมผัสพบเห็นสถานที่ต่างๆ และพบปะผู้คนมากหน้าหลายตายิ่งขึ้น มันเหมือนกับได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากรั้วรอบขอบชิดของสถาบันที่จำเจ
    มันทำให้รู้ว่าชีวิตไม่ใช่ภาพขาวดำเหมือนอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นความหลากหลายรสชาติและสีสัน จึงมีการนำเอาบทบันทึกที่กระจัดกระจายมารวมพิมพ์ในเล่มเดียวกัน ชื่อว่า “วรรณกรรมร่วมสมัย : มโหรีแห่งชีวิตอิสระ” โดยที่คิดแต่เพียงต้องการมีพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเองสักเล่มหนึ่ง และก็เกิดขึ้นจนได้
    ด้วยความเอื้อเฟื้อของคุณอดิศักดิ์ สุทธชัย เจ้าของแท่นพิมพ์ “ฉับแกละ” โรงพิมพ์รุ่งเกียรติ (ในสมัยนั้น) ตั้งอยู่ข้างโรงแรมภูกระดึงในเมืองขอนแก่น
    สมคิดเล่าว่า ปีนั้น พ.ศ.๒๕๑๕ เหตุการณ์บ้านเมืองเขม็งเกลียวขึ้นตามลำดับ เมื่อศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยหยิบยกเรื่องความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารบ้านเมืองการเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ ความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นต้น ขึ้นเป็นประเด็นเขย่าบัลลังก์รัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น
    img_20180212_194932-1-1339674565.jpgในที่สุดก็เกิดกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อขบวนนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศ เคลื่อนขบวนขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ปิดฉากการเมืองแบบเผด็จการทหาร เปิดฉากใหม่ที่ประชาชนมีสิทธิ์มีส่วนมากขึ้น แต่ก็ชั่วประเดี๋ยวเดียว อีก ๓ ปีต่อมาก็เกิดกรณี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นิสิตนักศึกษาและประชาชนถูกเข่นฆ่าทารุณกลางเมืองหลวง จนต้องหลั่งไหลหลบลี้เข้าป่าจับปืนขึ้นสู้บ้านเมืองในเวลานั้นไม่ต่างไปจากตกอยู่ในช่วงสัตถันดรกัปที่ผู้คนในชาติลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเองไม่หยุดหย่อน


 

 

 

 

