RSS

Author Archives: somkhitsin

About somkhitsin

สมคิด สิงสง เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2493 (ค.ศ.1950) ที่บ้านซับแดง ขณะนั้นอยู่ในตำบลโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี(ขณะนี้คือตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอโคกโพธิ์ไชย) จังหวัดขอนแก่น ในครอบครัวคนทำไร่ทำนา เรียนชั้นประถมต้นที่โรงเรียนประชาบาลในบ้านเกิด จบชั้น ป.4 แล้วติดตามญาติไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา โรงเรียนวัดน้อยใน ต.ตลิ่งชัน อ.ตลิ่งชัน (ในเวลานั้น) จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม รุ่นเดียวกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ชีวิตหันเหเข้าสู่วงการวิชาชีพการเขียนหนังสือเมื่อต้องทำงานหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือที่แผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน(ภาคค่ำ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2512 พร้อมกับทำงานหนังสือพิมพ์ไปด้วย ชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยสิ้นสุดลงเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนเรือนแสนเรือนล้านลงสู่ถนนราชดำเนิน ขับไล่รัฐบาลถนอม-ประภาส และเขาเป็นผู้หนึ่งในขบวนผู้นำนักศึกษาในเวลานั้น จากนั้นจึงหันหลังให้มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางกลับสู่บ้านเกิด นำพาชาวบ้านเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม จนในที่สุดก็กลายเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจรัฐในขณะนั้น จนต้องหลบลี้หนีภัยไปพำนักอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองสงบลงจึงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิอีกครั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งหลายครั้ง โชคดีที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ขณะที่เพื่อนมิตรหลายคนโชคร้าย ได้นั่งเก้าอี้เสนาบดี บริหารบ้านเมืองในระดับชาติ ส่วนเขาผันตัวเองเข้าเป็นผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างสุด โดยผ่านระบบการเลือกตั้ง (ขณะนี้สิ้นวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว) และยืนหยัดอยู่กับผู้คนชนชั้นล่างอยู่จนถึงเวลานี้ เพื่อนพ้องน้องพี่วงการต่างๆ ร่วมกันจัดงานแสดงมุทิตาจิตแก่เขาในโอกาส กึ่งศตวรรษ “สมคิด สิงสง” และ รำลึก 27 ปีเพลง “คนกับควาย” เมื่อเดือนตุลาคม 2543 และจัดกันเป็นประเพณีสืบต่อมาทุกวันที่ 27 ตุลาคมของทุกปี

หมากมอน Mulberry

Exif_JPEG_420

สวนหม่อนวนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

เรียบเรียงจาก

https://medthai.com/มัลเบอร์รี่/

หม่อน หรือมัลเบอร์รี่ (Mulberry) สำเนียงภาคอีสานออกเสียง มอน  มีอยู่ 2 ชนิด คือ หม่อนชนิดที่ปลูกไว้เพื่อรับประทานผลเพียงอย่างเดียว ซึ่งมีชื่อสามัญว่า Black Mulberry และมีชื่อวิทยาศาสตร์ Morus nigra L. จัดอยู่ในวงศ์ MORACEAE ผลสุกจะเป็นสีดำมีรสเปรี้ยวอมหวาน นิยมนำมารับประทานและนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ

อีกชนิดคือหม่อนที่ปลูกไว้เพื่อการเลี้ยงไหมเป็นหลัก มีชื่อสามัญว่า White Mulberry และมีชื่อวิทยาศาสตร์ Morus alba L. ชนิดนี้ใบจะมีขนาดใหญ่กว่าและออกใบมากกว่า ใช้เป็นอาหารเลี้ยงหนอนไหมได้ดี แต่ผลจะมีขนาดเล็กกว่า เมื่อสุกจะมีรสเปรี้ยว ใช้รับประทานได้เช่นกัน แต่ไม่เป็นที่นิยมเท่าชนิดแรก และยังมีชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น Red Mulberry ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morus rubra L. เป็นต้น

Exif_JPEG_420

ผลผลิตเกษตรอินทรีย์ 100% Organic

สรรพคุณของหม่อน

ผลหม่อนมีรสเปรี้ยวหวานเย็น มีสรรพคุณช่วยดับร้อน คลายความร้อนรุ่ม ช่วยขับลมร้อน ช่วยบรรเทาอาการกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มคอ และทำให้ร่างกายชุ่มชื่น นำมาต้มกับน้ำหรือเชื่อมกินเป็นยาแก้ธาตุไม่ปกติ มีสรรพคุณช่วยบำรุงหัวใจ

ช่วยทำให้เส้นประสาทตาดี ทำให้สายตาแจ่มใส หูตาสว่าง ร่างกายสุขสบาย ช่วยแก้อาการท้องผูก และยังมีเมล็ดที่ช่วยเพิ่มใยอาหาร
ผลนำมาต้มกับน้ำหรือเชื่อมกินเป็นยาระบายอ่อนๆ
ผลมัลเบอร์รี่มีฤทธิ์เป็นยาเย็น ออกฤทธิ์ต่อตับและไต มีสรรพคุณช่วยบำรุงตับและไต ช่วยรักษาตับและไตพร่อง
ช่วยแก้ข้อมือข้อเท้าเกร็ง แก้ไขข้อ โรคปวดข้อ
ช่วยบำรุงเส้นผมให้ดกดำ ป้องกันผมหงอกก่อนวัย
ในประเทศจีนจะใช้ผล กิ่งอ่อน เปลือกราก และใบเป็นยาบำรุงกำลัง รักษาโรคเกี่ยวกับทรวงอก แก้ไอ หืด วัณโรคปอด การสะสมน้ำในร่างกายผิดปกติ ขับปัสสาวะ และรักษาโรคปวดข้อ
หมายเหตุ : การใช้ตาม [2] ผลแห้งให้ใช้ครั้งละ 10-15 กรัม นำมาต้มกับน้ำรับประทาน หรือใช้เข้าตำรับยาตามตามต้องการ (ตามตำรับยาระบุให้ใช้ผลหม่อนหรือผลมัลเบอร์รี่ ชนิดที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Morus alba L.)

Exif_JPEG_420ประโยชน์ของมัลเบอร์รี่

มัลเบอร์รี่มีสาร Anthocyanins ในปริมาณมาก โดยสารชนิดนี้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ต่อต้านอาการขาดเลือดในสมอง ป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น

Exif_JPEG_420มัลเบอร์รี่มีสาร Deoxynojirimycin ที่เป็นตัวช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ มีกาบา (GABA) ที่เป็นตัวช่วยลดความดันโลหิต มีสาร Phytosterol ที่สามารถช่วยลระดับคอเลสเตอรอลได้

มัลเบอร์รี่มีสาร Polyphenols ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์กับร่างกาย
สารประกอบฟีนอลสามารถช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านอาการอักเสบ อาการเส้นเลือดโป่งพอง และยับยั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อไวรัสได้

สาร Quercetin และสาร Kaempferol ที่มีอยู่ในผลมัลเบอร์รี่เป็นสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ที่สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ โรคความดันโลหิต ช่วยทำให้หลอดเลือดแข็งแรง เลือดหมุนเวียนดี ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือด ป้องกันการดูดซึมของน้ำตาลในลำไส้เล็ก ยับยั้งการเกิดสารก่อมะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยยืดอายุเม็ดเลือดขาว และลดอาการแพ้ต่างๆ

มีวิตามินเอที่ช่วยในด้านการบำรุงสายตา ป้องกันการเกิดต้อกระจก ช่วยบำรุงเหงือกและฟัน บำรุงผิวพรรณ และลดการอักเสบของสิว
วิตามินบี 6 ในผลมัลเบอร์รี่ มีประโยชน์ในด้านการบำรุงเลือด ตับ และไต ช่วยลดอาการปวดประจำเดือน และลดการเกิดสิว

Exif_JPEG_420

กิ่งชำหม่อนดำออสตุรกี พันธุ์หม่อนนำเข้าเพื่อทดลองปลูกในสวนหม่อนวนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

มัลเบอร์รี่มีวิตามินซีสูง ที่เป็นตัวช่วยป้องกันหวัด ภูมิแพ้ วัณโรค โรคปอด เชื้อไวรัส และช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย
มัลเบอร์รี่กรดโฟลิกสูง ซึ่งกรดโฟลิกนั้นสามารถช่วยทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเจริญได้เต็มที่ ทำให้เซลล์ประสาทไขสันหลังและเซลล์สมองเจริญเป็นปกติ และช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง

นอกจากนี้ลูกมัลเบอร์รี่ยังกรดอะมิโน วิตามินและแร่ธาตุอีกหลายชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม แมกนีเซียม โซเดียม สังกะสี ฯลฯ
บางรายงานระบุว่ามัลเบอร์รี่สามารถช่วยแก้อาการเมาค้าง และช่วยผ่อนคลายความเครียดได้

ผลมัลเบอร์รี่สามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารหรือผลิตภัณฑ์ได้หลายชนิด เช่น แยมหม่อน เยลลี่หม่อน ขนมพาย ข้าวเกรียบ ไอศกรีมหม่อน หม่อนแช่อิ่ม หม่อนอบแห้ง ลูกอมหม่อน น้ำหม่อน ไวน์หม่อน เป็นต้น

คุณค่าทางโภชชนาการของมัลเบอร์รี่ ต่อ 100 กรัม

พลังงาน 43 กิโลแคลอรี่
คาร์โบไฮเดรต 9.8 กรัม
น้ำตาล 8.1 กรัม
ใยอาหาร 1.7 กรัม
ไขมัน 0.39 กรัม
โปรตีน 1.44 กรัม
เถ้า 0.69 กรัม
วิตามินเอ 25 หน่วยสากล
เบต้าแคโรทีน 9 ไมโครกรัม
ลูทีน และ ซีแซนทีน 136 ไมโครกรัม
วิตามินบี1 0.029 มิลลิกรัม (3%)
วิตามินบี2 0.101 มิลลิกรัม (8%)
วิตามินบี3 0.62 มิลลิกรัม (4%)
วิตามินบี6 0.05 มิลลิกรัม (4%)
วิตามินบี9 6 ไมโครกรัม (2%)
วิตามินซี 36.4 มิลลิกรัม (44%)
วิตามินอี 0.87 มิลลิกรัม
วิตามินเค 7.8 ไมโครกรัม
โคลีน 12.3 มิลลิกรัม (3%)
แคลเซียม 39 มิลลิกรัม (4%)
ธาตุเหล็ก 1.85 มิลลิกรัม (14%)
แมกนีเซียม 18 มิลลิกรัม (5%)
ฟอสฟอรัส 38 มิลลิกรัม (5%)
โพแทสเซียม 194 มิลลิกรัม (4%)
โซเดียม 10 มิลลิกรัม (1%)
สังกะสี 0.12 มิลลิกรัม (1%)
ทองแดง 0.06 มิลลิกรัม
ซีลีเนียม 0.6 ไมโครกรัม% ร้อยละของปริมาณแนะนำที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันสำหรับผู้ใหญ่ (ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database)

หมายเหตุ : อ่านข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องมัลเบอร์รี่หรือต้นหม่อนเกี่ยวกับลักษณะของต้นหม่อนหรือต้นมัลเบอร์รี่ สรรพคุณทางยาของใบหม่อน รากหม่อน ต้นหม่อน ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของหม่อนเพิ่มเติมได้ที่ สรรพคุณและประโยชน์ของต้นหม่อน ใบหม่อน 50 ข้อ!

เอกสารอ้างอิง
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “หม่อน (Mon)”.  หน้า 327.
หนังสือสารานุกรมสมุนไพรไทย-จีน ที่ใช้บ่อยในประเทศไทย.  (วิทยา บุญวรพัฒน์).  “หม่อน”.  หน้า 618.
หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “หม่อน”  หน้า 194-195.
ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.  “หม่อน”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: http://www.phargarden.com.  [22 ก.ค. 2014].
ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.  (อุไรวรรณ นิลเพ็ชร์).  “หม่อน ( Mulberry ) : พืชมากประโยชน์”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก: http://www.rdi.ku.ac.th/kufair50/.  [22 ก.ค. 2014].
กรมหม่อนไหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.  (นายวิโรจน์ แก้วเรือง ผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หม่อนไหม).  “หม่อน & ไหม… พืชและเส้นใยแห่งอนาคต”.