“ลาก่อนนาวังเหล็ก”
เมื่อมาตุภูมิร้อนเป็นไฟ

นาวังเหล็ก    พ็อคเก็ตบุ๊คเล่มที่ ๒ เกิดจากต้นฉบับที่ลอบส่งมาจากเทือกเขาภูพานเป็นผลงานนวนิยายเรื่องแรกที่ “สมคิด สิงสง” ใช้เวลา ๒ เดือน ดินสอดำ ๒ แท่งกับสมุดจีนอีก ๒ เล่ม นั่งหันหน้าเข้าข้างฝา จดจารบันทึกเรื่องราวที่เขาสร้างขึ้นจากเรื่องราวและฉากชีวิตจริงๆ ของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์โดยตรงของเขา
    เขาเขียนเรื่องนี้ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๒๐ ขณะที่รอข้ามแม่น้ำโขงจากแผ่นดินประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกลับสู่มาตุภูมิซึ่งในเวลานั้นได้กลายเป็นสมรภูมิสู้รบที่ผู้คนในชาติจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการในเวลานั้น
    เมื่อถึงเทือกเขาภูพาน ต้นฉบับนวนิยายเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า “ก้าวหน้าไปใต้ร่มธงแดง” ตีพิมพ์ด้วยตัวอักษรพิมพ์ดีด จากเครื่องกระเป๋าหิ้ว ในรูปเล่ม A5 คือขนาดA4 ตัดครึ่ง ใช้กระดาษก๊อบปี้เพื่อให้ได้สำเนาอีก ๒ ชุด เย็บเล่มติดปก ส่งเวียนอ่านสู่กันฟังในฐานที่มั่นกลางป่าลึก จากทับหนึ่งสู่ทับหนึ่งจนเล่มหนังสือเปื่อยยุ่ย
    หลังจากนั้นอีก ๒ ปี คือประมาณเดือนเมษายน ๒๕๒๒ ต้นฉบับนวนิยาย เรื่องนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ลาก่อนนาวังเหล็ก” ส่งเข้ากรุงเทพฯ และตีพิมพ์เผยแพร่อย่างเปิดเผย
ไอ้พลอย    จากนั้นอีกราว ๓ ปี นวนิยายเรื่องเดียวกันนี้มีการปรับปรุงอีกรอบหนึ่ง เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “ไอ้พลอย” ตามชื่อตัวละครเอกของเรื่องและตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๒๕ ในนามสำนักพิมพ์กอไผ่ กรุงเทพมหานคร ในช่วงที่หลบลี้อยู่ในเขตป่าเขาถึง ๔-๕ ปี นอกจาก “ลาก่อนนาวังเหล็ก” เล่มนี้แล้ว “สมคิด สิงสง”ยังมีต้นฉบับรวมเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่งชื่อ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และนวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว”
    เมื่อปี ๒๕๒๔ สำนักพิมพ์นกฮูกเป็นผู้ตีพิมพ์ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และปีเดียวกันนั้น บริษัทสำนักพิมพ์อาทิตย์ จำกัด เป็นผู้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว” เรื่องหลังนี้สำนักพิมพ์ดอกหญ้านำมาตีพิมพ์อีกครั้งในวาระรำลึก ๒๐ ปี ๑๔ ตุลาคมเมื่อ ปี ๒๕๓๖
    ต้นฉบับ ๒ เล่มนี้เกิดขึ้นในท่ามกลางสมรภูมิสู้รบในแนวหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่มีหน้าที่ถือปืนสู้รบในสมรภูมิ แต่ก็ต้องป้องกันตนเองและหอบหิ้ว เครื่องพิมพ์ดีด กระดาษ ดินสอเสมือนอาวุธประจำกายชิ้นสำคัญ!
หนังสือรวม

“คนบนมอ”
รวมเรื่องสั้นเล่มต่อมา

    ช่วงระหว่างปี ๒๕๓๓-๒๕๓๗ สำนักพิมพ์ “ดอกหญ้า” ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นชุด “คนบนมอ” ถึง ๔ ครั้ง เป็นที่น่าสังเกต เรื่องสั้น ๙ เรื่อง สื่อด้วยภาษาเรียบง่ายแฝงอารมณ์ขันปนเสียดสี ได้รับการต้อนรับมากกว่าเรื่องราวที่นำเสนอด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึงขัง ในช่วงระยะ ๔-๕ ปี “คนบนมอ” ตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปประมาณ ๑๒,๐๐๐ เล่ม และเข้าใจว่าขณะนี้หนังสือคงหายไปจากแผงแล้ว อาจต้องมีการตีพิมพ์ใหม่ใน เร็วๆ นี้

ชีวิตและบทบาทวรรณกรรม
คำนำ “คนบนมอ” #๕
    ผมไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะได้เขียนคำนำให้แก่ “คนบนมอ” รวมเรื่องสั้น ๙ เรื่องที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นทศวรรษที่ ๒๕๓๐ และตีพิมพ์ซ้ำอีกเป็นครั้งที่ ๔ ในช่วงทศวรรษที่แล้ว ครั้งนี้จึงเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๕ ในชีวิต “คนบนมอ” เพื่อร่วมรำลึก ๓๐ ปี ๑๔ ตุลาคม ในปี พ.ศ.๒๕๔๖
    ถ้าจำไม่ผิด ที่แล้วมาสำนักพิมพ์ดอกหญ้าเขาขออนุญาตผมพิมพ์ครั้งละ ๓,๐๐๐ เล่ม ดังนั้น “คนบนมอ” จึงควรมียอดพิมพ์ไม่น้อยกว่า ๑๒,๐๐๐ เล่ม ครั้งล่าสุด (หมายถึงครั้งที่ ๕ นี้) ผู้จัดพิมพ์ยังไม่ได้บอกผมว่าจะพิมพ์กี่เล่ม
    อาจจะดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยจุ๋มจิ๋มถ้าเทียบกับยอดพิมพ์ของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ หรือแม้แต่หนังสือขายดีของนักเขียนชาวไทยเราหลายท่านในหลายยุคสมัยนับจากอดีตถึงปัจจุบัน
    แต่การที่หนังสือของตัวเองได้พิมพ์ซ้ำ ย่อมนำความภาคภูมิใจมาสู่นักเขียนผู้นั้นไม่มากก็น้อย ผมเองก็ปุถุชน ย่อมตกอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกที่ว่านั้นด้วยคนหนึ่ง
    เมื่อกี้ผมจงใจใช้คำว่า “…การพิมพ์ครั้งที่ ๕ ในชีวิต คนบนมอ…” เพื่อชี้ให้เห็นว่างานวรรณกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ตราบเท่าที่ผลงานนั้นๆ ยังอยู่ในความนิยมของผู้อ่าน แสดงว่ามันยังมีชีวิตอยู่
    งานวรรณกรรมบางชิ้นมีชีวิตยืนยงกว่าผู้สร้างมันขึ้นมายิ่งนัก บางชิ้นเป็นงานอมตะนิรันดรก็มี
    นี่เป็นสถานภาพการดำรงอยู่ของวรรณกรรม!
    ในด้านบทบาทล่ะ?
    เมื่อไม่นานมานี้ผมได้สนทนากับคุณลุง “ลาว คำหอม” คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์… ท่านกล่าวว่าคมศาสตราวุธที่ฟาดฟันลงบนร่างของศัตรู อย่างมากก็แค่บาดเจ็บที่ร่างกาย แต่ถ้าใช้วรรณกรรมเป็นอาวุธ มันจะทิ่มแทงทะลุทะลวงไปที่หมากหัวใจของผู้เป็นศัตรู
    ดังนั้นเราจึงพบว่างานวรรณกรรมบางชิ้น นอกจากมีชีวิตอมตะเป็นนิรันดรแล้ว ยังสามารถเขย่าโลกทั้งโลกให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นได้อีกด้วย
    เรื่องอย่างนี้…ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!
    เพราะว่าภาษาเป็นอารยธรรมชั้นสูงที่ใช้จำแนกแยกแยะระหว่างมนุษย์กับดิรัจฉาน โดยเฉพาะคนไทยเรา ได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมด้านภาษามาช้านาน… มีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน แต่ทักษะการใช้ภาษาของเราอยู่ในระดับใด?
    ใครมีหน้าที่ให้คำตอบ?
    คงไม่จำเพาะแต่ครูภาษาไทยดอกนะครับ ต้องคนไทยทั้งชาตินั่นแหละ โดยเฉพาะผู้ที่กำหนดนโยบาย และผู้บริหารบ้านเมืองทุกระดับ…
    ตั้งแต่นายก อบต.จนถึงนายกรัฐมนตรี
    นั่นล่ะครับ!
    หมายเหตุ : ในที่สุด “คนบนมอ” ไม่ได้พิมพ์ครั้งที่ ๕ มาปัดฝุ่นพิมพ์ครั้งที่ ๕ ในโครงการ Book on Demand Program พร้อมกับรวมเรื่องสั้น “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๖
    ในปี ๒๕๓๕ “ดอกหญ้า” มีผลงานของ “สมคิด สิงสง” วางแผงอยู่ ๓ เล่ม
    ๑. คนบนมอ
    ๒. ข้าวเขียว และ
    ๓. ผู้รุกราน
    เล่มที่ ๓ เป็นนวนิยายขนาดสั้น ๑๔ ตอนจบ เดินเรื่องโดยใช้ผึ้งเป็นตัวละครหลัก แนวเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
    “มีสัตว์หลายจำพวกที่งมงายอยู่กับความละโมบและขลาดเขลา…
    ด้วยเหตุที่กลัวอดอยาก พวกนี้จึงสะสมเสบียงอาหาร
    ด้วยเหตุที่กลัวร้อนหนาว พวกนี้จึงสะสมเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่ อาศัย
    ด้วยเหตุที่กลัวเหน็ดเหนื่อย พวกนี้จึงสะสมข้าทาสบริวาร
    ด้วยเหตุที่กลัวอับอายขายหน้า พวกนี้จึงสะสมเกียรติยศศักดิ์ศรี
    ด้วยเหตุที่กลัวพวกเดียวกันเอง พวกนี้จึงสะสมกองกำลังและศัตราวุธ…”