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

Advertisements
 

คุยเฟื่องเรื่องฟักข้าว (สักครั้ง)

พีรพล

พีรพล ตริยะเกษม

2-3 วันก่อน ผมแพ็คลูกฟักข้าว 1 กล่อง ส่งให้คุณพีรพล ตริยะเกษม ที่ปรึกษาของบริษัทยักษ์ใหญ่โฮลเดอร์แบงก์ หรือ โฮลซิม ของสวิสเซอร์แลนด์ ที่ลงทุนทำโรงงานปูนซีเมนต์ในภาคเหนือของเวียดนาม เขาบอกว่า.. “เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์หลายอย่าง ได้แต่ซื้อมาจากเวียดนาม จะขอ(ซื้อ)มีไหมครับ”

พีรพลคนนี้เป็นรุ่นเดียวกันกับผม เขาเป็นอดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) สมัย 14 ตุลา 2516 ต่อมามีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูสัมพันธไมตรีไทย-เวียดนาม เขากับผมไม่ได้พบกันนานมากแล้ว อาจเท่าอายุเหตุการณ์ 14 ตุลาวันมหาวิปโยค

เราได้วิสาสะสนทนากันทางหน้าเฟสบุ๊คเมื่อผมโพสต์ขายผลฟักข้าว และบรรจุกล่องพัสดุ ปณ.ขนาด “ง” ใส่ได้ 6 ผล น้ำหนักราว 4 กิโลกรัม ผมคิดค่าใช้จ่ายในการจัดส่ง ฿500 เพราะต้องเดินทางจากสวนเข้าไปส่งในตัวเมืองอำเภอใกล้ที่สุด คืออำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ

Exif_JPEG_420

ผลฟักข้าวเก็บจากหน้าบ้าน “กระท่อมลายสือ”

FK_2ช่วงนี้ผลฟักข้าวที่ผมปลูกจะมีปริมาณเกินกว่าจะกินท่วงทัน ครั้นจะทิ้งให้เน่าเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ก็น่าเสียดาย ผมเคยเก็บมาทำน้ำฟักข้าวเข้มข้นเพียวๆ แบบไม่ปรฺงแต่งรสชาด เก็บไว้กินนานๆ ด้วยการเก็บในตู้เย็น และเป็นของฝากแก่เพื่อนมิตรที่เห็นประโยชน์และคุณค่าของฟักข้าว

 

 

ครูต่าย

รู้จักกันในนาม “ครูต่าย” ไม่เคยถามชื่อจริงคุณครู

คุณครูต่าย เจ้าของสถานศึกษา “รู้คิด” ในเมืองบ้านไผ่ ขับรถด้วยระยะทางไปกลับ 100 กิโลเมตร มารับเอาน้ำฟักข้าวเข้มข้นด้วยตนเอง นำไปเจือจางด้วยน้ำต้มสุก ปรุงแต่งรสชาติด้วยน้ำมะนาว น้ำเชื่อม และเกลือป่นเล็กน้อย ทำเป็นเครื่องดื่มเย็นในน้ำแข็งอนามัย บางครั้งผมต้องขับรถนำผลฟักข้าวไปส่งให้เธอถึงโรงเรียน จึงเป็นโอกาสให้เธอนำผลฟักข้าวสีสวยเป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนแก่เด็กๆ ได้อย่างมีบรรยากาศ เป็นที่ตื่นตาตื่นใจ เพราะเด็กๆ เพิ่งเคยเห็นผลไม้สีสวยที่เปี่ยมไปด้วยคุณประโยชน์นี้

 

ผมเสียดายผลฟักข้าวถ้าจะปล่อยให้เน่าคาเถา ร่วงหล่นทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงหาเวลาตั้งใจทำน้ำฟักข้าวเข้มข้นเก็บไว้กินในตู้เย็น และกำลังมองหาขวดบรรจุภัณฑ์สวยๆ เผื่อมีใครสนใจอยากได้ไปปรุงดื่มเพื่อสุขภาพ

ของดีอย่างนี้ กินคนเดียวไม่ดีแน่ ต้องเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ด้วย

“ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง”

Our Soul is for the Benefit of Mankind.

เสื้อลาย-031

PANO_20170827_131947สรรพคุณของฟักข้าว

  1. ผลอ่อนและใบอ่อนช่วยลดน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ (ผลอ่อน, ยอดฟักข้าว)
  2. ช่วยบำรุงปอด ช่วยแก้ฝีในปอด (เมล็ด)
  3. ใบฟักข้าวมีรสขมเย็น มีสรรพคุณช่วยแก้ไข้ตัวร้อนได้ (ใบ)
  4. รากช่วยถอนพิษไข้ (ราก)
  5. ช่วยขับเสมหะ (ราก)
  6. ช่วยแก้ท่อน้ำดีอุดตัน (เมล็ด)
  7. ช่วยขับปัสสาวะ (เมล็ด)
  8. ใบช่วยแก้ริดสีดวง (ใบ)
  9. ใบนำมาตำใช้พอกแก้อาการปวดหลังได้ (ใบ)
  10. ช่วยแก้กระดูกเดาะ (ใบ)
  11. ช่วยแก้ข้อเข่า อาการปวดตามข้อ (ราก)
  12. เมล็ดแก่นำมาบดให้แห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อย นำมาใช้ทาบริเวณที่มีอาการอักเสบ อาการบวม จะช่วยรักษาอาการได้ และยังช่วยรักษากลากเกลื้อน โรคผิวหนัง ผดผื่นคันต่าง ๆ อาการฟกช้ำได้อีกด้วย (เมล็ดแก่)
  13. รากใช้ต้มดื่มช่วยถอนพิษทั้งปวง (ราก)
  14. ใบช่วยถอนพิษอักเสบ (ใบ)
  15. ช่วยแก้พิษ แก้ฝี (ใบ)
  16. ช่วยแก้ฝีมะม่วง (ใบ)
  17. ฟักข้าว สรรพคุณใบช่วยแก้หูด (ใบ)
  18. เมล็ดฟักข้าว สามารถนำมาใช้แทนเมล็ดแสลงใจได้ (โกฐกะกลิ้ง)
Exif_JPEG_420

เถาฟักข้าว ที่เสนาสนะสัปปายะ “เฮือนดินตีนภู”

ประโยชน์ของฟักข้าว

  1. มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
  2. ช่วยในการชะลอวัย ป้องกันการเกิดริ้วรอยแห่งวัย ปัญหาผิวแห้งกร้าน ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด
  3. ฟักข้าวมีเบตาแคโรทีนสูงกว่าแครอท 10 เท่า และมีไลโคปีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า !
  4. ประโยชน์ของฟักข้าวช่วยบำรุงและรักษาสายตา ป้องกันโรคเกี่ยวกับดวงตา โรคต้อกระจก ประสาทตาเสื่อม ตาบอดตอนกลางคืน (เยื่อเมล็ด)
  5. ช่วยป้องกันโรคหัวใจ หลอดเลือดหัวใจ โรคหัวใจขาดเลือด
  6. ช่วยป้องกันและช่วยยับยั้งการเกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือด
  7. ช่วยป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งเป็นสาเหตุของการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต
  8. งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลพบว่า ฟักข้าวมีโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอดส์ (HIV) และยังช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งได้อีกด้วย ซึ่งได้ทำการจดสิทธิบัตรในประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  9. ประโยชน์ของฟักข้าวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา ฟักข้าวมีฤทธิ์ในการต่อต้านมะเร็ง ไวรัส ช่วยยับยั้งระดับน้ำตาลในเลือด และยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีน
  10. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
  11. งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮานอยพบว่า น้ำมันจากเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ
  12. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้
  13. ช่วยในการขับเสมหะ ใช้กลั้วคอช่วยลดอาการเจ็บคอหรืออาการอักเสบที่ลำคอ
  14. ฟักข้าวเหมาะสำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะพักฟื้นหรือผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ มีโรคประจำตัวหรือร่างกายอ่อนแอ
  15. รากฟักข้าวใช้แช่น้ำสระผม ช่วยทำให้ผมดกดำขึ้น แก้ปัญหาผมร่วง แก้อาการคันหนังศีรษะ รังแค และช่วยฆ่าเหาได้อีกด้วย (ราก)
  16. คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ ได้ทำการศึกษาร่วมกันในเรื่องของการนำน้ำมันเยื่อหุ้มเมล็ดของฟักข้าวมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางสูตรลดเลือนริ้วรอย ซึ่งก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ จนได้รับรางวัล “IFSCC Host Society Award 2011” จากงานประชุมสมาพันธ์นักเคมีเครื่องสำอางนานาชาติ
  17. ผลอ่อนฟักข้าวใช้ทำเป็นอาหารได้หลากหลายเมนู ไม่ว่าจะเป็นนำไปต้มหรือนึ่งจิ้มกินกับน้ำพริก หรือนำไปใส่แกงต่าง ๆ เช่น แกงส้มลูกฟักข้าว เป็นต้น
  18. ยอดฟักข้าวอ่อนใช้ทำเป็นอาหารก็อร่อย (กลิ่นจะคล้าย ๆ กับยอดหรือใบมะระ) เมนูฟักข้าว เช่น แกงเลียง แกงส้ม ผัดไฟแดง คั่วแค ใช้ลวกหรือต้มกินกับน้ำพริก ฯลฯ
  19. ฟักข้าวสามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ได้หลายอย่าง เช่น น้ำฟักข้าว ฟักข้าวแคปซูล เป็นต้น

https://medthai.com/

 

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420

Exif_JPEG_420 ภาพซ้ายเป็นดอกเพศผู้ ภาพขวาเป็นดอกเพศเมีย ซึ่งจะมีกระเปาะเล็กถัดจากก้านดอก ซึ่งจะพัฒนาเป็นผลฟักข้าว หากมีการผสมเกสรเพศผู้ที่ปลายเกสรเพศเมียของดอกดพศเมีย หากไม่มีแมลงในธรรมชาติช่วยผสมเกสร เราสามารถช่วยผสมได้ตามภาพล่าง ปกติในธรรมชาติที่สมบูรณ์จะมีแมลงผึ้งช่วยผสมเกสรดอกไม้

Exif_JPEG_420

น้ำฟักข้าว3

ผลิตภัณฑ์น้ำฟักข้าวที่มีจำหน่ายในท้องตลาด

 

อานุภาพการสื่อสารไร้พรมแดน

Exif_JPEG_420ค่ำนี้ (31 สิงหาคม 2560) ผมเดินเท้าเข้าไปกินข้าวมื้อเย็น ระยะทาง 1,300 เมตร แทนการขี่รถจักรยานยนต์ที่ทิ้งไว้ให้ลูกใช้ไปฉีดยาที่โรงพยาบาลชุมชนตำบล ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาปู่ย่าตายายก็ล้วนแต่ใช้วิธีเดินเท้าแบบนี้ในการไปไร่ไปนา แบกไถไล่ควายทุกเช้าค่ำ ซ้ำยังต้องหาบต้องคอนเครื่องอยู่ของกินจิปาถะ ที่เก็บหาได้จากหัวไร่ปลายนา

ส่วนผมค่ำนี้ ระหว่างเทียวทางทอดน่องไม่ได้เร่งร้อนแต่อย่างใด ในมือมีโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่อสัญญาณอินเตอร์เน็ต นอกจากสื่อสารด้วยโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้แล้ว ยังมีระบบสื่อสารด้วยไลน์ เฟสบุ๊ค อีเมล์ เมสเสจเจอร์ ฯลฯ ได้ทั้งนั้น บนบ่าสะพายย่ามใส่เครื่องใช้ไม้สอยสำหรับขีดเขียน กระเป๋าสตางค์ ถุงยาเบาหวาน ขวดน้ำดื่ม แว่นสายตา และของใช้จุกจิกชิ้นเล็กชิ้นน้อย รวมทั้งกรรไกรตัดแต่งกิ่งไม้

21078547_1549129081774739_4849948200110742777_nExif_JPEG_420กับถุงผ้าใบเขื่องอีกใบ ในถุงมีหนังสือเล่มโต 2 เล่ม คือ “พุทธศาสนาไทยในอนาคตฯ” ของพระไพศาล วิสาโล หนากว่า 600 หน้า อีกเล่มเป็นภาษาลาว “ปวัดสาดลาวแต่บูฮานเถิง 1946” ของมะหาสิลา วีระวงส์ ขนาด A4 หนาเกือบ 300 หน้า น้ำหนักรวม 2 เล่มก็หลายกิโลกรัมอยู่ ซ้ำยังมีโน้ตบุคอีกเครื่อง ใช้คีย์บอร์ดเชื่อมต่อจากภายนอก พร้อมสายไฟฟ้าและปลั๊กสามทางแบบแถวยาวอีกชุด นี่ก็หนักพอได้

ระหว่างทางทอดน่อง มีเสียงเตือนดังจากมือถือครั้งแล้วครั้งเล่า แสดงว่ามีการกดไลค์ หรือโพสต์ข้อความโต้ตอบในเฟสบุ๊ค ไลน์ และเมสเสจเจอร์ ซึ่งวันสองวันมานี้ผมได้โพสต์เรื่องราวหลายเรื่อง ทั้งกิจกรรมในไร่นาวนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู และบอกเล่าการเจ็บไข้ได้ป่วยของตัวเอง ฯลฯ

Exif_JPEG_420อย่างวันก่อนโน้น (29 ส.ค.2560 19.37 น.) ผมโพสต์เรื่องเจ็บแผลที่เท้าว่า.. “ค่ำนี้หลังพาควายเข้าแหล่ง กลับมากินมื้อค่ำที่บ้าน รู้สึกเจ็บที่อุ้งเท้าข้างขวาหนักกว่าปกติ หลังมื้อค่ำกับแกงผักบุ้งเทโพ ลองหงายฝ่าเท้าสำรวจตรวจตราว่าเจ็บด้วยเหตุอันใด พบว่ามีแผลที่คอนิ้วโป้งด้านที่ติดกับนิ้วชี้โดยไม่ทราบสาเหตุ

เมื่อกี้คุณอั๋น_รัตนศักดิ์ รัตนมณี โทรมาบอกว่าพรุ่งนี้ จนท.กรมทรัพยาการน้ำบาดาลจะเข้าพื้นที่แหล่งเรียนรู้ของสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย_ที่เฮือนดินตีนภู คงต้องให้แล้วเสร็จภารกิจนี้ก่อน ค่อยไปให้หมอดูแผลที่ฝ่าเท้า”

พลันก็มีเพื่อนมิตรในเฟสบุ๊ค ทั้งในและต่างประเทศคอมเม้นต์เข้าด้วยความห่วงหาอาทรและมีคำแนะนำที่มีประโยชน์และนำมาปฏิบัติได้จริง

คอเมนต์แรกมาทันทีเลยจาก สปป.ลาว “ອາຈານຍ່າງເລາະນາເລາະສວນ. ບໍ່ແມ່ນຫຍ້າຄາບາດນິ້ວໂປ້ຕີນເອົາບໍ້”

ถ้าเป็นภาษาไทยก็จะเป็นใจความว่า “อาจารย์เดินเลาะนาเลาะสวน ไม่ใช่หญ้าคาบาดนิ้วโป้ตีนเอารึ?”