บันทึกวันนี้
    มาถึงวันนี้ หนังสือของผมที่ตีพิมพ์รวมเล่มไปแล้ว เท่าที่จำได้คือ
    ๒๕๑๕ มโหรีแห่งชีวิตอิสระ (วรรณกรรมร่วมสมัย)  
    ๒๕๒๒ ลาก่อนนาวังเหล็ก (นวนิยาย)  
    ๒๕๒๔ ตำนานแห่งหมู่บ้าน (รวมเรื่องสั้น)  
    ๒๕๒๔ ข้าวเขียว (นวนิยาย)  
    ๒๕๒๕ ไอ้พลอย (นวนิยาย)
    ๒๕๓๒ แด่แผ่นดินอีสาน (ทรรศนคดี)  
    ๒๕๓๓ คนบนมอ (รวมเรื่องสั้น)
    ๒๕๓๔ ผู้รุกราน (นวนิยาย)
    ๒๕๔๙ พ่อนายกฯ สายไหม บ้านหนองฮี (วรรณกรรมเยาวชน ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดหนังสือดีเด่นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๐ รางวัลชมเชยประเภทงานเขียนในการประกาศรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๙ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ ๔ และได้รับเชิญจาก International Board on Books for Young People สำนักงานในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เชิญผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “พ่อนายก สายไหม บ้านหนองฮี” เข้าร่วมงาน 31st IBBY World Congress ที่โรงแรมRadission SAS Scandinavia ในนครโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค ระหว่างวันที่ ๗-๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) เนื้อหาของเรื่องเป็นการนำเสนอหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    ปัจจุบันหนังสือเหล่านี้ที่พิมพ์ไปแล้ว หายไปจากแผงหนังสือแล้ว แม้แต่บนหิ้งหนังสือของผมก็หาไม่พบแล้ว บางเล่มยังมีต้นฉบับเก็บรักษาไว้ แต่บางเล่มไม่มีเลย ผมคงต้องหาสืบค้น และหยิบยืมมาทำสำเนาไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรุ่นหลัง

อ่านเขียนบนอินเตอร์เน็ต

อีกทางเลือกสำหรับนักอ่านนักเขียนยุคไอที

สถานการณ์ด้านสื่อสารมวลชน (Mass Communications) เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน และการสื่อสารระบบไอทีเข้ามาแทนที่ระบบการสื่อสารแบบเดิม ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการผลิตและการเสพสื่อรูปแบบต่างๆ

Screenshot_2018-02-16-17-54-46การเผยแพร่งานเขียนเป็นตอนๆ ให้ผู้อ่านสามารถติดตามได้ในระบบออนไลน์เป็นทางเลือกใหม่ที่ผมกำลังเริ่มนำมาใช้ ติดตามได้ที่ https://www.hongsamut.com นำร่องด้วยงานนวนิยาย 2-3 เรื่อง นำลงเป็นตอนๆ และผู้อ่านสามารถเลือกอ่านเป็นรายตอน เริ่มตอนแรกๆ ด้วยการอ่านฟรี และตอนต่อๆ ไปอาจต้องมีเงื่อนไขในการชำระเงินอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้เนื่องจากนักเขียนก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการนำเสนอผลงานออกสู่ระบบอินเตอร์เน็ต และการยังชีพในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนพอสมควร ผมจะหาโอกาสพูดคุยผ่านสื่อต่างๆ ที่ผมใช้อยู่ในเวลานี้

โปรดติดตามนะครับ

 

ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank)

ความเคลื่อนไหวต่อยอดที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

การสำรวจชั้นดินชั้นหิน ด้วยวิธีวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของ จนท.กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เมื่อไม่นานมานี้ (6 ก.พ.2561) ตามคำร้องขอของสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ทำให้ทราบว่า ชั้นหินอยู่ที่ความลึกประมาณ 10 เมตรจากระดับผิวดิน มีชั้นตะกอนทรายไม่ค่อยหนา แต่ชั้นหินทรายมีรอยแตกเยอะอยู่

“ตะกอนทรายกับหินทรายเป็นอย่างเดียวกันไหม มันจะทำหน้าที่กักเก็บน้ำใช่ไหม?” ผมถามเพื่อความเข้าใจ

“ตะกอนทราย ให้นึกถึงทรายครับมันจะร่วน มีช่องว่างกักเก็บน้ำได้ ส่วนหินทรายคือหินแข็ง ถ้ามันมีรอยแตกก้อจะสามารถกักเก็บน้ำได้คับ ถ้ารอยแตกน้อย หรือไม่มีรอยแตกน้ำก้อผ่านไม่ได้ ก้อเป็นตัวต้านน้ำไปคับ น้ำก้อจะไหลซึมไปด้านล่างไม่ได้คับ..”

จนท.ที่ทำการสำรวจขยายความให้ผมฟัง และว่า “ผมหาชั้นที่จะกักเก็บน้ำคับ ในโครงการนี้ก้อคือชั้นตะกอนทรายคับ”

1518698000668

1518697983736

1518697967200

นี่คือกระบวนการทำงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในการต่อยอดโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู ที่สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) ได้ริเริ่มและอนุ่เคราะห์ในระยะที่ผ่านมา

Exif_JPEG_420

แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2560

การต่อยอดโครงการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล คือการสร้างบ่อเติมน้ำลงใต้ดินแบบปิด ขนาด 5 x 5 x 5 เมตร จำนวน 1 บ่อ ในพื้นที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู เพื่อเสริมศักยภาพด้านปริมาณและคุณภาพน้ำใต้ดินที่สูบขึ้นมาจากบ่อบาดาล พร้อมด้วยบ่อสังเกตการณ์ระดับน้ำใต้ดินอีก 1 บ่อ

รายงานความคืบหน้าล่าสุด

15 กุมภาพันธ์ 2561

 

ซับแดง : หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

ซับแดง : หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

 เจน อักษราพิจารณ์

วันที่ อังคาร มกราคม 2551

ซับแดงหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

ชื่อหนังสือ : ซับแดงหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว
ผู้เขียน : ตุลยเทพ สุวรรณจินดา, สมบูรณ์ สุขสำราญ, เขียน ธีระวิทย์พิมพ์ : พิฆเณศการพิมพ์/2518
ราคา : 5 บาท/86 หน้า
บทความนี้ผู้เขียนเขียนถึงความย้อนหลังหมู่บ้านซับแดงหมู่บ้านในดวงใจและหมู่บ้านในจินตนาการของสองนักเขียนหนุ่มในอดีตจากดินแดนที่ราบสูงนามว่าสมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ

สมคิด สิงสง เกิดที่หมู่บ้านซับแดง ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอยู่ในการปกครองของอำเภอโคกโพธิ์ชัย ส่วนประเสริฐ จันดำ เป็นชาวบ้านโดด อำเภออุทุมพรพิสัย (ปัจจุบันคือกิ่ง อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ) จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ กับกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวระยะหนึ่งก่อนที่จะหอบความฝันและจินตนาการสู่หมู่บ้านซับแดง แม้ว่าปลายทางแห่งความฝันจะไม่ถึงจุดหมายปลายทาง แต่ก็ถือว่าเป็นตำนานการต่อสู้ของสองเสี่ยวฮัก ที่ปัจจุบันเหลือเพียงสมคิด สิงสง ที่สานต่ออุดมการณ์ในการพัฒนาในนามของสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนประเสริฐ จันดำ เสียชีวิตเมื่อปี 2538

หนังสือ “ซับแดง หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว” เป็นรายงานการสำรวจ โดยอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยตุลยเทพ สุวรรณจินดา สมบูรณ์ สุขสำราญ และเขียน ธีระวิทย์ โดยเนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 6 ตอน ประกอบด้วย แนะนำหมู่บ้านซับแดง สภาพเศรษฐกิจและสังคม การศึกษา ช่วยงานของรัฐกับหมู่บ้านซับแดง บทส่งท้าย ความเห็นของผู้สำรวจ และภาคผนวก

ในหนังสือรายงานการสำรวจ ได้พูดถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านซับแดงในอดีตขึ้นอยู่กับตำบลโคกโพธิ์ชัย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น