ตามมาด้วย ผอ.ฉวี วงศ์ประสิทธิพร เพื่อนมิตรน้องนุ่งที่กรมชลประทาน แนะนำมาด้วยความหวังดีว่าอย่าปล่อยทิ้งไว้นานหลายชั่วโมง เดี๋ยวพิษจากเชื้อจะแพร่ไปตามกระแสเลือด จะรักษายาก แล้วก็น้องสมภาร แคนลาด พยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลมัญจาคีรี ขอนแก่น ก็แนะนำมาทันทีว่า “ถ้ายังไม่ได้ไปหาหมอล้างเองไว้ก่อนนะคะ ต้มน้ำสุกเทใส่กาละมังกะท่วมหลังเท้าใส่เกลือซัก 2 ช้อนคนให้ละลาย แช่เท้าล้างทำความสะอาดไม่ต้องล้างน้ำเปล่าอีก ผ้าสะอาดซับให้แห้ง ทาเบต้าดีนถ้ามี”

สักครู่ก็มีน้อง ร. จิระโชติ พยาบาลวิชาชีพที่โรงพยาบาลมหาสารคาม ต่อยอดคำแนะนำของคุณหมอสมภารว่า “ต่อจากคำแนะนำข้างบน

พันด้วยก๊อส sterile (ถ้ามี) อย่าให้เปียกหรือชื้นค่ะ เพราะลุงมีเบาหวานเป็นทุนความเสี่ยงสูงอยู่ ต้องรีบรักษาแผลค่ะ”

นอกจากเพื่อนมิตรที่เป็นพยาบาลวิชาชีพแล้ว ยังมีกองเชียร์ที่แสดงความห่วงใย ให้สนใจรักษาสุขภาพของตน อย่างคุณที่ใช้นามว่า Nave Vena บอกว่า “ดีจัง ข่วยกันกระตุ้น เดี๋ยวคนแก่ละเลย”

รุ่งขึ้น วันที่ 30 สิงหา คือวานนี้ ผมโพสต์ว่า.. “#คงไม่ต้องรบกวนหมอ เช้านึ้ไม่เจ็บ จึงทำแผลเองด้วยน้ำเกลือ ซับให้แห้ง แล้วสวมถุงเท้าหนา กลางคืนเหมือนมีไข้ต่ำๆ ตื่นเช้าขมปาก ขมคอ แต่ก็เป็นปกติเช่นนี้นานมาแล้ว”

ก็ยังมีคำแนะนำ และถ้อยคำแสดงความห่วงหาอาทรตามมาอีกอย่างต่อเนื่อง ผมจึงวานแม่บ้านแวะร้านขายยาในตลาด ซื้อหายาเบต้าดีนตามที่ทุกคนแนะนำ ปรากฎว่าได้ยาอีกชื่อหนึ่งมา ซึ่งระบุว่าเป็นยาใส่แผลสด เพื่อให้มั่นใจผมจะถ่ายภาพยาและเขียนถามในโพสต์นั้น

Exif_JPEG_420“ให้แม่บ้านซื้อเบตาดีน แต่ได้โพวิโดน-ไอโอดีน เป็นยาใส่แผลเหมือนกัน ใช้กันได้ไหมหนอ?”

ก็มีคำตอบมาระเบ็งเซ็งแซร่ว่า “ได้ มันเป็นอันเดียวกัน” คุณพยาบาลสมภาร แคนลาด บอก

ผู้ใช้นาม Issarapap Thipnawa ก็บอกว่า “เหมือนกันครับ” และระหว่างทางขณะที่ผมเดินกลับมากินข้าวค่ำนี้ก็ขยายความให้ผมฟังอีกว่า “ เบตาดีนคือยีห้อ โพวีดีนคือสูตรยา ตามรพ คือโพวีดีน สมัยก่อนก็ด่างทับทิม แล้วมาทิงเจอร์” และว่าเกลือเป็นยาฆ่าเชื้อที่ดีที่สุดในโลก สอดคล้องกับคำแนะนำของพยาบาลสมภาร แคนลาด

ทั้งๆ ที่ผมไม่อยากไปรบกวนหมอด้วยอาการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ แต่เมื่อโพสต์เรื่องราวสื่อสารลงไปในโลกโซเชียลมีเดีย กลับได้รับคำแนะนำยิ่งกว่าไปหาหมอที่โรงพยาบาลเสียอีก

 ผมจึงว่า.. นี่ล่ะคืออานุภาพของการสื่อสารไร้พรมแดน

 

 

(๖) พระพุทธศาสนาสู่สุวรรณภูมิ

ทวนทาง-1

normal_453eถ้ากฎหมายคือเครื่องมือทางการปกครองที่ผู้ปกครองบ้านเมืองใช้ในการบริหารจัดการบ้านเมืองให้อยู่ในความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมก็คือเครื่องมือที่ช่วยกล่อมเกลาความคิดจิตสำนึกของผู้คนในสังคมให้อยู่ในวิถีที่ดีงาม ซึ่งจะนำสังคมไปสู่ความสงบเรียบร้อยเช่นเดียวกัน

ศีลธรรมเป็นซีกส่วนของจารีตประเพณีที่ศาสนาได้สร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น และดำรงอยู่ในสังคม นำพาสังคมไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุข

จารีตประเพณีเป็นสิ่งที่ผู้คนนำมาประพฤติปฏิบัติโดยสมัครใจ แต่กฎหมายเป็นข้อบังคับที่ละเมิดมิได้ เพราะการละเมิดกฎหมายจะมีบทลงโทษด้วยอำนาจทางการปกครอง ตามกระบวนการคุก ศาล ทหาร ตำรวจ ทว่าลำพังอำนาจตามกฎหมายไม่อาจบังคับสังคมให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายเสมอไป จำเป็นต้องอาศัยจารีตประเพณีของศาสนามาเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการนำพาสังคมไปในทิศทางที่ถูกต้องและดีงาม

พระพุทธศาสนาเป็นหนึ่งในลัทธิความเชื่อที่สังคมโลกยึดถือเป็นครรลองชีวิต มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมานับพันปี เป็นบทบาทที่ธรรมจารี หรือผู้ประพฤติธรรมที่มีต่อโลก และยังโลกให้สงบสุขตลอดระยะเวลาในประวัติศาสตร์อันยาวนาน

8f8ajaaea5e7bbbaj8a8a

พระโสนะเถระ

พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่ดินแดนประเทศไทย เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๓๖ สมัยเดียวกันกับประเทศลังกา ด้วยการส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศต่างๆ ๙ สาย โดยการอุปถัมภ์ของพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดีย ในขณะนั้นประเทศไทยรวมอยู่ในดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขวาง มีประเทศรวมกันอยู่ในดินแดนส่วนนี้ไม่น้อยกว่า ๗ ประเทศ ได้แก่ ไทย พม่า ศรีลังกา ญวน กัมพูชา ลาว มาเลเซีย ซึ่งสันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่จังหวัดนครปฐมของไทย เนื่องจากได้พบโบราณวัตถุที่สำคัญ เช่นพระปฐมเจดีย์ และรูปธรรมจักรกวางหมอบเป็นหลักฐานสำคัญ แต่พม่าก็สันนิษฐานว่ามีใจกลางอยู่ที่เมืองสะเทิม ภาคใต้ของพม่า พระพุทธศาสนาเข้ามาสู่สุวรรณภูมิในยุคนี้ นำโดยพระโสณะและพระอุตตระ พระเถระชาวอินเดีย เดินทางมาเผยแผ่พุทธศาสนาในแถบนี้ จนเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ ตามยุคสมัยต่อไปนี้

๑. สมัยทวาราวดี

ผืนแผ่นดินจุดแรกของอาณาจักรสุวรรณภูมิ หรือที่เรียกกันว่า “แหลมทอง” ซึ่งท่าน พระโสณะกับพระอุตตระได้เดินทางจากชมพูทวีปเข้ามาประดิษฐานนั้น จดหมายเหตุของหลวงจีนเหี้ยนจัง เรียกว่า “ทวาราวดี” สันนิษฐานว่าได้แก่ที่จังหวัดนครปฐม เพราะมีโบราณสถานและโบราณวัตถุต่าง ๆ เช่น พระปฐมเจดีย์ ศิลารูปพระธรรมจักร เป็นต้น ปรากฏว่าเป็นหลักฐานประจักษ์พยานอยู่ พระพุทธศาสนาที่เข้ามาในครั้งนี้ เป็นแบบเถรวาทดั้งเดิม พุทธศาสนิกชนได้มีความศรัทธาเลื่อมใสบวชเป็นพระภิกษุจำนวนมาก และได้สร้างสถูปเจดีย์ไว้สักการะบูชา เรียกว่า สถูปรูปฟองน้ำ เหมือนสถูปสาญจีในอินเดีย ที่พระเจ้าอโศกทรงสร้างขึ้น ศิลปะในยุคนี้เรียกว่า ศิลปะแบบทวาราวดี

๒. สมัยอาณาจักรอ้ายลาว

พระพุทธศาสนาในยุคนี้เป็นแบบมหายาน ในสมัยที่ขุนนางเม้ากษัตริย์ไทย ก่อนที่จะอพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยปัจจุบัน ครองราชย์อยู่ในอาณาจักรอ้ายลาว ได้รับเอาพระพุทธศาสนามหายานผ่านมาทางประเทศจีนโดยการนำของพระสมณทูตชาวอินเดียมาเผยแผ่ ในคราวที่พระเจ้ากนิษกะมหาราชทรงอุปถัมภ์การสังคายนาครั้งที่ ๔ ของฝ่ายมหายาน ณ เมืองชลันธร พระสมณทูตได้เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในเอเซียกลาง พระเจ้ามิ่งตี่ กษัตริย์จีนทรงรับพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในจีน และได้ส่งทูตมาเจริญสัมพันธไมตรีกับอาณาจักรอ้ายลาว คณะทูตได้นำเอาพระพุทธศาสนามาด้วย ทำให้หัวเมืองไทยทั้ง ๗๗ มีราษฎร ๕๑,๘๙๐ ครอบครัว หันมานับถือพระพุทธศาสนาแบบมหายานเป็นครั้งแรก

๓. สมัยศรีวิชัย พ.ศ. ๑๓๐๐

อาณาจักรศรีวิชัยในเกาะสุมาตราเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ได้แผ่อำนาจเข้ามาถึงจัดหวัดสุราษฎร์ธานี กษัตริย์ศรีวิชัยทรงนับถือพุทธศาสนาแบบมหายาน พระพุทธศาสนาแบบมหายานจึงได้แผ่เข้ามาสู่ภาคใต้ของไทย ดังหลักฐานที่ปรากฏคือเจดีย์พระบรมธาตุไชยา พระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และรูปหล่อพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

๔. สมัยลพบุรี พ.ศ. ๑๕๕๐

ในสมัยกษัตริย์กัมพูชาราชวงศ์สุริยวรมันเรืองอำนาจนั้น ได้แผ่อาณาเขตขยายออกมาทั่วภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางของประเทศไทย ในราว พ.ศ. ๑๕๔๐ และได้ตั้งราชธานีเป็นที่อำนวยการปกครองเมืองต่างๆ ในดินแดนดังกล่าวขึ้นหลายแห่ง เช่น เมืองลพบุรี ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวาราวดี ส่วนข้างใต้เมืองสุโทัย ปกครองเมืองที่อยู่ในอาณาเขตทวาราวดีส่วนข้างเหนือ

เมืองศรีเทพ ปกครองหัวเมืองที่อยู่ตามลุ่มแม่น้ำป่าสัก เมืองพิมาย ปกครองเมืองที่อยู่ในที่ราบสูงตอนข้างเหนือ

เมืองต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นนี้เมืองลพบุรีหรือละโว้ ถือว่าเป็นเมืองสำคัญที่สุด กษัตริย์กัมพูชาราชวงศ์สุริยวรมัน ทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน ซึ่งมีสายสัมพันธ์เชื่อมต่อมาจากอาณาจักรศรีวิชัย แต่ฝ่ายมหายานในสมัยนี้ผสมกับศาสนาพราหมณ์มาก ประชาชนในอาณาเขตต่าง ๆ ดังกล่าว จึงได้รับพระพุทธศาสนาทั้งแบบเถรวาทที่สืบมาแต่เดิมด้วย กับแบบมหายานและศาสนาพราหมณ์ที่เข้ามาใหม่ด้วย ทำให้มีผู้นับถือพระพุทธศาสนา ๒ แบบ และมีพระสงฆ์ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายเถรวาทและฝ่ายมหายาน และภาษาสันสกฤตอันเป็นภาษาหลักของศาสนาพราหมณ์ และพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานก็ได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในด้านภาษาและวรรณคดีไทยตั้งแต่บัดนั้นมา

สำหรับศาสนสถานที่เป็นที่ประจักษ์พยานให้ได้ศึกษาถึงความเป็นมาแห่งพระพุทธศาสนาในประเทศไทยครั้งนั้น คือพระปรางค์สามยอดที่จังหวัดลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ที่จังหวัดนครราชสีมา และปราสาทหินเขาพนมรุ้งที่จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นต้น ส่วนพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยนั้นก็เป็นแบบขอม ถือเป็นศิลปะอยู่ในกลุ่ม ศิลปสมัยลพบุรี

๕. สมัยเถรวาทแบบพุกาม

ในสมัยที่พระเจ้าอนุรุทธมหาราช กษัตริย์พุกามเรืองอำนาจ ทรงรวบรวมเอาพม่ากับรามัญเข้าเป็นอาณาจักรเดียวกัน แล้วแผ่อาณาเขตเข้ามาถึงอาณาจักรล้านนา ล้านช้าง จนถึงลพบุรี และทวาราวดี พระเจ้าอนุรุทธทรงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท ทรงส่งเสริมทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาอย่างจริงจัง

ส่วนชนชาติไทย หลังจากอาณาจักรอ้ายลาวสลายตัว ก็ได้มาตั้งอาณาจักรน่านเจ้า ถึงประมาณ พ.ศ. ๑๒๙๙ ขุนท้าวกวาโอรสขุนบรมแห่งอาณาจักรน่านเจ้า ได้สถาปนาอาณาจักรโยนกเชียงแสนในสุวรรณภูมิ หลังจากนั้นคนไทยก็กระจัดกระจายอยู่ทั่วภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางของประเทศไทยปัจจุบัน เมื่อกษัตริย์พุกาม (กัมพูชา) เรืองอำนาจ คนไทยที่อยู่ในเขตอำนาจของขอม ก็ได้รับทั้งศาสนาและวัฒนธรรมของเขมรไว้ด้วย ส่วนทางล้านนาก็ได้รับอิทธิพลจากขอมเช่นเดียวกัน คือเมื่ออาณาจักรพุกามของกษัตริย์พม่าเข้ามาครอบครองดินแดนแถบนี้ ดังเห็นว่ามีปูชนียสถานแบบพม่าหลายแห่ง และเจดีย์ที่มีฉัตรอยู่บนยอด และฉัตรที่ ๔ มุมของเจดีย์ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากพุกามแบบพม่า

๖. สมัยสุโขทัย

หลังจากอาณาจักรพุกามและกัมพูชาเสื่อมอำนาจลง คนไทยจึงได้ตั้งตัวเป็นอิสระ ได้ก่อตั้งอาณาจักรขึ้นเอง ๒ อาณาจักร ได้แก่ อาณาจักรล้านนา อยู่ทางภาคเหนือของไทย และอาณาจักรสุโขทัย มีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดสุโขทัยปัจจุบัน เมื่อพ่อขุนรามคำแหงเสด็จขึ้นครองราชย์ ทรงสดับกิตติศัพท์ของพระสงฆ์ลังกา จึงทรงอาราธนาพระมหาเถระสังฆราช ซึ่งเป็นพระเถระชาวลังกาที่มาเผยแผ่อยู่ที่นครศรีธรรมราช มาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในกรุงสุโขทัย

พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ได้เข้ามาเผยแผ่ในประเทศไทย ถึง ๒ ครั้ง คือครั้งที่ ๑ ในสมัยพ่อขุนรามคำแหง ครั้งที่ ๒ ในสมัยพระเจ้าลิไท พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาก กษัตริย์ทุกพระองค์ทรงปกครองบ้านเมืองโดยธรรม มีความสงบร่มเย็น ประชาชนเป็นอยู่โดยผาสุก ศิลปะสมัยสุโขทัยได้รับการกล่าวขานว่างดงามมาก โดยเฉพาะพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย มีลักษณะงดงาม ไม่มีศิลปะสมัยใดเหมือน

๗. สมัยล้านนา

ปี พ.ศ. ๑๘๓๙ พระเจ้ามังรายมหาราช ทรงสร้างราชธานีขึ้น ชื่อว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ได้ตั้งถิ่นฐาน ณ ลุ่มแม่น้ำปิง ได้สร้างเมือง สร้างวัง และวัดขึ้น ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ได้สร้างวัดต่าง ๆ มากมาย ทั้งที่เป็นฝ่ายคามวาสี และอรัญญวาสี จนพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง เมืองต่างๆ ในอาณาจักรล้านนา เช่นเชียงราย ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา ต่างก็มีความเจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านพระพุทธศาสนา พิธีกรรมและความเชื่อทางศาสนามีอิทธิพลต่อชาวล้านนาอย่างมาก ในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชแห่งเชียงใหม่ ได้ทำการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งแรกของประเทศไทยขึ้น ณ วัดมหาโพธาราม ( วัดเจ็ดยอด) เมื่อ ปี พ.ศ. ๒๐๒๐ ในสมัยล้านนา ได้เกิดมีพระเถระนักปราชญ์ชาวล้านนาหลายรูป ท่านเหล่านั้นได้รจนาคัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนาไว้เป็นจำนวนมาก ได้แก่พระสิริมังคลาจารย์ พระญาณกิตติเถระ พระรัตนปัญญา พระโพธิรังษี พระนันทาจารย์ และพระสุวรรณรังสี

ที่มา : https://veera147.wordpress.com/2009/05/พระพุทธศาสนาสู่สุวรรณภูมิ/

788f50123ea3dbe5b3e60f12856de881นั่นคือเส้นทางประวัติศาสตร์ธรรมจารีในอดีตสุวรรณภูมิ และสืบเนื่องยาวนานในยุคสมัยต่อมา ซึ่งแผ่นดินสุวรรณภูมิได้แบ่งแยกออกเป็นหลายประเทศเขตแคว้น

สำหรับประเทศไทย พระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองมาโดยลำดับ ในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ในปัจจุบัน

 

(๕) ว่าด้วยพระพุทธเจ้า

ทวนทาง-1

ผมเคยนึกว่า ในโลกนี้มีพระพุทธเจ้าอยู่เพียงองค์เดียว คือพระโคตมพุทธเจ้า ที่ไหนได้.. วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีได้บันทึกเรื่องราวอันเป็นตำนานพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าที่ล่วงมาแล้วหลายพระองค์ มีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน อุปมาว่าจำนวนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ล่วงไปแล้วมีจำนวนมากกว่าเม็ดทรายในมหาสมุทรทั้งสี่ พระพุทธเจ้าตรัสว่าเรื่องพุทธวิสัยเป็นอจินไตย คือเป็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยตรรกะสามัญของปุถุชน

ในพุทธวงศ์ หมวดพุทธปกิณณกกัณฑ์ซึ่งว่าด้วยเรื่องเบ็ดเตล็ดเกี่ยวกับพระพุทธเจ้า กล่าวถึงพระพุทธเจ้าไว้ ๒๘ พระองค์ โดยเป็นพระพุทธเจ้าก่อนพุทธวงศ์ ๓ พระองค์ และในพุทธวงศ์ ๒๕ พระองค์ รวมเป็น ๒๘ พระองค์

ซึ่ง ๒๘ พระองค์นี้ ๓ พระองค์แรก คือ พระตัณหังกรพุทธเจ้า พระเมธังกรพุทธเจ้า และ พระสรณังกรพุทธเจ้า ไม่ได้พยากรณ์แก่พระโคตมพุทธเจ้าสมัยยังเป็นพระโพธิสัตว์ แต่เพิ่งจะได้รับการพยากรณ์ว่าจะเป็นพระพุทธเจ้าครั้งแรกจากพระทีปังกรพุทธเจ้า จึงนับพระทีปังกรเป็นพระองค์ที่ 1 ในพุทธวงศ์

วิกิพีเดียมีหมายเหตุไว้ด้วยว่า พระโคดมพุทธเจ้าในอดีตได้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกเมื่อ ๒๐ อสงไขยกับอีกหนึ่งแสนกัปที่แล้วโดยในครั้งนั้นพระองค์เห็นพระธุดงค์อยู่ในป่าแล้วศรัทธาถวายผ้าเก่า ดังที่พระองค์ตรัสเล่าไว้เองใน พุทธาปทานชื่อปุพพกรรมปิโลติ (พระไตรปิฎกเล่มที่ 32) ไม่ใช่ปรารถนาครั้งแรกตอนแบกมารดาว่ายข้ามแม่น้ำอย่างที่เข้าใจกันตามข้อมูลในหนังสือมุนีนาถทีปนี และหลังจากที่ได้ปรารถนาจะเป็นพระพุทธเจ้าเป็นครั้งแรกแล้วก็บำเพ็ญบารมีอย่างต่อเนื่องจนได้มาพบกับพระทีปังกรพุทธเจ้าแล้วได้รับพยากรณ์จากพระทีปังกรพุทธเจ้าว่าจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน

ในยุคสมัยที่เรียกว่า “ภัทรกัป” นี้ มีอีกตำนานหนึ่งที่กล่าวถึงเรื่องราวของพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คือตำนานแม่กาขาวที่ออกไข่ ๕ ฟอง ว่าในสมัยต้นปฐมกัป มีพญากาเผือก ๒ ตัวผัวเมียทำรังอยู่ที่ต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำคงคา อันเป็นธรรมชาติสถานที่รื่นรมย์ ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์ได้ทรงปฏิสนธิเกิดในครรภ์ แม่พญากาเผือกพร้อมกันถึง ๕ พระองค์ เมื่อครบทศมาสแม่กาเผือกก็เกิดออกไข่ ณ ที่รังต้นมะเดื่อจำนวน ๕ ฟอง สถานที่นี้ในกาลต่อมาเรียกชื่อว่าวัดพระเกิด

แม่กาเผือกคอยเฝ้าฟักดูแลรักษาไข่ด้วยความทะนุถนอมเป็นอย่างดี ครั้นอยู่มาวันหนึ่งพญากาเผือก ได้ออกไปหากินถิ่นแดนไกล ได้ไปถึงสถานที่หนึ่งอันอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณธรรมชาติ พืชพรรณธัญญาหาร แม่กาเผือกได้เพลิดเพลินหากินอาหาร ชื่นชมธรรมชาติอันรื่นรมย์จนมืดค่ำ พอดีฝนตกฟ้าคะนองพายุใหญ่พัดกระหน่ำทำให้มืดครึ้มทั่วไปหมด ทำให้พญากาเผือกหาหนทางออกไม่ถูกจึงหลงในบริเวณสถานที่นั้นๆ สถานที่นั้นต่อมาจึงได้ชื่อว่าเวียงกาหลง

แม่กาเผือกได้พักอยู่ที่เวียงกาหลงคืนหนึ่ง รุ่งอรุณเบิกฟ้า แม่กาเผือกจึงรีบถลาบินกลับสถาน ที่พัก ณ ที่รังต้นมะเดื่อริมฝั่งแม่น้ำ แต่ปรากฏว่ากิ่งไม้มะเดื่อที่ทำรังอยู่ได้ถูกลมพายุใหญ่พัดหักล้มลงไปในแม่น้ำ แม่กาเผือกตกใจรีบบินถลาหาลูกไข่ทั้ง ๕ ในแม่น้ำ แต่อนิจจาหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ แม่กาเผือกพยามหาไข่ลูกของตนไปในทุกสถานที่ ตามลำน้ำจนเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้า

ด้วยความโศกเศร้าเสียใจในความรักลูกอย่างสุดซึ้ง จึงไม่สามารถระงับความอาลัยทุกข์ได้ในที่สุดก็สิ้นใจไปอย่างน่าสงสาร ด้วยอานิสงส์ที่มีความเมตตารักลูกอันบริสุทธิ์ กับทั้งทิ่ลูกของแม่กาเผือก เป็นโพธิ์สัตว์ถึง ๕ พระองค์ จึงเป็นบุญกุศลหนุนส่งให้แม่กาเผือกตายไปเกิดอยู่แดนพรหมโลก ชั้นสุธาวาสมีวิมานทองคำสดใสบริสุทธิ์ งดงามตระการตา ได้พระนามว่า “ฆติกามหาพรหม” จักได้เป็นผู้ถวายอัฏฐะบริขารบวชแก่ลูกทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ส่วนไข่ทั้ง ๕ ได้ถูกลมพัดตกน้ำไหลไปในสถานที่ต่างๆ

ไข่ฟองที่ ๑ มีไก่เก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๒ แม่นาคราชเก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๓ แม่เต่าเก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๔ แม่โคเก็บไปดูแลรักษา

ไข่ฟองที่ ๕ แม่ราชสีห์เก็บไปดูแลรักษา

ครั้งในกาลเวลาต่อมา พระโพธิสัตว์ ทั้ง ๕ ก็ประสูติออกจากไข่ทั้ง ๕ ปรากฏเป็นมนุษย์ รูปร่างสวยสดงดงาม ทั้ง ๕ พระองค์ ในเวลาเดียวกันตามลำดับของแม่เลี้ยงทั้ง ๕ ที่นำไข่ไปเก็บ ดูแลรักษา พระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ได้เจริญเติบโตอยู่กับแม่เลี้ยงดัวยความกตัญญู จึงรู้ทำหน้าที่ ทุกอย่างทดแทนบุญคุณแม่เลี้ยงเป็นอย่างดีจนถึงอายุได้ ๑๒ ปี ด้วยบุญกุศลเก่าหนุนส่ง ก็มีจิตคิดที่จะออกบวชเนกขัมบารมี เป็นฤาษีอยู่ในป่าจึงได้อำลาแม่เลี้ยงของตนเหมือนกันทั่ง ๕ พระองค์

ฝ่ายแม่เลี้ยงถึงจะมีความรักความอาลัยในลูกสักเพียงใด แต่ก็ไม่ขัดความประสงค์เจตนาที่เป็น บุญกุศลอันยิ่งใหญ่ของลูก จึงได้อนุญาตให้ลูกไปบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญบารมีอยู่ในป่าด้วยความ อนุโมทนา ด้วยปณิธานอันแน่วแน่ของพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ ที่มุ่งมั่นจะบำเพ็ญบารมีพระโพธิญาณ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้าโปรดสัตว์โลก ให้พ้นจากกองทุกข์ภัยในวัฏฏะสงสาร แม่เลี้ยงทั้ง ๕ เห็นปณิธาน อย่างนั้นจึงฝากนามของแม่เลี้ยง ไว้กับลูกเพื่อเป็นอนุสรณ์ตำนานไว้แก่โลกต่อไปในภาคหน้าเมื่อลูกได้ตรัสรู้เป็นพุทธเจ้าโปรดโลกแล้วตามลำดับพระนามดังนี้

องค์ที่ ๑ มีพระนามว่า พระกกุสันโธ เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นไก่

องค์ที่ ๒ มีพระนามว่า พระโกนาคมโน เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นนาค

องค์ที่ ๓ มีพระนามว่า พระกัสสโป เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นเต่า

องค์ที่ ๔ มีพระนามว่า พระโคตโม เพราะตามนามแม่เลี้ยงเป็นโค

องค์ที่ ๕ มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตไตรโย เพราะตามนามแม่เลี้ยงที่เป็นราชสีห์

ในกัปป์นี้ได้ชื่อว่าภัทรกัปเป็นกัปที่เจริญที่สุดเพราะมีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นในโลกนี้ถึง ๕ พระองค์ มีพระนามตามที่กล่าวมาแล้วนั้นทั้ง ๕ พระองค์ จึงเป็นที่มาของคำว่า “ นโมพุทธายะ”

นะ คือ พระกกุสันโธ

โม คือ พระโกนาคมโน

พุทธ คือ พระกัสสะโป

ธา คือ พระโคตโม

ยะ คือ พระศรีอริยเมตไตยโย

จนเป็นคาถาสืบต่อกันมาเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์

ฝ่ายพระโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ เมื่อออกบวชเป็นฤาษีได้บำเพ็ญเพียรพระกัมมัฏฐาน จนสำเร็จญาณ อภิญญาสมบัติ จึงสามารถเหาะไปหาอาหาร ผลไม้ด้วยฤทธิ์ทุกพระองค์ อยู่มาวันหนึ่งได้เหาะไปหาอาหารผลไม้ และ บำเพ็ญเพียรธรรมที่ป่าดอยสิงกุตตระ ณ ใต้ต้นนิโครธอันร่มเย็นด้วยกิ่งไม้สาขาใหญ่ด้วยเหตุปัจจัยในกุศลบารมีธรรม ฤาทั้ง ๕ ได้มาพบกัน ณ ที่นี้โดยไม่ได้นัดหมาย รู้จักกันมาก่อน จึงสอบถามความเป็นมาของกันและกัน จึงได้รู้ว่าแต่ละองค์มีแต่แม่เลี้ยง แม่ที่แท้จริวอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ฤาษีทั้ง ๕ จึงได้ร่วมกันตั้งสัจจะอธิฐาน ขอให้ได้พบแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง

ด้วยอำนาจสัจจะอธิฐานธรรมอันบริสุทธิ์ของฤาษีทั้ง ๕ จึงดังก้องไปถึงพรหมโลกเป็นเหตุให้ท้าวฆติกามหาพรหมซึ่งเป็นแม่กาเผือกที่ตาย และได้มาเกิดเป็นพรหม ทราบเหตุการณ์ทั้งหมด จึงจำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกขนสวยงามยิ่งนัก มาปรากฏอยู่ข้างหน้าฤาษีทั้ง ๕

ฝ่าย ฤาษีทั้ง ๕ ก็รู้ด้วยญาณทัศนะทันทีว่า นี่แหละเป็นแม่บังเกิดเกล้าที่แท้จริง จึงสอบถามแม่กาเผือกถึงความเป็นมาตั้งแต่ต้นว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร แม่กาเผือกจึงเล่าความเป็นมาแต่หนหลังครั้งทำรังอยู่ต้นมะเดื่อฝั่งแม่น้ำคงคา อยู่มาวันหนึ่ง ได้ออกมาหาอาหารกินถิ่นแดนไกลถึงสถานที่ที่หนึ่ง ซึ่งอุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธ์ธัญญาหาร เป็นธรรมชาติอันสวยงามสงบร่มเย็น บังเกิดพายุใหญ่ ได้พัดกิ่งไม้ฝนตกฟ้าคะนอง จนมือค่ำจึงหลงทางอยู่หาทางออกไม่ถูก จนกระทั่งอรุณรุ่งวันใหม่ฝนฟ้าพายุสงบลง จึงรีบบินกลับมาที่พักมาหาลูกที่รังด้วยความเป็นห่วง แต่ปรากฎว่าคืนที่ผ่านมาฝนตกหนัก พายุใหญ่ได้พัดกิ่งไม้มะเดื่อหักทำให้รังไข่ทั้ง ๕ ลูกแม่กาเผือกตกลงไปในน้ำและได้ถูกน้ำพัดไหลไปในที่ต่างๆ หาเท่าไหร่ก็ไม่พบจนหมดความสามารถ ในที่สุดด้วยความรักความอาลัยอันบริสุทธิ์ที่มีต่อลูกก็สิ้นใจตาย ได้เกิดเป็นพระพรหมแดนพรหมโลกชั้นสุธาวาส มีวิมารทองคำเป็นที่อยู่ ด้วยอานิสงส์ความรักอันเมตตาอันบริสุทธิ์กับทั้งลูกเป็นพระโพธิญาณ มีบุญญาธิมาก จึงได้เกิดมาเป็นพรหมและได้จำแลงเพศเป็นแม่กาเผือกให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ได้ทราบถึงความเป็นมาทั้งหมด

เมื่อลูกฤาษีได้ทราบเหตุ เช่นนั้นแล้้วก็รู้สึกสลดสังเวชใจเป็นอย่างยิ่งและสำนึกในบุญสร้างคุณอันใหญ่หลวงของแม่กาเผือก จึงน้อมกราบนมัสการฆติกามหาพรหม ผู้เป็นแม่ที่ให้กำเนิดชีวิตลูกได้สร้างบุญบารมีพระโพธิญาณ จึงกราบขอสัญลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือกผู้บังเกิดเกล้าอาไว้บูชา พระแม่กาเผือกจึงประทานผ้าฝ้ายเป็นด้ายฟั่น เป็นตีนกาสัญลักษณ์อนุสรณ์ของแม่กาเผือก ประทานให้ลูกฤาษีทั้ง ๕ ไว้ใช้เป็นไส้ประทีปจุดบูชาทุกวันพระ และต่อมาเป็นประเพณีจุดประทีปตีนกาบูชาแม่กาเผือก ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ลอยกระทง เป็นตำนานสืบไว้ในโลกาตลอดกาลนาน เมื่อแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมประทานสัญลักษณ์ไว้ให้ลูกฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง ๕ แล้วก็อำลาลูกกลับเทวสถานวิมานของตนบนพรหมโลก ตามเดิม

ฤาษีโพธิสัตว์ทั้ง ๕ ต่างก็พากันตั้งหน้าบำเพ็ญเพียรรักษาศีลธรรมภาวนามิได้ขาด ทุกวันพระก็จุดประทีบตีนกาบูชาพระแม่กาเผือกฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่อยู่เสมอ เป็นเวลานานหลายปีฤาษีทั้ง ๕ ก็ดับขันธ์ได้ไปเกิดบนเทวโลกชั้นดุสิตพิภพอันเป็นที่อยู่ขององค์เทพ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย ได้เสวยทิพยสมบัติอยู่ในที่นั้น และในกาลต่อมาก็วนเวียนบำเพ็ญบารมี ทุกภพชาติที่กำเนิดเกิดในสังสารวัฏฏ์นี้ จนบารมีเต็มเปี่ยมสมบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศแล้ว ก็จะได้ตรัสรู้ เป็นพระพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ไหนจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ฆติกามหาพรหมผู้เป็นแม่ต้นกัปโลกาก็จะนำเอาบริขารคือ บาตรไตรจีวร มาถวายลูกโพธิสัตว์ทั้ง ๕ พระองค์ในชาติสุดท้าย ที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้าโปรดโลกทุกพระองค์ กาลเวลาอันยาวนานผ่านไปจนถึงปัจจุบันนี้ พระโพธิสัตว์ลูกแม่กาเผือกต้นปฐมกัปป์ก็ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า โปรดโลกไปแล้วถึง ๕ พระองค์ตามลำดับดังนี้คือ

. พระกกุสันโธพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสังไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๔๐,๐๐๐ พรรษา มีเขมวตีนคร ของพระเจ้าเขมะเป็นราชธานี พระสรีระสูง ๔๐ ศอก หรือ ๒๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๑๐ เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ๑๐ โยชน์ (๑๖๐ กิโลเมตร)

. พระโกนาคมโนพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๓๐,๐๐๐ พรรษา มีโสภวตีนครของพระเจ้าโสภะเป็นราชธานี พระสรีระสูง ๓๐ ศอก หรือ ๑๕ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๑ เดือน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

. พระกัสสโปพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๘ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๓๗,๐๒๔ พระองค์ เป็นศรัทธาพุทธเจ้า อายุไขย ๒๐,๐๐๐ พรรษา มีพาราณสีนครของพระเจ้ากิงกิเป็นราชธานี พระสรีระสูง ๒๐ ศอก หรือ ๑๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๗ วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ตามแต่พระประสงค์

. พระศากยมุนีโคดโมพุทธเจ้า (องค์ปัจจุบัน) เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๔ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีก ๒๔ พระองค์ ซึ่งน้อยมาก เป็นปัญญาพุทธเจ้า อายุไขย ๘๐ พรรษา มีกบิลพัสดุ์นครของพระเจ้าสุทโธทนะเป็นราชธานี พระสรีระสูง ๔ ศอก หรือ ๒ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๖ ปี พุทธรังสีสร้านไปข้างละ ๑ วา เป็นปกติ

. พระอริยเมตตรัยโยพุทธเจ้า หลังจากได้รับพุทธพยากรณ์เป็นครั้งแรกจากพระพุทธเจ้า เมื่อสมัยเป็นพระโพธิสัตว์หลังจากนั้น ๑๖ อสงไขยแสนกัป ได้สร้างบารมีกับพระพุทธเจ้าอีกประมาณ ๔๗๗,๐๒๙ พระองค์ เป็นวิริยะพุทธเจ้า อายุไขย ๘๐,๐๐๐ พรรษา พระสรีระสูง ๘๐ ศอก หรือ ๔๐ เมตร บำเพ็ญทุกกิริยาชาติสุดท้าย ๗ วัน พุทธรังสีสร้านไปไกล ยังกำหนดไม่ได้

พระโพธิสัตว์องค์ที่ ๕ อันเป็นลูกองค์สุดท้ายของแม่กาเผือกคือ พระศรีอริยเมตไตรย จักเป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๕ ในภัททกัปนี้จะมีอายุถึง ๘ หมื่นปี ในยุคของพระศรีอริยเมตไตรย์นั้น สภาพสังคมมนุษย์โลกจะอุดมสมบูรณ์พูนสุขมาก เพราะผู้คนมีศีลธรรมอยู่ด้วยกันได้เมตตาธรรม มีศีล ๕ บริสุทธิ์ ทุกคน จึงมีทรัพย์สมบัติมาก มีอายุยืนยาว ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ มีรูปร่างสวยสดงดงาม หน้าตาผ่องใสเบิกบานด้วยกันหมด เพราะผู้คนในยุคนั้นได้สร้างบุญบารมี ให้ทาน รักษาศีล ภาวนา กันมาสมบูรณ์ดีหมดและเพราะพระบารมีของพระพุทธเจ้าศรีอริยเมตไตรยที่สั่งสมบารมี เพื่อความสันติสุขของโลกซึ่งมีพระเจ้าสังขจักรพรรดิทรงปกครองบ้านเมืองโดยชอบธรรมในเมืองเกตุมวดีนคร แผ่ธรรมจักรพรรดิให้คนรักษาศีล ๕ ทั้งโลก เมื่อพระศรีอริยเมตไตรยได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ผู้คนจึงได้ฟังพระธรรมจักรได้ดื่มรส อมตธรรมแห่งพระศรีอริยเมตไตรย์ ได้บรรลุเข้าถึงสวรรค์นิพพานโดยแท้ ผู้คนในยุคนั้นจึงโชคดีที่สุดที่เกิดมาเพื่อสันติสุข เข้าถึงศีลธรรมอันดีงามทั้งหมด

 

(๔) ตำนานแม่น้ำและบ้านเมืองในอุรังคธาตุนิทาน

ทวนทาง-1

นิทานอุรังคธาตุ  อุรังคธาตุนิทาน หรืออุรังคธาตุเทศนา เป็นนามหนังสือเรื่องเดียวกัน มีเนื้อหารวม ๑๒ บั้น (บท) เริ่มจากบทแรกที่ว่าด้วย “พระปรเมศวรตั้งพระพานเป็นใหญ่” ที่กล่าวถึงเหตุวิวาทบาดหมางในหมู่พญานาคที่อาศัยอยู่หนองแส
หนองแสที่ว่านี้คือ “ทะเลสาบเอ๋อไห่” ในมณฑลยูนนาน เหนือเมืองเชียงรุ่ง แคว้นสิบสองปันนาขึ้นไป ซึ่งเป็นเขตน้ำแดนดินในของลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

วัดเชียงรุ่ง

หน้าวัดบ้านสวนหม่อน เมืองเชียงรุ่ง สิบสองปันนา

ในอดีตเขตแดนดังกล่าวคืออาณาจักรน่านเจ้าของชนชาติไทหรือไต ก่อนที่จะขยับขยายไปยังเขตแดนต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ในแดนดินที่เป็นรัฐพม่า ลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น

 

 

 

ตำนานแม่น้ำในลุ่มน้ำโขง

เรื่องราวในนิทานกล่าวว่า เวลานั้นยังมีนาคสองตัวเป็นเสี่ยวฮักแพงกัน ตัวหนึ่งอยู่หัวหนองชื่อ “พินทะโยนาควัตตี” อีกตัวอยู่ท้ายหนองชื่อ “ทะนะมุนละนาค” และ มีหลานชื่อ “ชีวายะนาค” ทั้งสองมีสัญญากันว่าใครได้อาหารสิ่งใดในเขตแดนของตน ต้องแบ่งปันกันและกัน โดยให้หลานที่ชื่อชีวายะนาคเป็นพยาน

ครั้งหนึ่งนาคตัวที่อยู่ท้ายหนองได้ช้างสารที่ตกลงมาตายในน้ำ จึงแบ่งปันช้างนั้นซีกหนึ่ง ต่อมาอีกสองสามวันมีเม่นตกน้ำตายทางหัวหนอง คู่สัญญาก็ปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือแบ่งเนื้อเม่นซีกหนึ่งให้เพื่อน
            ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากนาคไม่รู้ว่าช้างกับเม่นมันต่างขนาดกัน จึงเกิดข้อกังขา โดยดูจากขนแล้วเม่นน่าจะตัวใหญ่กว่าช้างมากนัก แต่ส่วนแบ่งที่ได้ทำไมน้อยนิด กินไม่พออิ่มท้อง ทั้งคู่ถกเถียงและใช้กำลังต่อสู้กันจนน้ำหนองแสขุ่นเป็นตม สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยในน้ำล้มตายหลวงหลาย พวกเทวดาผู้รักษาหนองแสห้ามปานใดก็ไม่ฟัง
          เทวดาจึงขึ้นไปไหว้พญาอินทร์ เมื่อพญาอินทร์รู้เหตุจึงให้ท้าวจตุโลกบาลลงมาไล่นาคทั้งสามนั้นหนีไปจากหนองแส นาคทั้งสามจึงพากันเลื้อยหนีจนเกิดเป็นแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ เช่นอุรังคนที หรือแม่น้ำอู (อุระ) เกิดจากการขุดด้วยอกของตน
พินทะโยนาควัตตีหนีไปทางเมืองเชียงใหม่ เกิดเป็นแม่น้ำพินหรือพิงค์ (ปิง) ตั้งชื่อบ้านเมืองว่าโยนาควัตตีนคร หรือโยนก ตามชื่อโยนาควัตตี
ทะนะมุนละนาคและชีวายนาคขุดลงไปถึงเมืองสีโคดตะบอง เส้นทางจากอุรังคนทีจนถึงเมืองสีโคดตะบองเกิดเป็นทะนะนทีเทวา หรือแม่น้ำโขง และมีเรื่องราวการเกิดแม่น้ำมูน (ทะนะมุนละนาค) แม่น้ำซี (ชีวายะนาค) และแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนภูเขาเลากาอื่นๆ โดยที่มีเหตุมาจากการอพยพเคลื่อนย้ายจากหนองแสคราวนั้น
          เรื่องราวในนิทานอุรังคธาตุบทต่อๆ ไปเป็นเรื่องราวพุทธทำนาย และการลงหลักปักฐานของพระพุทธศาสนาในเขตน้ำแดนดินแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอันเกิดแต่การขุดก่นของเหล่านาคจากหนองแส

เมืองสีโคตตบูรณ์ หรือสีโคดตะบอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนม ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทรวงอก หรืออุรังคธาตุ ของสมเด็จพระโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นชื่อบ้านนามเมืองตามพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๔ นี้

ตำนานเมืองสีโคตบูรณ์

ตำนานอุรังคธาตุที่ระบุว่าเป็น “ฉบับเดิม” ได้พรรณนาเรื่องราวของบ้านเมืองที่มีนามว่าสีโคตบูรณ์ไว้อย่างละเอียด.. ความว่า

ครั้นเมื่อ พระพุทธองค์เสด็จจากหนองคันแทเสื้อน้ำ ไปประทับอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ทอดพระเนตรเห็นแลนคำแลบลิ้น และแลนคำตัวนั้นแหม่นปัพพารนาค ตัวที่อยู่ภูเขาหลวงริมน้ำบางพวน เนรมิตให้เป็นเหตุ  นาคตัวนั้นประดับสังวาลย์คอด้วยแก้วปัพพา เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าปัพพารนาค แล้วกลับเนรมิตเป็นมนุษย์นุ่งผ้าขาวเสื้อขาวเข้ามารับเอาบาตร และราธนาพระพุทธเจ้าไปสู่ภูเขาหลวงสถิตย์ในร่มไม้ปาแป้งต้นหนึ่ง  ปัพพารนาคถวายภัตตาหารพระพุทธองค์ทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว จึงประทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งแก่ปัพพารนาค แล้วเสด็จไปฉันเพนณะที่ใกล้เวินหลอด คนทั้งหลายเรียกที่นั้นว่าเวินเพนมาเท่ากาลทุกวันนี้

ยังมีพญานาคตัวหนึ่งชื่อว่า สุกขนาคหัตถี เนรมิตเป็นช้างพลายถือดอกไม้เข้ามาขอเอารอยพระบาท  พระพุทธองค์ทรงย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหิน ไกลริมแม่น้ำ ชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน ช้างตัวนั้นก็เข้าไปไหว้อุปฐากด้วยงวงยกขึ้นใส่หัว แล้วก็หลีกหนีไป น้ำที่นาคตัวนั้นอยู่เรียกชื่อว่าเวินสุข แล้วคนทั้งหลายได้พร้อมกันเอาทองมาหล่อเป็นพระรูปใหญ่เท่าองค์พระตถาคต ประดิษฐานไว้ณที่ฉันเพนนั้น พญานาคตัวนั้นจึงเอารูปพระพุทธองค์หนีจากที่นั้น ไปไว้ในแม่น้ำ ณ ที่อยู่แห่งตน คนทั้งหลายจึงได้เรียกที่นั้นว่าเวินพระเจ้ามาถึงกาลบัดนี้

แต่นั้นพระพุทธองค์จึงเสด็จไปสู่เมืองศรีโคตรบอง เพียงที่อยู่แห่งพญาปลาตัวหนึ่ง  ปลาตัวนั้นได้เห็นพระรัศมีของพระพุทธองค์จึงได้พาบริวารล่องไปตาม  พระพุทธองค์ทรงเห็นการณ์ดังนั้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ เจ้าอานนท์จึงทูลถามว่า พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วยเหตุอันใด  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ตถาคตเห็นพญาปลาตัวหนึ่ง พาบริวารมาถึงฝั่งน้ำที่นี้ และพญาปลาตัวนี้ เมื่อเป็นมนุษย์ได้บวชในสำนักพระพุทธเจ้าองค์ชื่อว่า กัสสป ได้มาถึงแม่น้ำที่อยู่นั้น ภิกษุรูปนั้นได้เด็ดใบไม้กรองน้ำฉัน เมื่อใกล้จุติมีความกินแหนงในการที่ได้กระทำนั้น จึงได้มาเกิดเป็นพญาปลาอยู่ในแม่น้ำที่นั้น เมื่อมันได้เห็นรัศมีและได้ยินเสียง ฆ้อง, กลอง, แส่ง (ฉาบ) จึงได้ออกมาจากที่อยู่เป็นอาจิณ ด้วยเหตุว่า มันเคยได้เห็นรูปารมณ์ และได้ยินสัททารมณ์อันดีมาแต่เมื่อก่อน จึงได้รู้สัพพสัญญานั้นๆ และพญาปลาตัวนี้จักมีอายุยืน ตลอดถึงพระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า จึงจักได้จุติจากชาติอันเป็นปลามาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วออกบวชเป็นภิกษุในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อพญาปลาตัวนั้น ได้ยินพระพุทธพยากรณ์อันนี้ก็ชื่นชมยินดียิ่งนัก จึงมาคำนึงนึกแต่ในใจว่า อยากจะได้ยังรอยพระบาทของพระศาสดาไว้เป็นที่สักการะ  พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงพระเมตตา อธิษฐานรอยพระบาทไว้ที่โหง่นหิน (ก้อนหิน) ในน้ำที่นั้น  คนทั้งหลายจึงเรียกที่นั้นว่าพระบาทเวินปลามาเท่ากาลบัดนี้

ครั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จมาทางอากาศ ลงประทับที่ดอยกัปปนคิรี คือว่าภูกำพร้า ในราตรีนั้น วิสสุกรรมเทวบุตรลงมาอุปฐากพระพุทธองค์อยู่จนตลอดรุ่ง  กาลนั้นพระพุทธองค์ทรงผ้า แล้วเอาบาตรห้อยไว้ที่หง่าหมากทัน (กิ่งพุดทรา) ไม้ปาแป้งต้นหนึ่งเบื้องทิศตะวันตก แล้วเสด็จลงไปสู่ริมแม่น้ำที่นั้น เพื่อชำระพระบาท บัณฑุกัมพลศิลาอาศน์ของพระยาอินทร์ก็กระด้างแข็ง พระยาอินทร์เห็นเหตุดังนั้น ก็เสด็จลงไปสู่ป่าหิมพานต์ นำเอาน้ำแต่สระอโนดาตพร้อมด้วยไม้สีฟันมาถวาย พระพุทธองค์ทรงชำระแล้ว ก็ทรงบาตรผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก แล้วก็เสด็จไปประทับอิงต้นรังต้นหนึ่งใต้ปากเซเล็กน้อย ทอดพระเนตรเมืองศรีโคตรบอง เพื่อจะเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร  ครั้งนั้น พระยาเจ้าเมืองศรีโคตรบองนั้น ได้ทรงบำเพ็ญบุญสมภารมาเป็นอเนกประการ เหตุนี้จึงได้มาเสวยราชสมบัติบ้านเมืองในชมพูทวีปเป็นครั้งที่ ๓ เพื่อจักได้โชตนา (ทำให้รุ่งเรือง) พระพุทธศาสนา จึงได้ชื่อว่าพระยาติโคตรบูร  พระยาติโคตรบูรเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาเสด็จมาดังนั้น ก็ทูลอาราธนาพระศาสดาเข้ามารับเอาบิณฑบาตในพระราชฐาน

เมื่อพระศาสดาทรงรับเอาข้าวบิณฑบาตแล้ว ก็ส่งบาตรให้กับพระยาติโคตรบูร แล้วก็เสด็จกลับมาประทับที่ต้นรังตามเดิม  เมื่อพระยาติโคตรบูรรับเอาบาตรจากพระศาสดาแล้ว ก็ทรงยกบาตรขึ้นเหนือพระเศียร ทรงกระทำความปรารถนา แล้วจึงนำบาตรไปถวายพระศาสดาที่ประทับ  พระศาสดาทรงรับเอาบาตรแล้ว ก็เสด็จกลับมาทางอากาศ ลงประทับที่ภูกำพร้าดังเก่า  พระยาติโคตรบูรเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาเสด็จมาทางอากาศดังนั้น ทรงปิติยินดี ยกพระหัตถ์ขึ้นประนม ทอดพระเนตรพระศาสดาจนสุดชั่วพระเนตร จึงทรงคำนึงในพระทัยว่า อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วจึงเสด็จกลับมาสู่พระราชฐาน

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงทราบเหตุของพระยาติโคตรบูรดังนั้น จึงตรัสกับพระยาอินทร์ว่า  ดูรา อินทราธิราช ตถาคตมาสถิต ณ ที่นี้ราตรีหนึ่งด้วยเหตุอันใด พระยาอินทร์ทูลตอบว่า พระศาสดามาสถิตย์ที่ภูกำพร้าราตรีหนึ่งนั้น พระองค์ทรงอาศัยซึ่งอดีตเหตุแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ มีพระกกุสนธเป็นต้น มีพระกัสสปเป็นปริโยสาน ซึ่งเสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วนั้น  พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมเอายังพระบรมธาตุของพระศาสดาทั้ง ๓ พระองค์ มาประดิษฐานไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาแห่งท้าวพระยาทั้งหลาย ในอนาคตกาลนี้ เป็นประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสืบๆมา ฉะเพาะที่พระศาสดาทรงฉันข้าวบิณฑบาตของพระยาติโคตรบูรนั้น คนทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตรบอง  ผู้ข้าทั้งหลาย อินทร์ พรหม เทพบุตร เทวดา เรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุพระองค์ทรงพระนามว่าโคตมะ หากให้ศรีสวัสดีแก่พระยาศรีโคตรบูร  ผู้ข้าทั้งหลายเรียกดังนี้ พระยาอินทร์ทูลชอบพระพุทธวิสัยของพระศาสดาดังนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงดุษณีภาพ

ในขณะนั้น เทวดา มเหสักข ทั้งหลายฝูงอยู่ในราวป่าที่นั้น เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ส่งเสียงสาธุการขึ้นพร้อมกัน ภายบนถึงชั้นอกนิษฐพรหม ภายล่างถึงขอบเขาจักรวาฬเป็นที่สุด พระยาอินทร์กราบทูลดังนั้นแล้ว ก็เสด็จกลับไปสู่ที่อยู่ของตน

ในกาลนั้น พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ให้เจ้าอานนท์แจ้งว่า พระยาติโคตรบูรองค์นี้ จักจุติไปเกิดในเมืองสาเกตนคร ทิศตะวันตกแห่งเมืองติโคตรบูร มีนามว่าสุริยกุมาร  เมืองศรีโคตรบองนี้ จักย้ายไปตั้งที่ป่าไม้รวกมีนามว่า เมืองมรุกขนคร  เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว  สุริยกุมานี้ จักได้เป็นพระยาใหญ่กว่าท้าวพระยาทั้งหลายและจักได้ก่อแรกพระพุทธศาสนาไว้ในเมืองร้อยเอ็จประตู เมืองสาเกตนครนั้นก็เสื่อมศูนย์ไป ตั้งแรกนี้ไป พระพุทธศาสนาก็จักรุ่งเรืองเสมอด้วยเมื่อตถาคตยังมีชีวิตอยู่ ครั้นจักจุติก็ได้มาเกิดเป็นพระยาสุมิตตธรรมมรุกขนคร จักได้หดพ่อนาเป็นพระยาจันทบุรี และแรกพระพุทธศาสนาในที่นั้น

ดูราอานนท์ พระยาสุมิตตธรรมองค์นี้ จักได้ฐปนาอุรังคธาตุของตถาคตไว้ในที่นี้ แล้วจักได้กลับคืนไปโชตนายังพระพุทธศาสนาอันแตกม้าง (เสื่อมสูญ) ในเมืองสาเกตนครร้อยเอ็จประตู ครั้นจุติก็ไปเกิดในเมืองพาราณสี ออกบวชได้เป็นฤษีชื่อว่า สุมิตตธรรมฤษี

ส่วนเมืองมรุกขนครนั้น จักได้ยายกลับคืนไปตั้งพระพุทธศาสนาใกล้ที่อยู่แห่งพญาปลาตัวนั้น แต่เมืองนี้ก็บ่มิอาจตั้งเป็นเอกราชอยู่ได้ดังแต่ก่อน จักเป็นเมืองน้อยขึ้นแก่เมืองใหญ่ ที่ท้าวพระยามีบุญสมภารเสวยราชสมบัติครอบครองนั้น เหตุว่าตถาคตได้อธิษฐานรอยบาทไว้ที่ก้อนหิน ให้แก่พญาปลาตัวนั้นเป็นที่สักการบูชา พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ดังนี้แล้ว จึงทรงผินพระพักตร์ต่อเมืองจุลณีพรหมทัตต์ และเมืองอินทปัฐนคร

ขณะนั้น พระอานนท์มีความสงสัยว่า พระองค์จักเสด็จไปเมืองทั้งสองนั้นหรือๆว่าบ่เสด็จไปหนอ จึงกราบทูลว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจากภูกำพร้าที่นี้แล้ว จะแสด็จไปโปรด ณ ที่ใด

พระตถาคตตรัสว่า เราจักไปชุมรอยบาทที่แคมหนองหานหลวง (“ชุมรอยพระบาทที่หนองหานหลวงนี้” คือพระธาตุเชิงชุมนี้เอง) ที่นั้นก่อน และในหนองหานหลวงนี้ มีพระยานามว่าสุวรรณภิงคาร พระยาองค์นี้มีกระโจมหัวคำ (มงกุฎทองคำ) และสังวาลย์คำ น้ำเต้าคำ (คนโททองคำ) ใหญ่ เสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองนี้  เมื่อพระศาสดาเสด็จไปถึงริมแม่น้ำอันหนึ่ง อยู่ ณ ท่ามกลางทาง มีนาคตัวหนึ่งชื่อว่าโทธนนาค เป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสุทโทธนแต่ชาติเมื่อเป็นมนุษย์ เมื่อเวลาจะตายๆด้วยความโกรธ จึงได้มาเกิดเป็นนาค มีนามว่าโทธนนาค เป็นนาคที่เที่ยวเลาะเลียบหากินปลาตามริมแม่น้ำ  พระพุทธองค์ทรงทราบยังเหตุแห่งโทธนนาคดังนั้นจึงตรัสว่า ดูรา โทธนนาค ท่านอย่าได้ถือหาบอันหนักซ้ำเติมหาบเก่าให้หนักขึ้น

เมื่อนาคตัวนั้นได้ยิน จึงมารำพึงว่า บุคคลผู้ใดมารู้จักเชื้อชาติแห่งกูและตักเตือนกูเช่นนี้หนอ? กูควรจักเข้าไปดูให้รู้ คำนึงดังนั้นแล้ว ก็เข้าไปใกล้พระศาสดาๆจึงตรัสว่า โทธนนาคเข้ามาหาเราเพื่อจะปง (วาง) เสียยังหาบอันหนัก เราก็จักปลดเสียยังทุกข์ ให้ท่านได้ถึงความสุข  นาคตัวนั้นเมื่อได้ยิน ก็มีจิตต์ใจเบิกบานชื่นชมยิ่งนัก จึงเข้าไปกราบแทบฝ่าพระบาทของพระศาสดา แล้วก็ได้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์  ครั้นจุติจากชาติอันเป็นนาค ก็ได้ไปบังเกิดในชั้นดาวดึงส์ มีนามปรากฏว่า โทธนนาคเทวบุตรตามวงศ์แห่งตน  แม่น้ำที่โทธนนาคอยู่แต่ก่อนนั้น คนทั้งหลายเรียกว่าน้ำพุงสามาเท่ากาลบัดนี้

เมื่อพระศาสดาเสด็จจากที่นั้น ไปสู่เมืองหนองหานหลวง พระยาสุวรรณภิงคาร เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาเสด็จมาดังนั้น จึงทูลอาราธนาเข้าไปฉันในปรางปราสาท  เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ก็เทศนาสั่งสอนพระยาสุวรรณภิงคาร แล้วจึงเสด็จลงจากปราสาทไปไว้รอยพระบาทที่นั้น ต่อพระพักตร์พระยาสุวรรณภิงคาร

แล้วทรงกระทำพระปาฏิหาริย์ ให้เป็นแก้วออกมาจากพระบาททั้ง ๓ พระบาทละลูกโดยลำดับ ซ้ำทรงกระทำพระปาฏิหาริย์ให้ออกมาอีกลูกหนึ่ง เมื่อพระยาสุวรรณภิงคารได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็บังเกิดอัศจรรย์ยิ่งนัก ว่าเหตุใดหนอ แก้วจึงออกมาจากรอยพระบาทของพระศาสดาได้

ในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูรา มหาราช  สถานที่นี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แก้วจึงได้ออกมาจากที่นี้ ๓ ลูก มีรอยพระบาทของพระกกุสันธ พระโกนาคมน์ และพระกัสสป พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้ ได้เสด็จไปรับข้าวบิณฑบาตในเมืองศรีโคตรบองมาฉันที่ภูกำพร้า แล้วประดิษฐานรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้  ส่วนแก้วลูกที่ ๔ นั้น คือตถาคตนี้เอง  เมื่อตถาคตได้มาไว้รอยพระบาทรวมอยู่ในที่นี้ และเข้าสู่นิพพานไปดังนั้น ในที่นี้ก็จักเป็นที่ว่างเปล่า  ทันใดนั้นพระยาสุวรรณภิงคารจึงไหว้กราบทูลว่าเมื่อเช่นนั้น พระศาสดาจักประดิษฐานรอยพระบาทไว้ด้วยเหตุใด

พระศาสดาตรัสว่า ดูรามหาราช ที่เป็นบ้านเป็นเมือง ตั้งพระศาสนาอยู่เป็นปกตินั้น แม้มีเหตุควรไว้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไป่ไว้ ด้วยเหตุว่า เป็นที่หวงแหนแห่งหมู่เทวดาและพญานาคทั้งหลายและบ้านเมืองก็จักเสื่อมศูนย์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียรย่อมไว้ยังรอยพระบาทไกลบ้านเมือง พระพุทธศาสนาก็จักตั้งอยู่ก้ำท้ายเมืองและหัวเมือง

 

(๓) ทวนทางตำนานพระธาตุพนม

ทวนทาง-1

ครั้นจักย้อนทวนไปในยุคสมัยของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมิ จำต้องเริ่มต้นจากอุรังคธาตุนิทาน หรือตำนานพระธาตุพนม ซึ่งมีอยู่หลายสำนวน และแต่ละสำนวนก็มีเรื่องราวที่ผู้สร้างหนังสือเกี่ยวข้องอยู่ ได้เพิ่มเติมเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของตนเข้าไปด้วย อย่างเช่นสำนวนของวัดพระธาตุพนม ก็จะมีประวัติของวัดเพิ่มเติมเข้ามา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทุกๆ สำนวนจะมีเนื้อหาที่เป็นของเดิมปรากฎอยู่ แต่อาจจะมีบางถ้อยคำสำนวนที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นที่เอ่ยถึง…

“…เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และได้เสด็จประทับอยู่ในวัดเชตวัน เมื่อเวลาใกล้รุ่ง พระอานนท์เถระเจ้าผู้เป็นอุปัฏฐากได้จัดแจงไม้สีฟันและน้ำส่วยหน้า (น้ำล้างหน้า) ถวายแก่พระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชำระเรียบร้อยแล้ว ทรงหลิง (รำลึก) เห็นพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ที่ผ่านมาในอดีต พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นยังได้ก่อธาตุไว้ในดอยกัปปันนคีรี (หมายถึงภูกำพร้า) อยู่ใกล้เมืองศรีโคตบอง (หมายถึงเมืองนครพนม) นั้น เมื่อหลิงเห็นอย่างนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงผ้ากำพลสีแดง ซึ่งนางโคตมีได้ถวายเป็นทาน ผ้ากำพลผืนนี้มีประวัติเล่าไว้ว่า นางโคตมีเมื่อจะปลูกฝ้ายนางได้เอาคำ (ทองคำ) มาทำอ่าง (กระถางปลูก) แล้วจึงเอาแก่นจันทน์แดงพร้อมทั้งคันธรสทั้งมวล แล้วเอาคำเป็นฝุ่น (เอาทองคำเป็นปุ๋ย) ใส่ลงในอ่างคำ (กระถางทองคำ) นั้น ครั้นแล้วจึงเอาฝ้ายมาปลูกลงที่นั้น เหตุนั้นดอกฝ้ายจึงแดงดั่งแสงสุริยะกำลังขึ้น (เหนือขอบฟ้า)

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงผ้าแล้วจึงทรงบาตรผินหน้าไปทางทิศตะวันออก พระอานนท์เถระเจ้าผู้เป็นปัจฉาสมณะลีลานำทาง (เสด็จตาม)อากาศ และได้เสด็จมาประทับที่ดอนคอนพะเนานั้นก่อน จึงมาประทับที่หนองคันแทเสื้อน้ำ

ขณะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงหลิงเห็นแลนคำ (แลนเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ชนิดครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างตะกวด แลนคำคือแลนที่มีเกล็ดทองคำ) ตัวหนึ่งแลบลิ้นอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ใต้ปากห้วยคุก เมื่อทรงเห็นดังนั้นแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงทำอาการแย้มหัวให้เห็นเป็นนิมิตร พระอานนท์เถระเจ้าเมื่อเห็นดังนั้นจึงทูลถามหาเหตุแย้มหัว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูราอานนท์ พระตถาคตเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้นให้เป็นเหตุแล แล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า เมืองสุวรรณภูมินั้นเป็นที่อยู่ของนาคทั้งหลาย มีสุวรรณนาคเป็นเค้า (เป็นต้น) พร้อมทั้งผีเสื้อบก (บางสำนวนว่าพร้อมทั้งผีเสื้อบกและผีเสื้อน้ำ…) ทั้งหลายแล ในอนาคตภายหน้า คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเมืองอันนี้ แม้นว่ารู้แตกฉานในธรรมของตถาคตก็ดี จักเลือกหาผู้มีสัจจะซื่อสัตย์สุจริตนั้นยาก แท้แล

บ้านเมืองจักย้ายที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปมาเป็นหลายชื่อหลายเสียงแล… เหตุว่า พระตถาคตเห็นแลนแลบลิ้นสองแง่ม (แฉก) เป็นนิมิตรแล หากเมื่อใด หากท้าวพญาองค์เป็นหน่อพุทธังกูรได้มาเสวยราชบ้านเมือง พระพุทธศาสนาของพระตถาคตก็จักรุ่งเรือง เหมือนดังพระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่นั้นแล…”

2010820_61628

นั่นเป็นถ้อยคำที่ปรากฏในอุรังคธาตุนิทาน บั้น ๒  ที่ ดร.อุดร จันทวัน ปริวัตมาจากฉบับภาษาลาว ซึ่งในบางสำนวณจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามา เช่นสำนวนที่ระบุว่าเป็นตำนานอุรังคธาตุฉบับเดิม ความว่า..

“..ครั้นเมื่อ พระพุทธองค์เสด็จจากหนองคันแทเสื้อน้ำ ไปประทับอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ทอดพระเนตรเห็นแลนคำแลบลิ้น และแลนคำตัวนั้นแหม่นปัพพารนาค ตัวที่อยู่ภูเขาหลวงริมน้ำบางพวน เนรมิตให้เป็นเหตุ  นาคตัวนั้นประดับสังวาลย์คอด้วยแก้วปัพพา เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าปัพพารนาค แล้วกลับเนรมิตเป็นมนุษย์นุ่งผ้าขาวเสื้อขาวเข้ามารับเอาบาตร และราธนาพระพุทธเจ้าไปสู่ภูเขาหลวงสถิตย์ในร่มไม้ปาแป้งต้นหนึ่ง  ปัพพารนาคถวายภัตตาหารพระพุทธองค์ทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว จึงประทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งแก่ปัพพารนาค แล้วเสด็จไปฉันเพนณะที่ใกล้เวินหลอด คนทั้งหลายเรียกที่นั้นว่าเวินเพนมาเท่ากาลทุกวันนี้..”

พระธาตุพนมในตำนาน

เวปไซต์ของวัดป่ามหาชัย สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครพนมแห่งที่ ๒ (http://www.watpamahachai.net/Document12_2.htm) นำเสนอเรื่องราวพระธาตุพนมไว้อย่างเป็นระบบ ในหัวเรื่อง “ประวัติวัดพระธาตุพนม” ความว่า.. พระธาตุพนมหรือเรียกตามแผ่นทองจารึกซึ่งจารึกไว้ในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งนครเวียงจันทน์มาบูรณะใน พ.ศ. ๒๒๓๖ – ๔๕ ว่า “ธาตุปะนม” เป็นพุทธเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระ) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีรูปทรงสี่เหลี่ยม ประดับตกแต่งด้วยศิลปะลวดลายอันวิจิตรประณีตทั้งองค์

มีความหมายทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง สูงจากระดับพื้นดิน ๕๓ เมตร ฉัตรทองคำสูง ๔ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างประเทศลาวกับประเทศไทยประมาณ ๕๐๐ เมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร

ในตำนานพระธาตุพนมกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมสร้างครั้งแรกในราว พ.ศ. ๘ ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ โดยท้าวพญาทั้ง ๕ อันมีพญาศรีโคตบูร เป็นต้น และพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ อันมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประมุข  ลักษณะ การก่อสร้างในสมัยแรกนั้น ใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม แล้วเผาให้สุกทีหลัง กว้างด้านละสองวาของพระมหากัสสปะ สูงสองวา ข้างในเป็นโพรง มีประตูเปิดทั้งสี่ด้าน

เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระมหากัส สปะเถระนำมาจากประเทศอินเดีย ประดิษฐานไว้ข้างใน แล้วปิดประตูทั้งสี่ด้าน แต่ยังปิดไม่สนิททีเดียว ยังเปิดให้คนเข้าไปสักการะบูชาได้อยู่บางโอกาส ในตำนานพระธาตุพนมบอกว่า “ยังมิได้ฐานปนาให้สมบูรณ์” นี้ก็หมายความว่า ยังมิได้ปิดประตูพระธาตุให้มิดชิดนั่นเอง พึ่งมาสถาปนาให้สมบูรณ์ในราว พ.ศ. ๕๐๐

ท้าวพญาทั้ง ๕ ผู้มาเป็นประมุขประธานในการก่อสร้างพระธาตุพนมในครั้งนั้น เป็นเจ้าผู้ครองนครในแคว้นต่างๆ คือ

๑. พญาจุลณีพรหมทัค ครองแคว้นจุลมณี ก่อด้านตะวันออก

๒. พญาอินทปัตถนคร ครองเมืองอินทปัตถนคร ก่อด้านตะวันตก

๓. พญาคำแดง ครองเมืองหนองหานน้อย ก่อด้านตะวันตก

๔. พญานันทเสน ครองเมืองศรีโคตบูร ก่อด้านเหนือ

๕. พญาสุวรรณภิงคาร ครองเมืองหนองหานหลวง ก่อขึ้นรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาละมี

องค์พระธาตุพนม ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในยุคต่อมาโดยลำดับ

๑. การบูรณะครั้งที่ ๑ ในราว พ.ศ. ๕๐๐ โดยมีพญาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกขนคร และพระอรหันต์ ๕ องค์เป็นประธาน ในการบูรณะครั้งนั้น ได้เอาอิฐซึ่งเผาให้สุกดีแล้วมาก่อต่อเติมจากยอดพระธาตุพนมองค์เดิมให้สูงขึ้นไปอีกประมาณ ๒๔ เมตร (สันนิษฐานดูตามลักษณะก้อนอิฐหลังจากองค์พระธาตุพนมหักพังลงแล้ว) แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุออกจากอุโมงค์เดิม ซึ่งทำการบรรจุตั้งแต่สมัยพระมหากัสสปเถระ ขึ้นไปประดิษฐานไว้ใหม่ที่ใจกลางพระธาตุชั้นที่สอง แล้วปิดประตูอย่างมิดชิด หรือสถาปนาไว้อย่างสมบูรณ์ (เวลานี้พบแล้ว อยู่สูงจากระดับพื้นดิน ๑๔.๗๐ เมตร)

๒. การบูรณะครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๗ โดยมีพระยานครหลวงพิชิตราชธานีศรีโคตบูร แห่งเมืองศรีโคตบูรเป็นประธาน ได้โบกสะทายตีนพระธาตุทั้งสี่ด้าน และสร้างกำแพงรอบพระธาตุ พร้อมทั้งซุ้มประตู และเจดีย์หอข้าวพระทางทิศตะวันออกพระธาตุ ๑ องค์ (ถูกพระธาตุหักพังทับยับเยินหมดแล้ว)

๓. การบูรณะครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๖ – ๔๕ โดยมีเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์เป็นประธาน การบูรณะครั้งนี้ ได้ใช้อิฐก่อต่อเติมจากพระธาตุชั้นที่สองซึ่งทำการบูรณะใน พ.ศ. ๕๐๐ ให้สูงขึ้นอีกประมาณ ๔๓ เมตร ได้มีการปรับปรุงที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุใหม่ โดยสร้างอูบสำริดครอบเจดีย์ศิลาอันเป็นที่บรรจุบุษบกและผอบพระอุรังคธาตุไว้ อย่างแน่นหนา และได้บรรจุพระพุทธรูปเงิน ทอง แก้ว มรกต และอัญมณีอันมีค่าต่างๆ ไว้ภายในอูบสำริดและนอกอูบสำริดไว้มากมาย มีจารึกพระธาตุพนมว่า “ธาตุปะนม” (ประนม)

๔. การบูรณะครั้งที่ ๔ ใน พ.ศ. ๒๓๕๐ – ๕๖ โดยมีเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์เป็นประธาน ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำ ประดับด้วยเพชรพลอยสีต่างๆ ประมาณ ๒๐๐ เม็ด และได้ทำพิธียกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ในปีนั้น (พ.ศ.๒๓๕๖) ฉัตรนี้ได้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารใน พ.ศ. ๒๔๙๗

๕. การบูรณะครั้งที่ ๕ โดยมีพระครูวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ได้ซ่อมแซมโบกปูนองค์พระธาตุพนมใหม่ ลงรักปิดทองส่วนบนประดับแก้วติดดาวที่ระฆัง แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอด ปูลานพระธาตุ ซ่อมแซมกำแพงชั้นในและชั้นกลาง

๖. การบูรณะครั้งที่ ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๘๔ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ชุดจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้กรมศิลปากรอันมีหลวงวิจิตราวาทการเป็นหัวหน้า สร้างเสริมครอบพระธาตุพนมองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ ๓ ขั้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก ๑๐ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร

๗. พ.ศ. ๒๔๙๗ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำ ซึ่งเป็นของวัดที่ได้จากประชาชนบริจาคและได้ทำพิธียกฉัตรในปีนั้น ฉัตรทองคำมีเนื้อทองของวัดอยู่ประมาณ ๗ กิโลกรัม นอกนั้นเป็นโลหะสีทองหนักประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ฉัตรหนักทั้งหมด ๑๑๐ กิโลกรัม ก่อนรื้อนั่งร้าน ทางวัดได้ขอแรงสามเณรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร โบกปูนตั้งแต่ยอดซุ้มประตูพระธาตุชั้นที่ ๑ จนถึงยอดสุด ใช้เวลาทำงานอยู่ ๑ เดือนจึงแล้วเสร็จ

ภาพถ่ายพระธาตุพนม-1

องค์พระธาตุพนม

๘. พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารได้ลงรักปิดทองพระธาตุพนมส่วนยอดประมาณ ๑๐ เมตรจนถึงก้านฉัตร ได้ขอแรงพระภิกษุสามเณรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารช่วยทำ ใช้เวลาทำงานอยู่ ๑ เดือน กับ ๑๕ วัน จึงเสร็จเรียบร้อยดี

๙. พ.ศ. ๒๕๑๑ ทางวัดได้ขอแรงพระภิกษุสามเณรวัดพระธาตุพนม ลงรักปิดทองลวดลายองค์พระธาตุพนมช่วงบน ซึ่งทำการประดับใน พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๘๔ ส่วนยอดสูงประมาณ ๕ เมตร ได้เอาแผ่นทองเหลืองหุ้มแล้วจึงลงรักปิดทอง ใช้เวลาทำงาน ๒ เดือนกว่าจึงแล้วเสร็จ

๑๐. ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ องค์พระธาตุพนมได้หักล้มลงไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์ ทับวัตถุก่อสร้างๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น เช่น หอพระทางทิศเหนือและทิศใต้ ศาลาการเปรียญและพระวิหารหอพระแก้วเสียหายหมด ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากฐานหรือพระธาตุชั้นที่ ๑ ซึ่งสร้างในสมัยแรกนั้นเก่าแก่มาก และไม่สามารถทานน้ำหนักส่วนบนได้ จึงเกิดพังทลายลงมาดังกล่าว

๑๑. วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๑๘ หลังจากองค์พระธาตุพนมพังทลายแล้ว ๒๐ วัน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ลงมือทำการรื้อถอนและขนย้ายซากปรักหักพังขององค์ พระธาตุพนม ใช้แรงงานคนงานจำนวน ๕๐ คน ใช้เวลาในการรื้อถอนและขนย้ายอยู่ ๑๗๐ วันจึงเสร็จเรียบร้อยดี

๑๒. วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ ทำพิธีบูชาพระธาตุพนมและบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษตลอดถึงเทพเจ้าผู้พิทักษ์องค์พระธาตุพนม และอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระธาตุจำลองชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่ เมื่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่เสร็จแล้ว จะได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ที่เดิม

ในพิธีนี้มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระพิมลธรรม (อาสภมหาเถระ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และในขณะเดียวกันก็ได้อัญเชีญเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่พระธาตุจำลองด้วย

๑๓. วันที่ ๑๗ – ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ ( หลังจากองค์พระธาตุพนมหักพังแล้ว ๖๒ วัน ) ได้พบพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหัวอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรจุอยู่ในผอบแก้ว หรือหลอดแก้ว ซึ่งมีสัณฐานคล้ายรูปหัวใจ ผอบแก้วใบนี้หุ้มทองมีช่องเจาะสี่ด้าน มีฝาทองคำปิดสนิทสูง ๒.๑ เซนติเมตร มีสีขาวแวววาวมาก คล้ายกับแก้วผลึก ภายในผอบมีน้ำมันจันทน์หล่อเลี้ยงอยู่และมีพระอุรังคธาตุบรรจุอยู่ ๘ องค์

๑๔. วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ (หลังจากพบพระอุรังคธาตุแล้ว ๒ เดือน ๒๕ วัน) ได้จัดสมโภชพระอุรังคธาตุขึ้นรวม ๗ วัน ๗ คืน งานเริ่มวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ ถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๙ ในงานนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธี สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์ สถานที่ประกอบพิธีอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบริเวณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุพนม

๑๕. วันที่ ๑๐ – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชา และนำสิ่งของที่พบในองค์พระธาตุพนมออกมาให้ประชาชนชมตลอดงาน

๑๖. วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๙ บริษัท อิตาเลียน – ไทย ได้ขุดหลุมลงเข็มรากพระธาตุพนมองค์ใหม่ ต่อมาวันที่ ๒๘ – ๒๙ พฤษภาคม ศกเดียวกัน ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อันมีพระเทพรัตนโมลี เป็นประธาน ได้ทำพิธีลงเข็มรากพระธาตุพนมเพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในการก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ ใหม่

๑๗. วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๙ สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จมาเยี่ยมคณะสงฆ์และประชาชนทั่วัดพระธาตุพนม ได้ตรวจดูการก่อสร้างองค์พระธาตุพนม และได้ทรงนมัสการพระอุรังคธาตุด้วย

๑๘. วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๙ ถึงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๐ ทางวัดได้ขอแรงประชาชนในเขตอำเภอธาตุพนม มาขนเศษอิฐเศษปูนจากบริเวณสนามหญ้าข้างในวิหารคตออกไปกองไว้ข้างนอกทางด้านทิศเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้หอพระนอน

๑๙. วันที่ ๑๙ มกราคม ถึงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ทางวัดได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ออกไปให้ประชาชนชมและสักการะบูชาอีก และมีการแสดงนิทรรศการของโบราณเหมือนปีก่อน

ภาพถ่ายพระธาตุพนม-2

 

๒๐. วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ลงมือประดับตกแต่งลวดลายองค์พระธาตุพนม

๒๑. วันที่ ๑๗ – ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ทางวัดได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้ประชาชนได้สักการะบูชาจนตลอดงาน พระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้าคณะจังหวัดนครพนม และนายสมพร กลิ่นพงษา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ ได้ทำพิธีแห่โดยตั้งขบวนแห่ที่ถนนหน้าวัดแล้วเดินทางไปตามถนนชยางกูร เลี้ยวเข้าถนนหน้าพระธาตุพนมจำลอง ตรงไปยังเบญจาซึ่งตั้งอยู่สนามหญ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระธาตุ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เบญจา เสร็จงานแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เดิม ในงานนี้มีการแสดงนิทรรศการเหมือนปีก่อนฯ

๒๒. วันที่ ๖ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ทางวัดได้จัดงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีเหมือนปีก่อน ๆ และได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุออกมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาตลอดงาน พระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และนายพิชิต ลักษณะสมพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ ได้ทำพิธีแห่รอบองค์พระธาตุ ๑ รอบ แล้วจึงได้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานไว้บนพระเบญจาตลอด ๗ วัน ในวันสุดท้ายของงานพระเทพรัตนโมลี พร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยมได้ทำพิธีคาระวะพระอุรังคธาตุ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เดิม ในงานนี้มีการนำเอาของมีค่าซึ่งค้นพบที่องค์พระธาตุพนมออกมาให้ประชาชนได้ชม จนตลอดงานเหมือนปีที่แล้วมา

๒๓. วันที่ ๒๑ – ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ ทางรัฐบาลได้จัดพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีบรรจุ ในวันแรกของงานได้ทำพิธีแห่พระอุรังคธาตุ ในวันที่ ๒ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงเป็นประธานยกฉัตรพระธาตุ ในวันที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาทรงบรรจุพระอุรังคธาตุ

ภาพถ่ายพระธาตุพนม-3

สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม

คำไหว้พระธาตุพนม
ปุริมายะ ทักขิณายะ ปัจฉิมายะ อุตตะรายะ เหฏฐิมายะ
อุปะริมายะ ทิสายะ กะปะณะ คิริสมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ
ฐาปิตัง พุทธะอุรังคธาตุง สิระสา นะมามิ
คำไหว้ยอดพระธาตุพนม
เสตะฉัตตัง สุวัณณะระชะตัง ระตะนัง ปะณีตัง พุทธะอุรังคะเจติยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา
ที่มา สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดนครพนม
http://www.songnkp.com/

ศิลปะและสถาปัตยกรรมพระธาตุพนม

พระธาตุพนม เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนายุคแรกๆ ที่แพร่เข้ามาในบริเวณกลุ่มน้ำโขง และมีนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า พระธาตุพนมเป็นพระธาตุเจดีย์ที่เก่าแก่ และมีความศักดิ์สิทธิ์สำคัญของลุ่มน้ำโขง ดังนั้นในส่วนนี้ เป็นการประมวลภาพพระธาตุพนมในแง่งานศิลปะสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่บนองค์พระธาตุพนม รวมถึงภาพเก่าอันทรงคุณค่า

2015-05-20_120109

ภาพเส้นสันนิษฐานโครงสร้างพระธาตุพนม ๔ สมัย (๒ องค์นับจากด้านซ้ายภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๖ จัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒, หน้า ๑๘๙๒, และอีก ๒ องค์ด้านขวา ภาพลายเส้นโดย ดร.สุพร ชนะพันธ์)

 

 

 

 

ภาพลายเส้น-2

ภาพลายเส้นเปรียบเทียบโครงสร้างพระธาตุพนมที่ซ่อนใน พ.ศ.๒๔๘๓ ตรงกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการเสริมส่วนยอดพระธาตุพนมด้วยการครอบทับองค์เจดีย์เดิมไว้ภายใน (ภาพลายเส้นโดย ดร.สุพร ชนะพันธ์)