คำว่า “ซับ” หมายถึงตาน้ำที่อยู่ทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน ส่วน “แดง” หมายถึงต้นแดงที่อยู่ติดกับหมู่บ้าน จึงรวมกับเป็นซับแดง และถือว่าเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้าน ปัจจุบันได้ปรับเป็นระบบประปาประจำหมู่บ้าน ในอดีตการคมนาคมจะมีรถประจำทางสายแก้งคร้อ – มัญจาคีรี วิ่งบริการ มีระยะทางห่างจากอำเภอมัญจาคีรี ประมาณ 25 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่น 80 กิโลเมตร อาชีพหลักของชาวบ้านในยุคนั้นคือการทำนาทำไร่ และส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

ทั้งสมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ เข้าศึกษาที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในระหว่างที่ศึกษาได้นำนักศึกษาออกพื้นที่ที่บ้านเกิด จนเมื่อกลางปี 2516 จึงได้ชักชวนประเสริฐ จันดำ คืนสู่บ้านเกิดรรวมจัดตั้งฝ่ายการศึกษากลุ่มเยาวชนซับแดงขึ้น โดยเป็นลักษณะการจัดการศึกษานอกระบบ โดยส่วนหนึ่งจะใช้ที่นาของสมคิด สิงสง เป็นที่ตั้งโรงเรียน นอกจากนั้นยังใช้เถียงนาเป็นที่สอนกลุ่มเล็ก ๆ หลังเลิกจากการทำไร่ทำนา ใช้หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และการศึกษานอกโรงเรียน ภายหลังเหตุการณ์ 16 ตุลา สมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ ได้คืนสู่หมู่บ้านซับแดงอีกครั้งทำให้ได้รับรู้สภาพปัญหาในชุมชนถึงระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งระบบการศึกษาในท้องถิ่น และได้สานต่ออุดมการณ์ในการจัดตั้งฝ่ายการศึกษาเยาวชนซับแดง
ฝ่ายการศึกษาเยาวชนซับแดง ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 800 เมตร โดยจะเป็นทั้งห้องสมุดสำหรับชุมชน ลักษณะเป็นศูนย์อบรมหลังเล็ก ๆ หลังคามุงสังกะสีพื้นยกสูงเพียงเล็กน้อยปูด้วยไม้กระดาน แบ่งเป็นสองห้องระหว่างห้องเรียนกับห้องสมุด ทั้งนี้โดยมีสมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานทางการศึกษาของรัฐ และครูในหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยสอน

ภาพบรรยากาศการเรียนการสอนที่หมู่บ้านซับแดงในอดีต

 

สำหรับผู้เรียนเป็นเยาวชนและหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ภิกษุ สามเณร มีค่าบำรุงคนละ 20 บาท ไม่มีการเช็คชื่อ วิชาที่สอนจะมีภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และหน้าที่พลเมืองศีลธรรม ทั้งนี้จากการไม่เห็นด้วยจากเจ้าหน้าบ้านเมืองฝ่ายปกครอง
คณะผู้สำรวจได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และคณะสำรวจได้สรุปผลจากการศึกษาได้ว่า “ซับแดง” มิได้มีลักษณะที่จะเป็น “เขตปลดปล่อย” แต่เป็นความพยายามของผู้นำหมู่บ้านที่จะต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ด้านการศึกษาทำให้ประชาชนเข้าใจสิทธิและบทบาทของตน โดยมีผู้นำเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และได้สรุปในบทสุดท้ายว่าหมู่บ้าน “ซับดง” ควรได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านตัวอย่างเพื่อให้ชาวไร่ชาวนาได้เรียนรู้และช่วยตนเอง เพื่อลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชน และเป็นสัญญาณแจ้งภัยที่ควรได้รับการสดับตรับรับฟังด้วยความรอบคอบด้วยอนาทรอันบริสุทธิ์ ด้วยน้ำใจอารี และด้วยจิตสำนึกจากมนุษยธรรมสมคิด สิงสง ถ่ายภาพสถานที่ตั้งฝ่ายการศึกษาเยาวชนซับแดงในอดีต ภาพจากหนังสือพลิกตำนานเพื่อชีวิต : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า : 2532

แม้วันเวลาจะผ่านพ้นไป แต่กลับไปอ่านอีกครั้งก็ยังมีความหมาย ซับแดงหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

หมายเหตุ : ภาพประกอบจากหนังสือ
“ซับแดง” หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว
พลิกตำนานเพื่อชีวิต ; สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2532.
โดย เจนอักษราพิจารณ์

 
 
%d bloggers like this: