RSS

Author Archives: somkhitsin

About somkhitsin

สม"ไหนดูซิ-ใครปั้นควายให้ ?” “อีพ่อ!” เด็กน้อยยื่นควายดินเหนียวให้อาวอินตัวหนึ่ง พลางเงยหน้าขึ้นยิ้มให้กับหนุ่มใหญ่ผู้มาเยือน “อ้าว-ทำไมตัวนี้มีเขาอยู่ข้างเดียวล่ะ?” “มันสู้ไอ้เขาเกไม่ได้”คิด สิงสง เกิดเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2493 (ค.ศ.1950) ที่บ้านซับแดง ขณะนั้นอยู่ในตำบลโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี(ขณะนี้คือตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอโคกโพธิ์ไชย) จังหวัดขอนแก่น ในครอบครัวคนทำไร่ทำนา เรียนชั้นประถมต้นที่โรงเรียนประชาบาลในบ้านเกิด จบชั้น ป.4 แล้วติดตามญาติไปเรียนชั้นมัธยมศึกษาในกรุงเทพฯ เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา โรงเรียนวัดน้อยใน ต.ตลิ่งชัน อ.ตลิ่งชัน (ในเวลานั้น) จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม รุ่นเดียวกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ชีวิตหันเหเข้าสู่วงการวิชาชีพการเขียนหนังสือเมื่อต้องทำงานหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนหนังสือที่แผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน(ภาคค่ำ) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปี พ.ศ.2512 พร้อมกับทำงานหนังสือพิมพ์ไปด้วย ชีวิตนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยสิ้นสุดลงเมื่อเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อนิสิตนักศึกษาและประชาชนเรือนแสนเรือนล้านลงสู่ถนนราชดำเนิน ขับไล่รัฐบาลถนอม-ประภาส และเขาเป็นผู้หนึ่งในขบวนผู้นำนักศึกษาในเวลานั้น จากนั้นจึงหันหลังให้มหาวิทยาลัย แล้วเดินทางกลับสู่บ้านเกิด นำพาชาวบ้านเคลื่อนไหวต่อสู้ เพื่อสิ่งที่ถูกต้องเป็นธรรม จนในที่สุดก็กลายเป็นปฏิปักษ์กับอำนาจรัฐในขณะนั้น จนต้องหลบลี้หนีภัยไปพำนักอยู่ต่างประเทศระยะหนึ่ง เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองสงบลงจึงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิอีกครั้ง และลงสมัครรับเลือกตั้งหลายครั้ง โชคดีที่ไม่ประสบผลสำเร็จ ขณะที่เพื่อนมิตรหลายคนโชคร้าย ได้นั่งเก้าอี้เสนาบดี บริหารบ้านเมืองในระดับชาติ ส่วนเขาผันตัวเองเข้าเป็นผู้บริหารองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่างสุด โดยผ่านระบบการเลือกตั้ง (ขณะนี้สิ้นวาระการดำรงตำแหน่งแล้ว) และยืนหยัดอยู่กับผู้คนชนชั้นล่างอยู่จนถึงเวลานี้ เพื่อนพ้องน้องพี่วงการต่างๆ ร่วมกันจัดงานแสดงมุทิตาจิตแก่เขาในโอกาส กึ่งศตวรรษ “สมคิด สิงสง” และ รำลึก 27 ปีเพลง “คนกับควาย” เมื่อเดือนตุลาคม 2543 และจัดกันเป็นประเพณีสืบต่อมาทุกวันที่ 27 ตุลาคมของทุกปี

[๒๖] สังเขปขบวนการเสรีไทย

2010820_82123

2010118_24932

นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร (กลาง) “ขุนพลภูพาน” ผู้นำเสรีไทยสายอีสาน กับนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

         หนังสือ “อุบลราชธานี ๒๐๐ ปี” ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ กล่าวถึงขบวนการเสรีไทยในอีสานว่า..
         “ขบวนการเสรีไทยระยะแรกก่อกำเนิดจากคนเพียง ๒-๓ คน แกนนำคือนายปรีดี พนมยงค์ และกำลังสำคัญคือนายเตียง ศิริขันธ์ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ฯลฯ การหาสมาชิกของเสรีไทยกระทำโดยขยายเซลล์ไปเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสาม จากสามเป็นเก้า ฯลฯ โดยสมาชิกจะไม่รู้จักกัน จะรู้จักเฉพาะพลพรรค ที่ตนหามาเพียง ๓ คน และชั้นเหนือตน ๑ คนเท่านั้น การทำงานทั้งหมดถือเป็นความลับ และเป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เมื่อภารกิจต่อต่านญี่ปุ่นจบสิ้นลงคือหมดสงครามก็เป็นอันสลายตัวไป….”
         “แผนการต่อต้านญี่ปุ่นนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะคณะราษฎร์ ฝ่ายพลเรือน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคน รัฐมนตรีบางท่านในคณะรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม..”
         “ในต่างจังหวัดสมาชิกเสรีไทยเป็นครูเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน โดยครูเหล่านี้จะได้รับการติดต่อจากศึกษาธิการจังหวัด ตำรวจ หรือนายอำเภอ ให้เป็นเสรีไทย ด้วยความรักชาติต้องการกอบกู้เอกราชของไทยคืนมา ทำให้เสรีไทยมีสมาชิกจำนวนมากอยู่ทุกจังหวัด แต่บทบาทเสรีไทยที่เด่นมากคือเสรีไทยในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เสรีไทยภายในประเทศและเสรีไทยภายนอกประเทศใช้ติดต่อกัน โดยฝ่ายสัมพันธมิตรใช้จีนเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ..”
         “สำหรับเสรีไทยสายอังกฤษนั้น นอกจากจะผ่านจีนแล้วส่วนใหญ่จะลอบลงเรือจากกรุงเทพฯ ไปยังเกาะเต่า และขึ้นเครื่องบินทะเลที่นั่นเพื่อไปฝึกทางทหารที่แคนดี โคลัมโบ หรือกัลกัตตา แล้วจึงกระโดดร่มมาลงในเขตประเทศไทย เสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาจะกระโดดร่มลงในเขตภาคอีสาน ในสนามบินชั่วคราวที่สกลนคร มหาสารคาม ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของเสรีไทยภายใต้การควบคุมของนายเตียง ศิริขันธ์ และนายจำลอง ดาวเรือง..”

2010118_25101

ส.ส.อุบลราชธานีสมัยแรกที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ (จากซ้าย) นายเลียง ไชยกาล นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และนายเนย สุจิมา

         “ส่วนที่อุบลราชธานีมีนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็นหัวหน้าในเขตนี้ ส่วนใหญ่เสรีไทยจะได้รับนโยบายเพียงหาข่าว หลีกเลี่ยงการปะทะให้มากที่สุด หากจำเป็นให้ก่อวินาศกรรมได้…”
         ว่ากันว่าเสรีไทยมีอาวุธมากเพียงพอที่จะปะทะกับญี่ปุ่น อาวุธเหล่านี้ส่งมาจากสหรัฐอเมริกาทางเครื่องบิน เช่นปืนกลมือเบรนด์, ทอมสัน, เอ็มทรี, ปืนพกรีวอลเวอร์, ระเบิด, ปืนต่อสู้อากาศยาน เนื่องจากภารกิจของเสรีไทยเป็นความลับ จึงไม่มีหลักฐานที่จะประเมินได้
         ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคอีสาน นอกจากเข้าร่วมในขบวนการการเสรีไทยแล้วยังมีการเคลื่อนไหว เพื่อโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามและญี่ปุ่น เช่นโจมตีพระราชบัญญัติป่าไม้ว่าเป็นการทำลายการผลิตและวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมาก พระราชกฤษฎีกาสงวนอาชีพสำหรับคนไทย ถูกโจมตีว่าทำให้คนไทยยากจน ผูกขาดการค้าอุตสาหกรรมไว้ในมือนายทุน นโยบายการทำสวนครัวถูกโจมตีว่าทำเพียงฉาบฉวยเอาหน้า ไม่ได้มีการวางแผนการตลาดไว้ ผลิตผลที่ทำได้มีมากเกินไป ไม่มีแหล่งขาย หลังจากแจกจ่ายแล้วต้องเหลือทิ้ง ซื้อผักรับประทานถูกกว่าปลูกเอง ผลดีของนโยบายนี้ตกอยู่กับพ่อค้าขายพันธุ์ผักและเครื่องมือทำการเกษตร ตลอดจนโรงพิมพ์ตำราว่าด้วยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ผู้ที่ทำสวนครัวทางอากาศ ปลูกผักทางวิทยุหรือทางหนังสือพิมพ์ได้ความดีความชอบ เพราะมีรายการออกอากาศทุกวันให้เจ้านายเห็นว่าทำงาน
         นโยบายด้านวัฒนธรรมทำลายความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอันมาก การห้ามนุ่งโจงกระเบน ห้ามกินหมาก ไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก สวมถุงเท้า รองเท้า ทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนมาก…
2010118_25243 ภาพโปสเตอร์ของที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๕ ภาพจากอนุสรณ์ครบรอบ ๑๐๐ ปี ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ อ้างจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, สยามหรือไทย, เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๕๓ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
         นายจำลอง ดาวเรือง ส.ส.มหาสารคาม เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ ที่ให้อำนาจเกณฑ์แรงงานราษฎร ควรเลิกการเกณฑ์แรงงานได้แล้ว ภาคอื่นๆ ไม่มีการเกณฑ์แรงงาน มีแต่ในภาคอีสานเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากมีการเกณฑ์แรงงานคนภาคอีสานไปสร้างเมืองหลวงที่เพชรบูรณ์ ทำความเดือดร้อนแสนสาหัสให้แก่ราษฎรในภาคอีสาน เช่นคนที่อุบลราชธานีต้องขึ้นรถไฟที่อำเภอวารินชำราบ โดยยืนเบียดกันแน่นในตู้บรรทุกหมูตลอดทางไปจนถึงนครราชสีมา แล้วเดินเท้าเข้าป่าไปยังเพชรบูรณ์ อีก ๑๐-๑๔วัน คนที่ถูกเกณฑ์ไปล้มตายเป็นอันมากด้วยพิษไข้มาเลเรีย อีกพวกหนึ่งก็หลบหนีเพราะเป็นการเกณฑ์แรงงานฟรี ไม่มีค่าจ้างรางวัลตอบแทน นายจำลอง ดาวเรือง โจมตีว่าความเสมอภาคมีอยู่เฉพาะในตัวหนังสือเท่านั้น หากเสมอภาคจริงควรเกณฑ์แรงงานจากทุกภาค
         เรื่องนี้ผมเองก็เคยได้ยินคนรุ่นปู่ย่าตายายพูดให้ฟัง คุณตาผมเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของซับแดงในยุคที่มีการเกณฑ์แรงงานไปสร้างเมืองเพชรบูรณ์ และล้มตายไปหลายคนด้วยพิษไข้ป่าดังกล่าว
         อีกวิธีหนึ่งที่ ส.ส.อีสานสมัยนั้นใช้ทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม คือการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ โจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐ เช่นการผูกขาดสัมปทานต่างๆ ทำให้คนอีสานล่มจม หรือคนอีสานขอกราบลาไปอยู่เวียงจันทน์ เพราะทนการปกครองที่กดขี่ของรัฐบาลไทยไม่ไหว และว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทยถ้าเป็นคนอีสานก็จะถูกกีดกันไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น
         ในที่สุดรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามก็ถูกโค่นล้ม เมื่อกลุ่ม ส.ส.อีสาน หรืออีกนัยหนึ่งคือกลุ่มเสรีไทยของนายปรีดี พนมยงค์ไม่ยอมรับหลักการร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดพุทธบุรีมณฑล และพระราชกำหนดนครบาลเพชรบูรณ์ เป็นผลให้ จอมพล ป. พิบูลสงครามและคณะรัฐบาลต้องลาออกเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๗
         ต่อมาเมื่อฝ่ายอักษะประสบความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็มีความพยายามของฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะอธิบายว่าการเกณฑ์แรงงานคนภาคอีสาน ก็เพื่อหันเหความสนใจของญี่ปุ่นมิให้เอาคนไทยไปเป็นทหารช่วยรบร่วมกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งนั้น และการย้ายเมืองหลวงไปเพชรบูรณ์ก็เพื่อเป็นปราการต่อต้านญี่ปุ่น เป็นนัยว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีดำริจะต่อต้านญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน
         แต่ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นภายหลังความพ่ายแพ้ของฝ่ายญี่ปุ่นทั้งนั้น!
         เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลาออกแล้ว รัฐบาลต่อๆ มาอยู่ในกลุ่มเสรีไทย จนถึงการยึดอำนาจเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ รัฐบาลเสรีไทยจึงหมดบทบาทลง พร้อมกับนายปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปต่างประเทศ เนื่องจากมีการปล่อยข่าวทำลายนายปรีดีว่าเป็นผู้มีส่วนลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๘
         รัฐมนตรีในรัฐบาลกลุ่มเสรีไทยส่วนใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือนายควง อภัยวงศ์ (พระนคร) ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (พระนคร) นายปรีดี พนมยงค์ (อยุธยา) พลตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (อยุธยา) ยุครัฐบาลเสรีไทยจัดได้ว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดยุคหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๔๘๙ เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นอย่างเป็นทางการ การมีวุฒิสภาแทบจะไม่มีบทบาทในการยับยั้งกฎหมาย นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังได้แยกข้าราชการประจำออกจากข้าราชการการเมืองอย่างชัดเจน การต่อสู้ในรัฐสภาจึงเป็นการต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย
         ในรัฐบาลเสรีไทยชุดที่นายปรีดี พนมยงค์ และชุดพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคอีสานได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ดังนั้นบรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎรที่เคยโจมตีว่ารัฐบาลทอดทิ้งอีสาน ไม่สนใจอีสาน จึงไม่ค่อยมีมากนักเมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา และรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะดาวสภาที่เป็นนักพูดกลายเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว
         รัฐบาลเสรีไทยโดยเฉพาะชุดที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างจะโชคร้ายที่ไม่มีเวลาในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องนัก เนื่องจากต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกซึ่งเป็นปัญหาที่หนักมาก และปัญหาคอรับชั่นในคณะรัฐบาล โดยเฉพาะ ในหน่วยงานที่เรียกว่าองค์การสรรพาหาร ทำให้การพัฒนาอีสานซึ่งกลุ่ม ส.ส.อีสานเคยเรียกร้องกลับไม่ได้ทำอะไรมากนัก และรัฐบาลนายปรีดีต้องลาออกไปเมื่อเกิดกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๘ เป็นผลให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว
         วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี บันทึกเรื่องราวของเสรีไทยแบบเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงข้อมูลได้อีก ถ้ามีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ยิ่งขึ้น ดังนี้..
    “เสรีไทย (อังกฤษ: Free Thai Movement) เป็นขบวนการใต้ดินที่ดำเนินการระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วง พ.ศ.๒๔๘๔ – ๒๔๘๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย ขบวนการเสรีไทยกำเนิดขึ้นในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกทัพเข้ามาทางด้านทิศตะวันออกและยกพลขึ้นบกจากอ่าวไทย เดิมเรียกขบวนการนี้ว่า “องค์การต่อต้านญี่ปุ่น” ภายหลังจึงเปลี่ยนไป “เสรีไทย” มีบทบาทเป็นแหล่งข่าวสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร
    การที่รัฐบาลไทยนำโดยนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยินยอมตกลงเข้าร่วมกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทำให้บุคคลสำคัญทางการเมืองการปกครอง ข้าราชการ และชาวไทยทั้งในและนอกประเทศไม่เห็นด้วยกับนโยบายประกาศสงคราม มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มในประเทศ นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา นำโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไม่ยอมส่งคำประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และถือว่าการประกาศสงครามนั้นมิใช่เจตนาของคนไทย กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มคนไทยในอังกฤษ นำโดยนักเรียนไทย ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
    ช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี การดำเนินงานของกลุ่มทั้งสามไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนักเพราะขาดการประสานงานร่วมกัน แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โดยมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ความร่วมมือระหว่างกันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่านายควง อภัยวงศ์จะแถลงนโยบาย ร่วมมือกับญี่ปุ่นโดยใกล้ชิด ตามสัญญาพันธกรณีที่ได้มีต่อกันไว้ด้วยดี และให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นทุกประการ แต่ขณะเดียวกันคณะรัฐบาลก็มีรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นบุคคลระดับหัวหน้าในองค์การต่อต้านญี่ปุ่น และคอยให้ความช่วยเหลือองค์การอย่างลับๆ
    เสรีไทยมีเครือข่ายความร่วมมือในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ส่งหน่วยปฏิบัติการมาประจำในกรุงเทพฯ ด้านฝ่ายไทย นายปรีดี พนมยงค์ ได้ส่งทหารไปประจำที่กองบัญชาการของฝ่ายสัมพันธมิตร ณ เมืองแคนดี ลังกา พร้อมกับส่งทหาร ตำรวจ และพลเรือนไปรับการฝึกกับสำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (O.S.S : Office of Strategic Services) ของสหรัฐอเมริกา และกองกำลัง ๑๓๖ ของอังกฤษ ในอินเดียและลังกา
    นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโรงเรียนนายทหารสารวัตร และโรงเรียนนายสิบสารวัตรทหาร โดยรับสมัครนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเรียนเตรียมปริญญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเตรียมนายเรือ มาฝึกให้เป็นผู้บังคับบัญชาของกองกำลังใต้ดินเพื่อเตรียมสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นในวันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกำหนด มีการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยในประเทศร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น ส่งข่าวด้านยุทธศาสตร์ทางทหารตลอดจนรายงานสภาพดินฟ้าอากาศให้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบ ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถปฏิบัติการทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    อย่างไรก็ดี การปะทะกันระหว่างขบวนการเสรีไทยกับกองทัพญี่ปุ่นไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ หลังจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อวันที่ ๖ และ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ แม้ว่าไทยจะร่วมกับญี่ปุ่นในการประกาศสงคราม แต่ความร่วมมืออย่างลับๆ ของไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองในการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามยุติ โดยสหรัฐอเมริกาถือว่าไทยไม่เคยประกาศสงครามต่อประเทศของตน ขณะที่อังกฤษดำเนินนโยบายต่อไทยแตกต่างไปจากสหรัฐอเมริกา..”

2010118_25359

ภาพนายทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๑๙๔๕ (๒๔๘๘)


Advertisements
 

[๒๕] ไทยในสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒

2010820_82123

2010117_15069

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวปราศรัยแก่ประชาชน ในการเรียกร้องทวงคืนดินแดนอินโดจีน คืนจากฝรั่งเศส ที่กระทรวงกลาโหม วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๓

         ขณะที่ไทยอยู่ในยุคเริ่มต้นความพยายามที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอยู่นั้น เหตุการณ์ของโลกนอกจากตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ในทางการเมืองก็เข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนระเบิดเป็นสงครามโลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจอมเผด็จการฮิตเลอร์แห่งเยอรมัน และจอมเผด็จการมุสโสลินีแห่งอิตาลีร่วมมือกันหวังจะครอบครองยุโรปทั้งหมด ส่วนทางเอเชียก็มีญี่ปุ่นหวังจะเป็นใหญ่ในเอเชีย เป็นแนวร่วมกันกับเยอรมันและอิตาลี ในนามฝ่ายอักษะ อีกฝ่ายเรียกตัวเองว่าฝ่ายสัมพันธมิตร มีอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
         สถานการณ์ในลุ่มแม่น้ำโขงเวลานั้นมีเรื่องน่าสนใจมากมายหลายเรื่อง
         ผมจะค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ทั้งหมด
         ก่อนจะเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.๑๙๔๐-๔๑ (พ.ศ.๒๔๘๓-๘๔) อันเนื่องมาจากรัฐบาลไทยทวงเอาดินแดนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศสนั้น ขอลำดับเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยสังเขปเสียก่อน
         เมื่อกองทัพเยอรมันของฮิตเลอร์ รุดเข้าเหยียบดินแดนโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบ จากนั้นก็บุกฝรั่งเศสทันที ในคืนวันที่ ๙-๑๐ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) กองทัพสายฟ้าแลบของเยอรมันโรยลูกระเบิดลงสนามบินและชุมทางคมนาคมต่างๆ ในประเทศฝรั่งเศสหลายเมือง
         ๑๐ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓)  เยอรมันยึดได้ป้อมอัลแบรต์
         ๑๒ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓)  ทหารฝรั่งเศสส่วนหนึ่งที่ตั้งรับอยู่ที่ป้อมอัลแบรต์ ถูกเยอรมันบุกโจมตีอย่างยับเยิน
         ๑๙ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) เยอรมันรุกฝรั่งเศสจนฝ่ายสัมพันธมิตรต้องล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน
         ๙ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) เยอรมันส่งทหาร ๒๐ กองพลเข้าโจมตีแนวป้องกันของฝรั่งเศสอย่างหนักที่สุด ในจุดยุทธบริเวณเรอเทลจนแตกละเอียด ทหารฝรั่งเศสที่รอดตายพากันล่าถอยลงทางใต้ี

2010117_15326

แสนยานุภขาพของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย)ใ

         ๑๐ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) กองทหารเยอรมันข้ามแม่น้ำแชล กองทัพที่ ๖ ของฝรั่งเศสไปต้านยันที่แม่น้ำมาน กองพันที่ ๔ ออกไปต้านยันทางแถบใต้ของเมืองแรงส์ และในวันนี้เอง “วิเยอร์โกเตอแรต์” ก็ตกอยู่ในกำมือของเยอรมัน รัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจทิ้งปารีสเพื่อย้ายไปอยู่เมืองตรู

      ๑๔ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) เยอรมันเข้ากรุงปรารีสได้ เจาะทะลวงป้อมค่ายทั้งหลายที่เคยเหนียวแน่นของฝรั่งเศสได้อย่างง่ายดาย
      ๑๗ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) กองทัพเยอรมันบุกคืบหน้าอย่างสายฟ้าแลบ ฝรั่งเศสร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกันนั้นก็มีการอภิปรายอย่างดุเดือดในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล ม.ปอลเลโม ก็ลาออก รัฐบาลใหม่ที่เข้ารับหน้าที่มีจอมพลเปแตงเป็นประมุข
         จอมพลเปแตงส่งคำขอสงบศึกกับเยอรมัน โดยผ่านอัครราชทูตสเปน ในขณะที่เจรจาสงบศึกอยู่นั้น ทหารเยอรมันก็ไม่หยุดการรุกโจมตีและยึดได้เมืองสำคัญของฝรั่งเศสหลายเมือง
         ในเวลาที่ฝรั่งเศสใกล้จะถึงความพินาศ นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมา) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยก็ตั้งท่าจะขอเอาดินแดนลาวทั้งหมดที่ฝรั่งเศสได้ไปเมื่อปี ค.ศ.๑๘๙๓ (๒๔๓๖) นั้นคืน
         ในขณะนั้นฝรั่งเศสเองก็วิตกกังวลว่าไทยจะทำการแก้แค้น จึงพยายามติดต่อกับไทย ขอทำสัญญาไม่ระรานซึ่งกันและกัน
         เมื่อฝรั่งเศสทาบทามเข้ามาในทำนองนี้ ไทยก็ตอบไปว่ามีความยินดีที่จะติดต่อทำสัญญาไม่ระรานซึ่งกันและกัน แต่ว่าก่อนจะทำสัญญาดังกล่าวต้องได้มีการปรับปรุงการปักปันเขตแดนกันเสียใหม่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักยุติธรรม
         โดยที่รัฐบาลไทยเสนอให้เอาแนวเทือกเขาแดนแกวเป็นเส้นเขตแดนระหว่าง ไทยกับอินโดจีน ซึ่งหมายความว่าต้องการเอาดินลาวทั้งหมดทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคืน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลฝรั่งเศสก็ตอบตกลงให้มีการเจรจา แต่เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามและได้เซ็นสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) แล้ว ฝรั่งเศสจึงบอกไทยว่าไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ระดับเอกอัคราชทูตมาได้ จึงส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในอินโดจีนมาแทน โดยให้ทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ ประกอบด้วย
         ๑. เมอซิเออ เลมิสสิเอร์        อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ
         ๒. เมอซิเออ มังโตวานี อธิบดีกรมการเมืองแห่งอินโดจีน
         ๓. เมอซิเออ คาสสิเอร์ เจ้ากรมโยธาอินโดจีน
         ๔. เมอซิเออ นาโด อธิบดีกรมตำรวจอินโดจีน
         ๕. ผู้แทนของเรสิดังสุเปริเออประจำลาว
         ๖. เมอซิเออ เลอคูตร์ เจ้ากรมศุลกากร
         ฝ่ายไทยก็ได้จัดตั้งคณะผู้แทนขึ้นคณะหนึ่งประอบด้วย พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ พลตรีหลวงเชวงศักดิ์สงคราม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรณ์ ที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศ นายพันเอกพระยาอภัยสงคราม ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมและเสนาธิการทหาร พระยาสุนทรพิพิธ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หลวงสิทธิสยามการ พระเรี่ยมวิรัชพากย์ พระยาสราภัยสฤษฎิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พระยาอนุรักษ์ภูเบศ หัวหน้ากองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย
         กล่าวโดยสรุปก็คือการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ทางฝ่ายฝรั่งเศสเองพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการทูตให้เป็นประโยชน์ ทางฝ่ายไทยก็พยายามจะต่อรองด้วยวิธีการอย่างเดียวกัน และมีกรณีพิพาทด้วยกำลังทหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนในที่สุดพลตรีหลวง พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์สงครามกับประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๑๙๔๑ (๒๔๘๔)
         ทหารไทยเข้ายึดไชยบุรี และนครจำปาสัก ส่วนทางเขมรทหารไทยได้เข้ายึดเอาเมืองพระตะบอง และเมืองศรีโสภณได้ โดยที่ฝรั่งเศสไม่ได้ต่อต้านสักเท่าไร ทางทะเล ฝรั่งเศสจมเรือรบไทยหนึ่งลำ ขณะที่ไทยก็ยิงเรือรบฝรั่งเศสจนต้องซ่อมใหม่หนึ่งลำเช่นกัน ทางอากาศทั้งไทยและฝรั่งเศสนำเครื่องบินขึ้นยิงและทิ้งระเบิดตามแนวชายแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง ประชาชนที่ล้มตายคือคนลาวทั้งฝั่งขวาและฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
         “ไอ้พวกหมาฝรั่ง” คนลาวทางฝั่งไทยตะโกนด่านคนลาวทางฝั่งซ้าย
         “พวกขี้ข้อยขี้ข้าไทย” คนลาวฝั่งซ้ายโต้ตอบไปบ้าง
         สรุปแล้วก็เพราะลาวไม่มีเอกราช ไม่มีอิสรภาพ ตกเป็นขี้ข้าเขาทั้งสองฝั่งนั่นเอง
         มีเรื่องเล่าว่าในตอนแรกของสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศสคราวนั้น ฝ่ายไทยได้โฆษณาเกลี้ยกล่อมทหารลาวบางหมวดหมู่ให้ข้ามไปอยู่ฝั่งไทย จะได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างดี นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้ส่งข้าราชการชั้นสูงและเป็นเชื้อสายเจ้านายลาวเมืองหลวงพระบาง ให้ไปติดต่อเจ้าเพชรราช โดยขอให้เจ้าเพชรราชร่วมมือช่วยเหลือฝ่ายไทย
         ในการนี้มหาสิลา วีระวงส์ ยืนยันว่าได้ทราบจากโอษฐ์เจ้าเพชรราชว่าพระองค์ได้ เสนอเงื่อนไขต่อพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นากยกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ๒ ข้อคือ
         ข้อ ๑ ถ้าจะให้ลาวฝั่งซ้ายร่วมมือด้วยในการสงครามครั้งนี้ขอให้รัฐบาลไทยให้คำมั่นก่อนว่าจะไม่เอาลาวไปเป็นไทย เหมือนลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดี๋ยวนี้ แต่ต้องยกให้ลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นรัฐหนึ่งต่างหากแล้วรวมเป็นสหรัฐกับไทย
         ข้อ ๒ ในการรบ ขอให้ไทยอย่าให้คนอีสานมารบ เพราะคนอีสานกับคนลาวทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน การรบขอให้เป็นไทยรบกับฝรั่งเศสเท่านั้น
         ข้อเสนอนี้เจ้าเพชรราชได้ส่งผ่านปลัดจังหวัดหนองคายในเวลานั้น คือขุนไสวแสนยากร (พลเอกไสว ไสวแสนยากร) แต่ฝ่ายไทยจะตอบหรือไม่ตอบอย่างไร มหาสิลาไม่ได้ยืนยัน
         ในขณะที่ไทยกับฝรั่งเศสกำลังพิพาทและทำสงครามกันอยู่นั้น ญี่ปุ่นมีพลเอกโตโจ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ขยายอิทธิพลแสดงตัวเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชีย โดยที่ญี่ปุ่นได้ดำเนินการทูตและการทหารไปพร้อมกันอย่างเร่งร้อน เพราะญี่ปุ่นมองเห็นว่าทางด้านยุโรปเยอรมันและอิตาลีมีแสนยานุภาพเข้มแข็งยิ่ง อาจสามารถปราบบรรดามหาอำนาจใหญ่ๆ ในยุโรป อย่างอังกฤษและฝรั่งเศสให้หมอบราบลงได้
         ๑๒ มีนาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) นายมัตชะโอะ กะโยชุเกะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปพบฮิตเลอร์ผู้นำเยอรมัน และมุสโสลินีผู้นำอิตาลี
         ๑๓ เมษายน ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นลงนามในสัญญาเป็นกลางระหว่างญี่ปุ่นกับโซเวียตที่กรุงมอสโคว์
         ๖ พฤษภาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นทำสัญญากับฝรั่งเศส คือสัญญาและข้อตกลงว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรการค้าและระเบียบการชำระเงิน และอีกสัญญาหนึ่งคือสัญญาเกี่ยวกับสัมพันธภาพทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับอินโดจีน
         ๑๐ พฤษภาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นออกกฎหมายป้องกันและรักษาความมั่นคงของชาติ
         ๒๙ กรกฎาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นบังคับให้อินโดจีนลงนามในสัญญาร่วมป้องกันระหว่างญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับการป้องกันอินโดจีนฝรั่งเศส แล้วในเวลาต่อมาญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกที่เมืองไซ่ง่อน
         การที่ญี่ปุ่นทำสัญญาร่วมป้องกันอินโดจีนกับฝรั่งเศสนั้นก็เพราะว่าญี่ปุ่นต้องการเอาอินโดจีนและประเทศไทยเป็นพลังทางเศรษฐกิจสงครามและเป็นฐานทัพในการสู้รบกับอังกฤษ โดยหวังจะเข้ายึดครองอาณานิคมของพวกผิวขาว คือพม่า อินเดีย สิงคโปร์ อินโดเนเชีย และฟิลิปปินส์
         ต้องการกำเอาทวีปเอเชียไว้ในอุ้งมือ ญี่ปุ่นจึงไม่อยากให้อินโดจีนกับไทยเกิดกรณีพิพาทกัน เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่น คือนโยบายวงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพานั่นเอง
         ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเห็นฝรั่งเศสกับไทยมีกรณีพิพาทเรื่องดินแดนกัน จึงเข้าทำการขัดขวางโดยเกลี้ยกล่อมให้ ๒ ประเทศยุติสงคราม แล้วหันหน้ามาเจรจากัน ดังนั้นในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๑๙๔๑ (๒๔๘๔) ฝรั่งเศสกับไทยจึงมีการเจรจากันที่นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 2010117_15235        ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในดินแดนไทย และใช้ไทยเป็นฐานทัพ รัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นตามนโยบายวงศ์ไพบูลย์เอเชียบูรพาของญี่ปุ่น
         เรื่องนี้เป็นที่มาของขบวนการเสรีไทย!
          ในเรื่องการปฏิเสธจุดยืนของรัฐบาล ที่เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในมหาสงครามครั้งนั้น เนื่องจากไม่ต้องการให้ไทยฝักใฝ่สรีนฝ่ายใด ควรจะมีจุดยืนอยู่ที่ความเป็นเอกราชแห่งชาติของตนเป็นสำคัญ ขบวนการเสรีไทยจึงสร้างสายสัมพันธ์อย่างลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อแสวงหาทางเลือกหากฝ่ายอักษะมีอันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม

 

2010115_35938

พลพรรคเสรีไทยที่เดินทางมาโดยทางเรือ

        ความจริงเรื่องนี้ผมเข้าใจว่าคงมีเบื้องหลังมากกว่านั้น เนื่องจากนักศึกษาจากฝรั่งเศสยุคนั้นมีลุงโฮจิมินห์และ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลร่วมยุคสมัยเดียวกัน และมีการพูดคุยกันในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองในภูมิภาคอินโดจีน จนมีความคิดร่วมกันเรื่องสหพันธ์อินโดจีน เหมือนอย่างเรื่องสหภาพยุโรป (ยูโร) ที่เป็นอยู่ในเวลานี้
         แต่เรื่องของสหพันธ์อินโดจีนมีอันถูกล้มล้างหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศจักรวรรดินิยมแทนอังกฤษและฝรั่งเศส และเข้าแทรกแซงการเมืองการปกครองของประเทศในเอเชีย ตามแนวความคิดต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะมีรายละเอียดในลำดับต่อไป
        ลุงโฮจิมินห์เคลื่อนไหวอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส (เวียดนาม ลาว เขมร) ส่วน ดร.ปรีดี พนมยงค์ เคลื่อนไหวอยู่ในไทย จัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะที่ในลาวมีขบวนการลาวอิสระ หรือเสรีลาว ในเวียดนามมีขบวนการเวียดมินห์ และในกัมพูชามีขบวนการทำนองเดียวกัน ซึ่งพัฒนามาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาในเวลาต่อมา
         คำว่า “อินโดจีนฝรั่งเศส” นี้ ฝรั่งเศสใช้เรียกขาน ๓ ประเทศอาณานิคมของตน คือลาว เวียดนาม และกัมพูชา ระหว่างปี ๑๙๔๖-๑๙๕๔ (พ.ศ.๒๔๘๙-๒๔๙๗) และขบวนการต่อต้านอำนาจการปกครองของจักรนิยมฝรั่งเศสเริ่มขึ้นในสมัยที่ลุงโฮจิมินห์พำนักอยู่ที่เกาะฮ่องกง ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามขึ้น และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน เมื่อปี ๑๙๓๐ (๒๔๗๓)

 

[๒๔] พระราชหัตถเลขาทรงสละราชสมบัติ ร.๗

2010820_82123

         เพื่อประโยชน์ของผู้สนใจจะศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของรัฐสยาม ผมขออัญเชิญทุกเนื้อถ้อยกระทงความในพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ มาถ่ายทอดโดยถ่ายสำเนาจากภาพถ่ายลายพระหัตถ์ดังต่อไปนี้
         (ความจริงผู้เขียนเคยนำเสนอเรื่องนี้ผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตไปรอบหนึ่งแล้ว แต่เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องกับเรื่องราวของ “โขงสองฝั่ง” จึงขอนำเสนอซ้ำอีกรอบหนึ่ง)

201062_44585

201062_44646

201062_44746

201062_44810

201062_44896

201062_45024

 

[๒๓] รัฐสยามยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

2010820_82123
         ผมมีความจำเป็นต้องทำความต่อเนื่องให้กับเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐ ไทย ก่อนที่จะเข้าเรื่องขบวนการเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

2010115_35577

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำ “คณะราษฎร” ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

         จับความมาจากเอกสารการสอนชุดวิชาปัญหาการพัฒนาชนบทไทย (๘๐๒๐๖) สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ ๖ การเมืองการปกครองไทยกับการพัฒนาชนบท โดยอาจารย์ชิด นิลพานิช กับชุดวิชาเศรษฐกิจกับการเมืองไทย (๘๐๒๐๔) หน่วยที่เขียนโดยอาจารย์ณรงค์ เพชร์ประเสริฐ

การเมืองการปกครองในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นความพยายามในการฟื้นฟูชาติและการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง เพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็งหลังเสียกรุงศรีอยุธยา การปกครองในส่วนกลางมีตำแหน่งสำคัญ ๓ ตำแหน่งคือ สมุหนายก มีอำนาจหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ สมุหพระกลาโหม มีอำนาจหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ และ พระคลัง ดูแลหัวเมืองชายทะเล สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาคมีการแบ่งหัวเมืองออกเป็น ๔ ชั้นคือ เอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง ขึ้นต่อสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และพระคลังดังกล่าวแล้ว
         ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เริ่มมีการปฏิรูปการเมืองการปกครองของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศในสภาวะที่มีภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคม มีการลดทอนอำนาจทางการเมืองการปกครองของขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีการเลิกทาสในที่สุด       
         “…แม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูประบบกองทัพ ระบบราชการและการศึกษา แต่อำนาจการปกครองก็ยังคงอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์แห่งอำนาจ อำนาจการปกครองถูกผูกขาดอยู่ในมือของราชนิกุลและตระกูลขุนนางที่ภักดีต่อราชบัลลังก์
         ข้าราชการต่างๆ ถูกจัดระบบหน้าที่การงานเสียใหม่ให้มีการจัดสรรตำแหน่งและแบ่งส่วนหน้าที่อย่างชัดเจน และแยกย่อยลงไปโดยจะต้องปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย และกฎหมายใหม่ๆ อย่างเคร่งครัด แม้ว่าต่อมาข้าราชการส่วนใหญ่จะไม่ใช่บุคคลที่มาจากราชนิกุลและตระกูลขุนนาง แต่ข้าราชการชั้นสูงยังคงเป็นราชนิกุลและตระกูลขุนนางผู้ภักดีต่อราชบัลลังก์ ตัวอย่างคือการรับนักเรียนเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ก็มีการระบุว่าจะต้องเป็นบุตรของผู้มีชื่อเสียง จะต้องมีข้าราชการชั้นสัญญาบัตรอุปถัมภ์และรับรอง ปี พ.ศ.๒๔๕๒ การเข้าโรงเรียนเตรียมนายทหารจำกัดนักเรียนเฉพาะโอรสในพระบรมวงศานุวงศ์และบุตรนายทหารเท่านั้น สภาพการณ์ดังกล่าวนี้คงอยู่เรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ.๒๔๗๕…”
         เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ อำนาจของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความเป็นปึกแผ่นกว่าที่เคยเป็นมา ภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมก็ลดน้อยลง เมื่อมีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ก่อตัวและกลายเป็นกระแสขึ้นก็คือความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครอง
         ระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงขั้นวิกฤตเมื่อ คณะ ร.ศ.๑๓๐ (พ.ศ.๒๔๕๔) อันประกอบด้วยชนรุ่นใหม่ที่เป็นผลิตผลของสังคมใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการศึกษามากขึ้น ได้พยายามล้มล้างอำนาจของสถาบันกษัตริย์แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าความชอบธรรมของระบอบการปกครองได้ถูกท้าทายเป็นครั้งแรก ในลักษณะที่เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมากกว่าการแย่งชิงอำนาจส่วนบุคคล
         “ในช่วงรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ระบบการเมืองซึ่งแต่เดิมมีสมรรถนะในการปรับตัวสูง กลับเคลื่อนไหวปรับตัวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางกระแสความคิดของกลุ่มบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะสร้างสรรค์สถาบันทางการเมืองในลักษณะที่เตรียมการปูพื้นฐานสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตยได้เริ่มขึ้นอย่างรีบเร่งในรัชการที่ ๗ แต่ความลังเลพระทัย ประกอบกับความเห็นของอภิรัฐมนตรี และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการนำระบอบการปกครองโดยมีรัฐสภามาใช้ ทำให้ระบบการเมืองปรับตัวเชื่องช้าจนกระทั่งการสิ้นสุดของระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ด้วยการยึดอำนาจแทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยตัวผู้นำและการปรับตัวเองของระบบการเมือง”
         ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ สยามเข้าร่วมสงครามโดยเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ และเมื่อฝ่ายอังกฤษชนะสงคราม สยามจึงเรียกร้องให้อังกฤษยกเลิกสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่เป็นข้อผูกพันที่เคยทำไว้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๙๘ คือให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกยกเลิกศาลกงสุล ให้คนในบังคับของมหาอำนาจตะวันตกขึ้นศาลสยาม และให้สยามมีสิทธิกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรเองได้ ยกเว้นสินค้าบางชนิด เช่นผ้า ฝ้าย และเครื่องจักร เป็นต้น
         ผลจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ภาวะส่งออกของไทยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผลกระทบเหล่านี้เริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๐ หรือหลังจากสงครามโลกสงบลงแล้วประมาณ ๑๐ ปี ดูได้จากตัวเลขรายได้ต่อหัวต่อปีของประชาชนเมื่อปี ๒๔๗๐ คือ ๑๐.๔๙ บาท แต่เมื่อถึงถึงปี พ.ศ.๒๔๗๕ ลดลงเหลือ ๖.๓๙ บาท
         ภัยคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ต้องหันมาใช้นโยบายประหยัดโดยการปลดข้าราชการออก และตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลบางประเภท ขณะเดียวกันก็ขึ้นภาษีอากรบางประเภท แต่ก็ไม่สามารถกอบกู้ฐานะการคลังของรัฐได้ การปลดข้าราชการและขึ้นภาษีทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนหนักขึ้น กลายเป็นภาวะสุกงอมของการเปลี่ยนแปลง
         บรรดาผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้มีการศึกษาจากตะวันตก ต้องการสร้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย “จึงได้ทำการปฏิวัติ” เปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ กลุ่มบุคคลผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” โดยมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำ สมาชิกผู้ก่อการส่วนใหญ่เป็นขุนนางได้แก่ทหารและข้าราชการหัวสมัยใหม่
         หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรใช้นโยบายประนีประนอมกับกลุ่มผู้มีอำนาจเก่ากล่าวคือ เป็นแต่เพียงลดอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ สร้างสถาบันรัฐสภา และพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยขึ้น กองทัพ ระบบราชการและระบบกรรมสิทธิ์ยังคงมีลักษณะเช่นเดิม
         เพื่อให้เห็นภาพโดยรวม ผมขอนำเหตุการณ์ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.๒๔๗๕ มาบันทึกไว้เพื่อให้เห็นสถานการณ์โดยรอบด้านในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ..
กล่าวคือ.. หลังจากคณะราษฎร์ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และกราบบังคมทูลขอให้เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่ประสงค์ให้เสียเลือดเนื้อและความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎร์ และได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
201062_44499 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะราษฎร์จะมีพระราชประสงค์และจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำของคณะราษฎร์ทั้งหมด โดยเฉพาะการออกกฎหมายป้องกันและรักษารัฐธรรมนูญ การตั้งศาลพิเศษตามกฎหมายดังกล่าว และการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สอง ซึ่งทรงเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ประกอบกับทรงมีปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวกับสายพระเนตรเสื่อมทรุดลงเรื่อย จึงมีพระราชวินิจฉัยเด็ดขาดที่จะเสด็จต่างประเทศเพื่อผ่าตัดพระเนตร และตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗ และประทับอยู่ที่ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์ อันเป็นเขตชนบทชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยปัจจุบันเมื่อวันที่วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔ โดยที่ไม่มีโอกาสได้เสด็จนิวัตกลับราชอาณาจักรไทยอีกเลย
มีการถวายพระเพลิงศพหลังจากสวรรคตได้ ๔ วัน ณ ฌาปณสถานโกลด์เดอร์สกรีน เหนืองกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นับเป็นงานพระบรมศพที่เรียบง่ายที่สุดนับแต่มีชาติไทยมา ไม่มีพระเมรุมาศ ไม่มีเสียงประโคมย่ำยาม ไม่มีแม้แต่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม สิริพระชนมายุได้ ๔๗ พรรษาเศษ อยู่ในสิริราชสมบัติเพียง ๙ ปี
ก่อนเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชหัตถเลขาประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ มีใจความสำคัญที่คนไทยควรจดจำไว้เป็นนิรันดร์..
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร..”

 

[๒๒] สยามเสียดินแดนอีก

เมื่อฝรั่งเศสกับประเทศสยามพิพาทกันจนสยามเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง เมื่อปี ๑๘๙๓(๒๔๓๖) เพื่อบังคับให้สยามปฏิบัติตามสัญญานั้นให้ถูกต้องและครบถ้วน ฝรั่งเศสได้เข้ายึดเอาจังหวัดจันทบุรีที่อยู่ติดเขตแดนเขมรด้านทะเลไว้เป็นประกัน โดยใช้กำลังพล ๖๐๐ นาย เป็นทหารฝรั่งเศส ๖๐ ที่เหลือเป็นเวียดนาม

ตอนที่ฝรั่งเศสยึดจันทบุรี กองทหารเรือของสยามที่ประจำอยู่ที่จันทบุรีและแหลมสิงห์ย้ายไปอยู่เมืองขลุง ส่วนเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองยังประจำอยู่ที่เดิม ภายใต้การบังคับบัญชาของฝรั่งเศสยาวนานถึง ๑๐ ปี

20101020_19023

เจ้าศรีสว่างวงศ์ ขณะว่าราชการในพระราชวังหลวงพระบาง

ั    ในระยะเวลา ๑๐ ปี สยามพยายามปฏิบัติตามสัญญาอย่างเคร่งครัดเพื่อให้ฝรั่งเศสถอนออกจากจันทบุรี สุดท้ายฝรั่งเศสยอมถอน แต่ได้แก้ไขอนุสัญญาอันเป็นการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ฝรั่งเศสอีกจนได้

ตามอนุสัญญาฉบับนี้ ทำให้แผ่นดินสยามเปลี่ยนรูปร่างออกไปอีก สัญญาเขียนว่า

ข้อ ๑ เขตแดนระหว่างสยามกับกัมพูชา

เขตแดนระหว่างสยามกับประเทศเขมรนั้น ตั้งแต่ปากคลองกระพง ทะลุฝั่งทะเลสาบ (หมายถึงโตนเลสาบ : ผู้เขียน) เป็นเขตแดนที่ตรงกับทิศตะวันออกไปจนถึงคลองกำปงจาม จากนี้ต่อไปทางเหนือเป็นเส้นตรงขึ้นไปถึงภูเขาปันน้ำ ในระหว่างดินแดนน้ำไหลตกน้ำเสนและดินแดนน้ำไหลตกน้ำยม ฝ่ายหนึ่ง ถึงภูผาด่าง แล้วต่อเนื่องไปทางตะวันออก ตามแนวสันภูนี้จนถึงลำน้ำยม จากจุดบรรจบนี้ไปแม่น้ำยม เป็นเขตแดนของประเทศสยาม

20101020_19257

เจ้ายุติธรรมธร (ยุติทัมมะทอน) เจ้าผู้ครองนครจำปาสัก ภาพลายเส้นสมัย ๑๘๘๓(๒๔๒๖)      

ข้อ ๒ เขตแดนระหว่างหลวงพระบาง

ฝ่ายเขตแดนระหว่างเมืองหลวงพระบางทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงและเมืองพิชัยกับเมืองน่านนั้น ตั้งแต่ปากน้ำเหืองจนถึงแยกปากน้ำเลย ขึ้นไปตามลำน้ำตาม จนถึงยอดภูปันน้ำตรงไปจุดหนึ่งของภูเขาแดนดิน ตั้งแต่จุดนี้ เขตแดนต่อเนื่องขึ้นไปทางทิศเหนือ ตามแนวสันภูเขาปันน้ำ ในระหว่างดินแดนน้ำไหลตกแม่น้ำโขง และน้ำไหลตกแม่น้ำเจ้าพระยา จนถึงยอดน้ำคอบแล้วมีเขตแดนต่อเนื่องตามลำน้ำคอบจนประจวบกับแม่น้ำโขง

ข้อ ๓ กำหนดเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส

จะได้กำหนดเขตแดนระหว่างประเทศสยามกับดินแดนของอินโดจีนฝรั่งเศส รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ทำสนธิสัญญากันนี้ ต่างจะตั้งข้าหลวงผลัดกันไปทำการกำหนดเขตแดนนี้ การกำหนดเขตแดนนี้ จะทำตามเขตแดนที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๑ และข้อ ๒ รวมทั้งในดินแดนที่อยู่ในทะเลสาบและท้องทะเลด้วย

เพื่ออำนวยความสะดวกยิ่งขึ้นให้แก่ข้าหลวงผสม และเพื่อหลีกเลี่ยงความยุ่งยากอันอาจจะเกิดขึ้นได้ต่างๆ นานาในการกำหนดเส้นเขตแดนซึ่งอยู่ระหว่างทะเลสาบและท้องทะเลนั้น ก่อนที่จะตั้งข้าหลวงผสม รัฐบาลทั้งสองฝ่ายจะต้องตกลงกันก่อนว่าจะกำหนดจุดสำคัญจุดใดซึ่งเป็นเขตแดนที่จรดทะเล แล้วจะได้ตั้งข้าหลวงผสม และข้าหลวงผสมนี้จะต้องเริ่มต้นทำงานภายใน ๔ เดือน นับแต่วันรับอนุญาตใช้หนังสือสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นต้นไป

ข้อ ๔ รัฐบาลสยามยอมสละอำนาจในนครหลวงพระบาง

รัฐบาลสยามเสียอำนาจซึ่งเป็นเจ้าของดินแดนเมืองหลวงพระบางที่อยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง เรือค้าขาย และแพไม้ ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของคนไทย มีสิทธิ์ที่จะล่องขึ้นลงได้โดยสะดวก ปราศจากการขัดขวางในลำน้ำโขง ซึ่งไหลตลอดในที่ดินแขวงเมืองหลวงพระบาง

ข้อ ๕ ความตกลง

เมื่อได้ตกลงตามข้อความซึ่งได้กล่าวแล้วในข้อ ๓ ตอนที่ ๒ ว่าด้วยการกำหนดเขตแดนในระหว่างทะเลสาบและทะเลแล้ว และเมื่อรัฐบาลสยามได้แจ้งความให้พนักงานฝรั่งเศสทราบเป็นทางการว่าดินแดนที่กำหนดไว้ทางทิศตะวันออกใน ข้อ ๑ และข้อ ๒ ว่าเจ้าพนักงานฝรั่งเศสจะรับเอาได้เมื่อใด และที่ (ฝรั่งเศส) ตั้งอยู่ในเมืองจันทบุรีชั่วคราว ตามหนังสือสนธิสัญญาลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๑๘๙๓(๒๔๓๖) ฝรั่งเศสจะถอนออกไปทันที

ข้อ ๖ การกำจัดกำลังรบ

สัญญาข้อ ๔  ในหนังสือสนธิสัญญาลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๑๘๙๓ (๒๔๓๖) นั้น เป็นอันยกเลิก เปลี่ยนเป็นข้อสัญญาตามความต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทรงสัญญาว่า พลทหารที่ได้ส่งไป หรือจะให้ตั้งประจำอยู่ใต้บังคับบัญชานายทหารชาติไทยเสมอไป ยกเว้นอย่างเดียวจากสนธิสัญญานี้ โดยให้เป็นประโยชน์แก่ตำรวจภูธรไทย ซึ่งนายทหารชาติเดนมาร์คเป็นผู้บังคับบัญชาอยู่ขณะนี้ ถ้ารัฐบาลสยามปรารถนาจะเปลี่ยนนายทหารเหล่านี้ให้เป็นทหารของชาติอื่น รัฐบาลสยามจะต้องปรึกษาให้ตกลงกับรัฐบาลฝรั่งเศสก่อน

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวกับเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และศรีโสภณนั้น รัฐบาลสยามสัญญาจะให้มีพลตระเวนซึ่งต้องการสำหรับรักษาความสงบเรียบร้อย คนที่จะให้เป็นพลตระเวนนี้ให้เกณฑ์เอาจำเพาะชาวพื้นเมืองในที่นั้น

ข้อ ๗ การสร้างทางคมนาคม

หากการณ์ภายหน้ารัฐบาลสยามปรารถนาจะสร้างท่าเรือ คลอง ทางรถไฟที่จะให้เป็นเส้นทางติดต่อกับกรุงเทพฯ ไปถึงที่ใดก็ตาม โดยเฉพาะในแคว้นลุ่มแม่น้ำโขง แม้นจะเป็นทุนของรัฐบาลสยาม และโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ไทยโดยลำพังก็ดี จะต้องได้รับการปรึกษาตกลงกับรัฐบาลฝรั่งเศสก่อน รวมทั้งการที่จะทำให้กิจการต่างๆ ดังกล่าวเป็นผลประโยชน์ขึ้น

ในการที่จะใช้ท่าเรือ คลอง ทางรถไฟ ภายในแคว้นที่แม่น้ำโขงไหลตกของประเทศสยามก็ดี เป็นอันเข้าใจว่าจะไม่ตั้งพิกัดอัตราการเก็บเงินให้ต่างกัน โดยให้เป็นการผิดไปจากหลักฐาน ซึ่งจะต้องทำให้เสมอกันในการค้าตามสนธิสัญญาต่างๆ ที่สยามลงนามไว้

ข้อ ๘ การเดินเรือ

เพื่อจะให้สำเร็จไปตามความข้อ ๖ ของสนธิสัญญาใหม่ ลงวันที่ ๓ ตุลาคม ๑๘๙๓ (๒๔๓๖) นั้น รัฐบาลสยามจะอนุญาตที่ดินเป็นขนาดกว้างยาวตามที่ได้กำหนดให้แก่รัฐบาลฝรั่งเศส ณ ที่ต่างๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง คือเชียงคาน หนองคาย สมัยบุรี(ปัจจุบันเรียกชัยบุรี) ที่ปากน้ำก่ำ (ฝั่งขวาและฝั่งซ้าย) มุกดาหาร เขมราฐ และที่บ้านด่านปากมูน(ปัจจุบันคืออำเภอโขงเจียม) รัฐบาลทั้งสองจะได้ตกลงกัน จัดแจงเอาออกเสียซึ่งสิ่งกีดขวางไม่ให้เดินเรือได้สะดวกในร่องแม่น้ำมูนตอนที่อยู่ระหว่างพิบูลกับแม่น้ำโขง รัฐบาลทั้งสองจะตกลงด้วยกันว่าในระหว่างนครจำปาสักกับเขตแดนหลวงพระบาง ดังที่ได้กำหนดไว้ในข้อ ๒ ของหนังสือสนธิสัญญาฉบับนี้ จะได้มีทางรถไฟขึ้นใช้แทนการเดินเรือที่ไม่สะดวกในร่องแม่น้ำโขงถ้ายอมรับกันว่าเป็นที่ต้องการ

ข้อ ๙ ทางรถไฟระหว่างพนมเปญกับพระตะบอง

ตั้งแต่บัดนี้ไป รัฐบาลทั้งสองได้ตกลงกันแล้วว่าจะช่วยให้มีทางรถไฟตั้งแต่เมืองพนมเปญไปถึงเมืองพระตะบองให้ได้โดยสะดวก การก่อสร้าง และการที่จะทำให้เกิดผลประโยชน์ขึ้นนั้น รัฐบาลทั้งสองจะทำเองโดยลำพัง ส่วนการก่อสร้างในที่ดินของรัฐบาลใด รัฐบาลนั้นทำ หรือรัฐบาลทั้งสองจะยินยอมพร้อมใจกันให้บริษัทไทยผสมกับบริษัทฝรั่งเศสก็ทำได้

รัฐบาลทั้งสองเห็นด้วยกันแล้วว่าเป็นการจำเป็นที่จะทำการ เพื่อที่จะให้ทางน้ำในลำคลองเมืองพระตะบอง ในระหว่างทะเลสาบกับเมืองนั้นดียิ่งขึ้น เมื่อเป็นดั่งนี้รัฐบาลฝรั่งเศสพร้อมที่จะให้เอเย่นซ์ที่เป็นช่างซึ่งรัฐบาลสยามต้องใช้ ทั้งสำหรับจะทำการรักษาที่เหล่านี้ด้วย

ข้อ ๑๐ การรับคนในบังคับฝรั่งเศส

รัฐบาลสยามยอมรับชื่อคนในบังคับฝรั่งเศสเหมือนกับที่มีอยู่แล้วเดี๋ยวนี้ ยกเว้นเสียแต่คนจำพวกที่ได้ยอมกันทั้งสองฝ่ายว่า ได้เข้าจดทะเบียนอยู่ในรายชื่อนั้น โดยเหตุอันไม่ชอบธรรมซึ่งเจ้าพนักงานฝรั่งเศสจะได้ส่งสำเนารายชื่อเหล่านั้นให้แก่เจ้าพนักงานไทย

บุตรหลานของคนในบังคับซึ่งเข้าอยู่ภายใต้อำนาจศาลฝรั่งเศสนี้ ไม่มีอำนาจที่จะอ้างชื่อเข้าสังกัดในทะเบียนได้ ถ้าหากคนเหล่านี้ไม่ใช่บุคคลอยู่ในจำพวกซึ่งได้กำหนดไว้ในข้อสนธิสัญญาอันต่อจากข้อความนี้ไปในหนังสืออนุสัญญาฉบับนั้น

ข้อ ๑๑ คนกำเนิดในเอเชีย

คนกำเนิดในเอเชียซึ่งเกิดในดินแดนภายใต้อำนาจการปกครองของฝรั่งเศส หรือที่อยู่ในดินแดนซึ่งอยู่ในความป้องกันของประเทศฝรั่งเศส มีอำนาจที่จะรับเอาความป้องกันของฝรั่งเศส

ความป้องกันของฝรั่งเศสจะมีไปถึงบุตรและภริยาของคนเหล่านั้น แต่จะไม่มีต่อไปถึงชั่วหลานเหลนของคนเหล่านั้นด้วย

ข้อ ๑๒ อำนาจศาล

ในการที่เกี่ยวข้องอำนาจศาล ซึ่งแต่นี้เป็นต้นไปชนชาติฝรั่งเศสและในบังคับฝรั่งเศส ซึ่งอยู่ในประเทศสยาม จะต้องเข้าอยู่ใต้บังคับโดยไม่มีข้อยกเว้นเลย รัฐบาลทั้งสองได้ตกลงกันทำข้อสนธิสัญญาดังที่จะกล่าวต่อไปนี้ ขึ้นใช้แทนข้อสนธิสัญญาที่มีอยู่แต่ก่อนคือ

(๑) ความอาญา คนฝรั่งเศสหรือคนในบังคับของฝรั่งเศสเท่านั้น

(๒) ความแพ่ง คดีทั้งปวงที่คนไทยเป็นโจทก์ฟ้องร้องคนฝรั่งเศส หรือคนในบังคับของฝรั่งเศส จะต้องฟ้องร้องต่อศาลกงสุลฝรั่งเศส

คดีทั้งปวงที่คนไทยเป็นจำเลย ศาลไทยสำหรับพิจารณาคดีต่างประเทศ ซึ่งได้ตั้งไว้ ณ กรุงเทพฯ จะพิจารณาตัดสิน ยกเว้นเสียแต่ที่ในเชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน น่าน ความอาญาและความแพ่งทั้งปวงซึ่งอยู่ในบังคับฝรั่งเศส มีคดีศาลต่างประเทศ ไทยจะพิจารณาตัดสิน

แต่เป็นการเข้าใจกันว่าในคดีความทั้งปวงแล้ว กงสุลฝรั่งเศสมีอำนาจที่จะไปอยู่ศาลเมื่อเวลาพิจารณาคดี หรือจะให้ผู้แทนผู้หนึ่งซึ่งได้รับมอบอำนาจตามสมควร แล้วไปอยู่ที่ศาลในเวลาพิจารณาคดี และเมื่อเห็นว่าเป็นการสมควรแก่ผลประโยชน์ของความยุติธรรม จะแนะนำหรือทักท้วงได้ทุกอย่าง

ในคดีความซึ่งคนฝรั่งเศสหรือคนในบังคับฝรั่งเศสตกเป็นจำเลย ถ้าในระหว่างการพิจารณาคดี กงสุลฝรั่งเศสเห็นเป็นเวลาสมควรที่จะขอถอนคดีความนั้นออกเสีย โดยทำหนังสือขอไปเมื่อใดก็ได้  คดีความนี้ก็ต้องส่งไปยังศาลกงสุลฝรั่งเศส หลังจากนั้น (ศาลกงสุลฝรั่งเศส) จะพิจารณาคดีความนั้นได้โดยลำพัง และเจ้าพนักงานไทยจะสงเคราะห์ช่วยธุระศาลนั้นด้วย

การอุทธรณ์ต่อคำตัดสิน ทั้งของศาลสำหรับคดีความต่างๆ ก็ดี ของศาลต่างประเทศสำหรับมณฑลทั้ง ๔ ที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นก็ดี จะไปฟ้องอุทธรณ์คดีที่ศาลอุทธรณ์ กรุงเทพฯ

ข้อ ๑๓ คนในบังคับสยาม

คนในสยามในกาลภายหน้า เรื่องการที่ชาวเอเชียซึ่งไม่ได้เกิดในดินแดนที่อยู่ในอำนาจ หรือดินแดนที่อยู่ในความป้องกันของฝรั่งเศส หรือผู้ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนสัญชาติโดยถูกต้องตามกฎหมายที่จะเข้าเป็นคนในความป้องกันของฝรั่งเศส รัฐบาลฝรั่งเศสจะได้รับอนุญาตเท่ากันกับอำนาจซึ่งประเทศสยามจะยอมให้แก่ประเทศหนึ่งประเทศใดในกาลภายหน้า

ข้อ ๑๔ อนุสนธิสัญญา

ข้อความทั้งหลายที่มีอยู่ในสนธิสัญญา อนุสัญญา และสนธิสัญญาทั้งปวงแต่ก่อน มาในระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศส ในอนุสนธิสัญญาฉบับนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลง ยังคงใช้ได้อยู่โดยสมบูรณ์

ข้อ ๑๕ ภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก

ถ้าเกิดความขัดแย้งในการตีความของสนธิสัญญา ซึ่งได้จัดทำเป็นภาษาฝรั่งเศส และภาษาไทยนี้ ภาษาฝรั่งเศสจะเป็นหลักแต่ฝ่ายเดียว

ข้อ ๑๖ สิทธิในการถอนคดี

หนังสือสัญญานี้จะต้องมีอนุญาตภายในกำหนด ๔ เดือน ตั้งแต่วันที่ได้ลงนาม หรือเร็วกว่านั้นหากทำได้ รวมความว่าสนธิสัญญาปี ค.ศ.๑๙๐๓(พ.ศ.๒๔๔๖) นี้ นับเป็นสนธิสัญญาฉบับแรกที่ฝ่ายฝรั่งเศสได้ให้สิทธิแก่ฝ่ายไทย

เมื่อได้ลงนามกันในสัญญาฉบับนี้ (วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๐๓) แล้ว ฝรั่งเศสก็ถอนออกจากเมืองจันทบุรี แต่ได้ไปยึดเอาจังหวัดตราด และหมู่เกาะต่างๆ ในทะเลไว้อีก และโดยสนธิสัญญาฉบับนี้ ทำให้ฝรั่งเศสได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขง อันเป็นอาณาเขตของนครจำปาสักและหลวงพระบาง พื้นที่รวมกันประมาณ ๑๒,๕๐๐ ตารางกิโลเมตร

        เมื่อได้ดินแดนดังกล่าวแล้ว ฝรั่งเศสกับอังกฤษได้ประกาศข้อตกลงกันอีกฉบับหนึ่ง เมื่อวันที่ ๘ เมษายน ๑๙๐๔ (๒๔๔๗) ยืนยันอนุสัญญาระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสฉบับ แรกที่ได้ลงนามกันเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม ๑๘๙๖ (๒๔๓๙) ๘ ปีก่อนหน้านั้น

สิ่งที่จักรวรรดินิยมทั้งสองตกลงกันคือ ฝรั่งเศสจะต้องรับรองเขตอิทธิพลของอังกฤษในดินแดนสยามฝั่งตะวันตกของร่องแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมกันนั้นอังกฤษก็จะต้องรับรองเขตอิทธิพลของฝรั่งเศสในดินแดนสยามทางด้านตะวันออก และตะวันออกเฉียงใต้ของแม่น้ำเจ้าพระยา พร้อมทั้งเกาะแก่งให้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของฝรั่งเศสนับแต่บัดนั้นเป็นต้นไป ในทำนองเดียวกันดินแดนของสยามทางด้านตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา และตะวันตกอ่าวสยาม (อ่าวไทย) ทั้งหมด รวมทั้งแหลมมลายูและหมู่เกาะทั้งหลาย ก็ต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอังกฤษ

นอกจากนี้จักรวรรดินิยมยุโรปทั้งสองยังได้ตกลงกันที่จะป้องกันเอกราชของราชอาณาจักรสยาม คือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะต้องไม่ยึดเอาดินแดนของสยามตอนหนึ่งตอนใดเพิ่มเติมเข้ากับดินแดนของตนอีก

ตามข้อตกลงนี้ ฝรั่งเศสจะไม่ถือเอาประโยชน์เพิ่มขึ้นกว่าที่ได้รับอยู่แล้ว เว้นแต่การปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศสที่มีต่อกันตั้งแต่กาลก่อน

ตอนที่ฝรั่งเศสได้ดินแดนเขมรมาอยู่ในอำนาจของตนนั้น หัวเมืองสำคัญของเขมร ๔ เมือง คือเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ เมืองพนมสก และเมืองศรีโสภณ ยังเป็นของสยามอยู่ เมืองทั้ง ๔ นี้มีพื้นที่กว้างขวางและอุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาตินานาประการ ฝรั่งเศสจึงอยากได้มารวมกันกับประเทศเขมรที่ได้แล้ว ดังนั้นฝรั่งเศสกับสยามจึงตกลงทำสัญญากันอีกฉบับหนึ่งในปี ค.ศ.๑๙๐๗ (๒๔๕๐)

โดยฝรั่งเศสขอเอาเมืองด่านซ้าย ซึ่งเป็นอาณาเขตของหลวงพระบางทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง แลกเปลี่ยนกับหัวเมืองเขมร ๔ เมืองที่สยามปกครองอยู่ และฝรั่งเศสได้มอบเกาะแก่งต่างๆ ในทะเลที่อยู่ใต้แหลมสิงห์ลงไปให้แก่สยาม พร้อมทั้งเลิกยึดครองจังหวัดตราดด้วย

ประวัติศาสตร์ตรงนี้ได้ไขข้อข้องใจของผมที่มีมานมนานแล้ว ว่าทำไมคนเมืองเลย รวมถึงด่านซ้ายด้วย จึงมีสำเนียงพูดอย่างชาวนครหลวงพระบาง แท้แล้วเมื่อก่อนอยู่ในพระราชอาณาเขตของหลวงพระบางนี่เอง! 

        เพื่อให้ปรากฏเป็นข้อมูลประวัติศาสตร์ ผมขอถ่ายทอดหนังสือสัญญาต่างๆ ที่ เกี่ยวเนื่องกับการแลกเปลี่ยนดินแดนหนนั้นไว้โดยละเอียดสักหน่อย

ปริวรรตจากภาษาลาวปัจจุบัน

หนังสือสัญญาระหว่างระหว่างสยามและฝรั่งเศส

ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ค.ศ.๑๙๐๗ (๒๔๕๐)

ด้วยเมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๐๗ (๒๔๕๐) หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ อัครราชทูตพิเศษผู้มีอำนาจเต็ม กับ ม.ปิชอง เสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายฝรั่งเศส ได้แลกเปลี่ยนสัตยาบรรณหนังสือสัญญาต่อกันสำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว มีข้อความต่อไปนี้

พระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม กับประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส อาศัยเหตุการณ์อันมีขึ้นเมื่อทำการปักปันเขตแดน เพื่อให้เป็นไปตามความในหนังสือสัญญาฉบับลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ.๑๙๐๓ (พ.ศ.๒๔๔๖) นั้น มีความประสงค์จะแบ่งปันเขตแดนสยามที่ติดต่อกันกับเขตแดนฝรั่งเศสให้แล้วเสร็จเป็นครั้งที่สุด โดยต่างฝ่ายต่างผ่อนผันแลกเปลี่ยนเขตแดนต่อกัน ประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่ง มีความ ประสงค์ที่จะให้สัมพันธไมตรีระหว่างสองประเทศสะดวกดียิ่งขึ้น โดยแก้ไขระเบียบวิธี ที่ว่าด้วยอำนาจศาลให้เป็นแบบเดียวกัน และให้คนในป้องกันของฝรั่งเศสที่อยู่ในกรุงสยามมีกรรมสิทธิ์มากขึ้น จึงได้ตกลงทำสัญญาใหม่ฉบับหนึ่ง แล้วได้แต่งตั้งผู้มีอำนาจเต็มสำหรับการทำสัญญานี้ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามนั้น พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงเทววงศ์วโรปการ คณาภยันดรมหาจักรี กรังออฟฟิสเซอร์ เลชงดอนเนอร์ เสนาบดีต่างประเทศ ฝ่ายหนึ่ง

ฝ่ายเปรสิดังแห่งเรปุบบริกฝรั่งเศส(ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฝรั่งเศส)นั้น  ม.วิคเตอเอมิลมาริโย เชฟคอลแลง (เดอปรังชี) อัครราชทูตพิเศษผู้มีอำนาจเต็มแห่งเรปุบบลิกฝรั่งเศส ตราออฟฟิเซอเรซี องดอนเนอร์ และสตรุกชองปุบลิก อีกฝ่ายหนึ่ง

ต่างได้รับหนังสือมอบอำนาจด้วยกันทั้งสองฝ่าย ที่ได้ตรวจสอบความถูกต้องตามแบบอย่าง จึงได้ตกลงทำสัญญาดังมีข้อความต่อไปนี้

ข้อ ๑ รัฐบาลสยามยอมยกดินแดนเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ กับเมืองศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศส ตามกำหนดเขตแดนที่ว่าไว้ใน ข้อ ๑ ของสัญญาว่าด้วยการปักปัน

เขตแดนซึ่งต่อท้ายหนังสือนี้

ข้อ ๒ รัฐบาลฝรั่งเศสยอมยกดินแดนเมืองด่านซ้ายและเมืองตราด กับเกาะดอน ทั้งหลายซึ่งอยู่ใต้แหลมสิงห์ ไปจนถึงเกาะกูดนั้นให้แก่สยาม ตามกำหนดเขตแดนที่ว่าไว้ใน ข้อ ๒ ของสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนดังกล่าวแล้ว

ข้อ ๓ การที่จะส่งมอบดินแดนเหล่านี้ซึ่งกันและกัน จะกระทำให้สำเร็จภายใน ๒๐ วัน นับแต่วันที่ได้แลกเปลี่ยนสัตยาบรรณสัญญา

ข้อ ๔ คณะกรรมการร่วมกันกองหนึ่ง มีนายทหารและพนักงานฝ่ายไทยและฝ่ายฝรั่งเศส จะตั้งขึ้นภายใน ๔ เดือนนับแต่วันแลกเปลี่ยนสัตยาบรรณสัญญานี้แล้ว และให้ไปปักปันเขตแดนทั้งปวงที่ตกลงกันใหม่นี้ กรรมการนี้จะได้ลงมือปักปันในฤดูที่จะทำการได้ทันที และให้ทำการตามความที่กำหนดของสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดนซึ่งต่อท้ายหนังสือนี้

ข้อ ๕ บรรดาชาวเอเชียซึ่งอยู่ในบังคับหรือการป้องกันของฝรั่งเศส ผู้ซึ่งมีรายชื่ออยู่ในบัญชีตามข้อ ๑๑ ในหนังสือสัญญาลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๐๓ (๒๔๔๖) ถ้าเป็นคนที่จดบัญชีรายชื่อในที่ว่าการกงสุลฝรั่งเศสในกรุงสยาม ภายหลังที่ได้ลงนามในสัญญาฉบับนี้แล้ว จะต้องอยู่ในอำนาจศาลฝ่ายสยามตามธรรมเนียมของบ้านเมือง

อำนาจศาลคดีต่างประเทศสยาม ตามข้อ ๑๒ ในหนังสือสัญญาลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ๑๙๐๓(๒๔๔๖) จะต้องผ่อนผันใช้ตามสัญญาว่าด้วยอำนาจศาลที่ต่อท้ายหนังสือสัญญานี้ ให้ขยายใช้ทั่วไปทั้งกรุงสยาม สำหรับชนชาติเอเชียซึ่งอยู่ในบังคับหรืออยู่ในการป้องกันของฝรั่งเศสที่ว่าไว้ในข้อ ๑๐ และข้อ ๑๑ ของสัญญาเก่าที่กล่าวมาแล้ว และเป็นคนที่มีรายชื่อในที่ว่าการกงสุลฝรั่งเศสในปัจจุบันนี้

ระเบียบวิธีอำนาจศาลอย่างนี้ จะเลิกใช้ คือจะเปลี่ยนอำนาจศาลคดีต่างประเทศ ไปเป็นอำนาจฝ่ายศาลสยามตามธรรมเนียมของบ้านเมือง เมื่อได้ประกาศใช้กฎหมายประมวลลักษณะอาญาหรือโทษ กฎหมายลักษณะแพ่งและการค้า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายลักษณะการจัดตั้งศาล

ข้อ ๖ คนชาติเอเชียที่อยู่ในบังคับหรือการป้องกันของฝรั่งเศสจะมีกรรมสิทธิ์เหมือนคนพื้นเมืองตลอดทั่วกรุงสยาม คือสิทธิในการถือครองที่ดิน กรรมสิทธิ์ในการที่จะอยู่อาศัยหรือสัญจรไปแห่งใดก็ได้ ไม่มีข้อกำหนดห้าม

คนเหล่านี้จะต้องเสียภาษีอากรและส่วย หรือเกณฑ์เข้ารับราชการตามธรรมเนียม แต่จะได้ยกเว้นจากการเกณฑ์เป็นทหาร และไม่ต้องเสียภาษีค่าแรงงานแทนการเกณฑ์เป็นการพิเศษขึ้นอีก

ข้อ ๗ ข้อความทั้งปวงในหนังสือสัญญาใหญ่น้อยที่มีอยู่แต่กาลก่อนระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศสซึ่งไม่ได้แก้ไขไว้ในหนังสือนี้ ต้องคงไว้เต็มตามเดิม

ข้อ ๘ ถ้ามีความขัดแย้งในการตีความในหนังสือสัญญานี้ ที่ได้ทำไว้ทั้งภาษาไทย และภาษาฝรั่งเศสนั้น ให้ใช้ฉบับภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก

ข้อ ๙ หนังสือสัญญานี้จะต้องให้สัตยาบรรณภายในกำหนด ๔ เดือน นับแต่วันที่ได้ลงชื่อ หรือก่อนกำหนดนั้นถ้าทำได้

ผู้มีอำนาจเต็มทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อและประทับตราไว้เป็นสำคัญ กระทำอย่างละ ๒ ฉบับ ณ กรุงเทพพระมหานคร วันที่ ๒๓ มีนาคม คริสต์ศักราช ๑๙๐๗ (๒๔๕๐)

(ประทับตราและลายพระหัตถ์)      เทววงศ์วโรปการ

               (ประทับตราและเซ็น)         วี. คอลแลง(เดอปลังชี)

       ผมจะนำรายละเอียดมาถ่ายทอดไว้ให้ปรากฏ แต่ค่อยๆ อ่านนะครับ เพราะบางถ้อยคำสำนวนค่อนข้างเข้าใจยาก เนื่องจากปริวรรตมาจากภาษาลาว และเข้าใจว่าลาวคงแปลมาจากภาษาฝรั่งเศสอีกที

สัญญาต่อท้ายสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดน

ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ค.ศ.๑๙๐๗ (๒๔๕๐)

เพื่อประโยชน์ที่จะได้กรรมการตามข้อ ๔ ของหนังสือสัญญาลงวันที่วันนี้ จัดการปักปันเขตแดนให้สะดวกดี และเพื่อไม่ให้เกิดข้อขัดข้องขึ้นในการปักปันเขตแดนนี้ รัฐบาลของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามกับรัฐบาลของรีปุบลิกฝรั่งเศสจึงได้ยินยอมตกลงกัน ตามความที่จะกล่าวต่อไปนี้

ข้อ ๑ เขตแดนระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศส ตั้งแต่ชายฝั่งทะเลที่ตรงกันข้ามกับยอดภูเขาสูงที่สุดของเกาะกูดเป็นหลักแล้ว จากนี้ไปทางตะวันออกเฉียงเหนือถึงสันภูพนมกระวาน และเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าถึงจะมีเหตุการณ์อย่างใดๆ ก็ดี ฟากสันภูเหล่านี้ทางทิศตะวันออก รวมทั้งลุ่มน้ำลำคลองเกาะปอนำนั้น ต้องคงไว้เป็นดินแดนฝ่ายอินโดจีนฝรั่งเศส และเขตแดนต่อไปตามสันภูพนมกระวานทางทิศเหนือ จนถึงภูพนมมณฑลซึ่งเป็นภูเขาใหญ่ แม่น้ำทั้งหลายระหว่างแม่น้ำที่ไหลตกอ่าวสยาม ฝ่ายหนึ่ง กับแม่น้ำที่ไหลตกทะเลสาบ (โตนเลสาบ : ผู้เขียน) อีกฝ่ายหนึ่ง ตั้งแต่ภูพนมมณฑลนี้ เขตแดนไปทางทิศพายัพ แล้วจึงไปตามทิศเหนือ ตามเขตแดนซึ่งเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ คือระหว่างเมืองพระตะบอง ฝ่ายหนึ่ง กับเมืองจันทบุรีกับเมืองตราดอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วต่อไปจนถึงเขตแดนนี้ ข้ามแม่น้ำไส ตั้งแต่นี้ต่อไปตามลำน้ำนี้จนถึงปากน้ำที่ต่อเชื่อมกับลำน้ำศรีโสภณ และตามลำน้ำศรีโสภณต่อไปจนถึงที่แห่งหนึ่งในลำน้ำนี้ ประมาณ ๑๐ กิโลเมตร หรือ ๒๕๐ เส้น ใต้เมืองอะรมณ์ ตั้งแต่ที่นี้ตัดตรงไปจนถึงเขตดงเล็ก ตรงระหว่างกลางทางช่องภูเขาทั้งสองที่เรียกว่าช่องตะโก หรือช่องสะเม็ด แต่ได้เป็นที่เข้าใจกันว่า เส้นเขตแดนที่กล่าวมาที่สุดนี้ จะต้องปักปันกันให้มีทางเดินตรงระหว่างเมืองอารมณ์กับช่องตะโก คงไว้ในเขตของกรุงสยาม ตั้งแต่ภูดงเล็กที่กล่าวมาแล้วแต่ข้างต้นนั้น เขตแดนต่อไปตามสันปันน้ำที่ ไหลตกทะเลสาบและแม่น้ำโขงฝ่ายหนึ่ง กับที่ไหลตกแม่น้ำมูนฝ่ายหนึ่ง แล้วต่อไปจนไหลตกแม่น้ำโขงอีกฝ่ายหนึ่ง กับที่ไหลตกลำน้ำมูนอีกฝ่ายหนึ่ง แล้วต่อไปจนตกแม่น้ำโขงใต้ปากมูน ตรงปากห้วยโดน ตามเส้นเขตแดนที่กรรมการปักปันเขตแดนครั้งก่อนได้ตกลงกันแล้ว เมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม ๑๙๐๗ (๒๔๕๐)

(ได้เขียนแผนที่ประกอบต่อท้ายสัญญานี้)

ข้อ ๒ เขตแดนเมืองหลวงพระบางนั้น ตั้งแต่ข้างทิศใต้ลำแม่น้ำโขงที่ปากแม่น้ำเหืองแล้วต่อไปตามกลางลำน้ำเหืองนี้ จนถึงต้นแม่น้ำเหืองที่เรียกว่าเหมี้ยง ต่อนี้เขตแดนไปตามสันปันน้ำไหลตกแม่น้ำโขงฝ่ายหนึ่งกับแม่น้ำเจ้าพระยาอีกฝ่ายหนึ่ง จนถึงแก้งผาไดในลำน้ำโขงตามเส้นเขตแดนที่กรรมการปักปันเขตแดนครั้งก่อนได้ตกลงกันแล้ว เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม ๑๙๐๖ (๒๔๔๙)

ข้อ ๓ กรรมการปักปันเขตแดนที่กล่าวไว้ในข้อ ๔ ของหนังสือสัญญาลงวันที่วันนี้ จะต้องทำการปักปันหมายเขตลงไว้ในพื้นที่ตามเขตแดนที่กล่าวไว้ในข้อ ๑

ถ้าในเวลาที่ไปทำการปักปันเขตแดนกันอยู่นั้น รัฐบาลฝรั่งเศสมีความประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นพรมแดนใหม่ เพื่อจะให้เป็นไปตามลักษณะภูมิประเทศ แทนเส้นพรมแดนที่ได้ตกลงยินยอมไว้นี้แล้ว การที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไขกันนั้น ถึงแม้นว่าจะเกิดมีเหตุการณ์อย่างใดๆ ก็ดี จะต้องกระทำมิให้เป็นที่ล่วงล้ำเสียประโยชน์ทางฝ่ายรัฐบาลสยามด้วย

สัญญานี้ ผู้มีอำนาจเต็มทั้งสองฝ่ายได้ลงชื่อประทับตราไว้เป็นสำคัญอย่างละ ๒ ฉบับ

ณ กรุงเทพพระมหานคร วันที่ ๒๓ มีนาคม คริสต์ศักราช ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐)

(ประทับตราและลายพระหัตถ์)      เทววงศ์วโรปการ

(ประทับตราและลายเซ็น)             วี. คอลแลง (เดอป

 

[๒๑] เจ้าเพชรราช “ประมุขคณะลาวอิสระ”

 2010820_82123

20101015_37388 (1)

เจ้ามหาอุปราชเพชรราช รัตนะวงสา ผู้จุดชนวนขบวนการรักชาติในลาวในช่วงทศวรรษที่ ๓ คริสต์ศตวรรษที่ ๑

เจ้าเพ็ดชะราด หรือเขียนเป็นคำไทยว่า “เจ้าเพชรราช” เป็นราชนิกุลวงศ์กษัตริย์แห่งนครล้านช้างหลวงพระบาง ชั้นเจ้าราชภาคิไนย (เทียบหม่อมราชวงศ์ของไทย) ซึ่งเป็น ชั้นที่ ๔ ลำดับศักดิ์ในวงศ์กษัตริย์มีอยู่ ๕ ชั้นคือ

๑. เจ้าราชบุตร          เทียบชั้นเจ้าฟ้าของไทย

๒. เจ้าราชวงศ์          เทียบพระองค์เจ้า

๓. เจ้าราชสัมพันธ์     เทียบหม่อมเจ้า

๔. เจ้าราชภาคิไนย    เทียบหม่อมราชวงศ์

๕. เจ้าราชดาไนย      เทียบหม่อมหลวง

เจ้าเพชรราช ถึงแม้นว่าพระองค์เป็นเพียงเจ้าราชภาคิไนย แต่พระองค์ก็ได้รับสถาปนาขึ้นเป็นเจ้ามหาอุปราชแห่งนครหลวงพระบาง ทั้งนี้ก็เพราะว่าวงศ์ตระกูลของพระองค์เคยได้รับตำแหน่งนี้มาแล้วแต่โบราณหลายชั่วคนนั่นเอง

หนังสือศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษเรื่อง “เจ้าเพชรราช บุรุษเหล็กแห่งราชอาณาจักรลาว”มหาสิลา วีระวงส์  เรียบเรียง และ สมหมาย เปรมจิตต์ แปล สำนักพิมพ์ มติชน ตีพิมพ์ครั้งแรก (ในประเทศไทย) เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๒

ประวัติศาสตร์ชาติลาว “….นับแต่ปี พ.ศ.๒๒๔๔ (ค.ศ.๑๗๐๖) คืนหลัง ประเทศลาวของเราอันมีนามแต่ก่อนว่า กรุงศรีศัตนาคนหุต หรือประเทศล้านช้าง นั้น เป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกัน มีเขตน้ำแดนดินกว้างใหญ่ไพศาลครอบคลุมทั้งสองฝั่งโขง โดยกำหนดเอาเทือกภูเขาใหญ่ ๒ สายคือ เทือกเขาแดนแกวและเทือกเขาดงพญาเย็นเป็นเขตแบ่งพรมแดน และมีพระมหากษัตริย์ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์สืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยขุนลอ-เจ้าฟ้างุ่ม ลงมาจนถึงสมเด็จพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช พ.ศ.๒๒๓๓ (ค.ศ.๑๖๙๐) แม้ว่าพระราชอาณาจักรลาวของเราเคยมีพระนครหลวงเป็น ๒ นคร คือหลวงพระบางและเวียงจันทน์ก็ตาม เราก็มีนามประเทศเป็นอันเดียว คือประเทศล้านช้าง หรือกรุงศรีศัตนาคนหุต ดังกล่าวแล้ว

ถึงแม้นว่าสมเด็จพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ได้ย้ายพระนครหลวงจากนครเชียงทอง (หลวงพระบาง) ลงมาตั้งเวียงจันทน์ขึ้นเป็นเมืองหลวงของประเทศ เมื่อ พ.ศ.๒๑๐๓ (ค.ศ.๑๕๖๐) นั้นแล้วก็ตาม ราชอาณาจักรลาวทั้งหมดก็เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันตั้งแต่เหนือสุดจนถึงใต้สุด แต่หากพระองค์ได้กำหนดเอาเวียงจันทน์ให้เป็นนครหลวงของประเทศ ส่วนนครเชียงทองอันเป็นนครหลวงเก่านั้น พระองค์ได้ยกให้เป็นนครของพระบาง เพราะเวลานั้นพระองค์ไม่ได้เชิญเอาพระบางลงมาด้วย เอามาแต่พระแก้วมรกต ส่วนพระบางเอาไว้ให้เป็นมิ่งขวัญของชาวเมืองเชียงทอง ฉะนั้นนครเชียงทองจึงได้เปลี่ยนนามเป็นนครหลวงพระบาง ถือเป็นเมืองหลวงที่พระบางสถิตอยู่นั่นเอง

แต่เมื่อพระราชอาณาจักรล้านช้างอันกว้างใหญ่ไพศาลของเรา ได้ถูกแบ่งแยกเมื่อ พ.ศ.๒๒๕๐ (ค.ศ.๑๗๐๗) ในสมัยของพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ ๒ (พระไชยองค์เว้) ผู้เป็นลุง กับ พระเจ้ากิงกีสราช ผู้เป็นหลาน โดยที่พระไชยองค์เว้ได้เวียงจันทน์ และพระเจ้ากิงกีสราชได้นครหลวงพระบางแล้ว ราชอาณาจักรล้านช้างจึงได้แยกออกเป็นสองชื่อ และสองอาณาจักร คือล้านช้างเวียงจันทน์กับล้านช้างหลวงพระบาง และแต่นั้นมาวงศ์กษัตริย์ลาวก็ได้แตกแยกเป็นสองสายคือสายเวียงจันทน์กับสายหลวงพระบาง แต่ปัจจุบันนี้สายเวียงจันทน์ได้ดับสูญไปแล้ว ยังคงเหลือแต่สายหลวงพระบาง…”

กล่าวโดยย่นย่อก็คือเจ้ามหาอุปราชเพชรราช รัตนะวงสา เป็นราชนิกุลแห่งราชสำนักหลวงพระบางร่วมบิดากับเจ้าสุวรรณภูมา และเจ้าสุภานุวงศ์ (แต่ต่างมารดากัน) ซึ่งเจ้านาย ๓ พระองค์นี้จะมีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติลาวอย่างยิ่งในยุคสมัยนั้น

รายละเอียดจะมีเสนอในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป

          เอาเป็นว่าเหตุการณ์โขงสองฝั่งครั้งนั้นเป็นช่วงรอยต่อระหว่างเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ ในเมืองไทย จนถึงช่วงก่อนและหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มชาติประเทศในลุ่มแม่น้ำโขง

ผมได้วิธีทำความเข้าใจประวัติศาสตร์จาก ฯพณฯ พูมี วงวิจิด อดีตผู้ว่าการประธานประเทศ สปป.ลาว

          ท่านบอกว่าเวลาเราพิจารณาประวัติศาสตร์ชาติใด ต้องหันไปดูประเทศรอบข้าง และดูสถานการณ์สากลโดยรวมด้วย

แต่ตอนนี้เราจะดูเหตุการณ์ในเมืองลาวก่อน…

หนังสือ “ชีวิตและภารกิจในยุคต่อสู้กู้ชาติของสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี” กล่าวถึงเหตุการณ์หลังการปราชัยของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขบวนการลาวอิสระ (หรือเสรีลาว อย่างขบวนการเสรีไทย) ได้ทำการยึดอำนาจ ประกาศเอกราชให้แก่ตนเอง

“…วันที่ ๘ ตุลาคม ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) ผู้ทรงคุณวุฒิ ข้าราชการชั้นสูง และผู้รักชาติ จากทุกกลุ่มความคิดการเมือง ได้รวมตัวกันเพื่อตัดสินชะตากรรมของประเทศชาติ จนสามารถสถาปนารัฐบาลขึ้นได้ เรียกว่า รัฐบาลลาวอิสระ มีสภาผู้แทนราษฎร และเสนอให้เจ้ามหาอุปราชเพ็ดชะราดเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ท่านไม่ทรงรับ และเสนอให้ท่านกระต่าย โดนสะโสลิด เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่านกลับไม่รับเช่นกัน

เราพร้อมด้วยขบวนการต่อสู้กู้ชาติ พร้อมด้วยพ่อแม่ประชาชนชาวเมืองท่าแขกปิติชมชื่นที่สุด เมื่อได้รู้ข่าวรายชื่อคณะรัฐบาลลาวอิสระประกาศก้อง คือพระยาคำม้าว วิไล เป็นนายกรัฐมนตรี กระต่าย โดนสะโสลิด เป็นรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง หยุย อะไพ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ เจ้าสุวันนะพูมา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโยธาธิการ พันตรีสิง รัดตะนะสะไหม เป็นรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ เสด็จเจ้าสุพานุวง เป็นรัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ อุ่น ชะนะนิกอน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจ เพย อุ่นเรือน เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย เกือง ปะทุมชาด เป็นรัฐมนตรีกระทรวงเกษตร ทำ ไชยะสิดเสนา เป็นรัฐมนตรีกระทรวงโฆษณา เจ้าสมสะหนิด เป็นรองรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยและยุติธรรม…”

“..ประชาชนคนลาว ใครๆ ก็ชมชื่นดีใจที่ได้ฟังแถลงการณ์ของรัฐบาลลาวอิสระ ว่าลาวเราได้มีเอกราชแล้ว

คณะผู้นำที่แขวงคำม่วน และแขวงสะหวันนะเขดของรัฐบาลลาวอิสระในเวลานั้น มีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เจ้าสุก วงสัก ท่านสีสมพอน ลอวันไช ท่านสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี ท่านสีชะนะ สีสาน ท่านโชด เพ็ดราสี ให้การชี้นำและนำพาการเคลื่อนไหวต่อสู้

ตกมาถึงปี ๑๙๔๖ (๒๔๘๙) พวกล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศสได้ออกแรงทำลายรัฐบาลลาวอิสระอย่างตั้งหน้าตั้งตา ด้วยว่าได้รับการช่วยเหลือจากอังกฤษ

          พวกเขาเข้ายึดเอาตัวเมืองสะหวันนะเขด แล้วมุ่งหน้าขึ้นมาตีเอาเมืองท่าแขก

เราได้รับมอบหมายให้นำเอากำลังจากตัวเมืองท่าแขกไปสะกัดเส้นทางของทหารฝรั่งเศส การสู้รบกันได้เกิดขึ้นหลายจุดจนรอบตัวเมืองท่าแขก เมื่อทหารฝรั่งเศสมีทั้งเครื่องบิน มีทั้งรถถังปืนใหญ่ที่ทันสมัยกว่า

เราได้รับการมอบหมายจากเสด็จเจ้าสุพานุวง ให้นำกำลังข้ามนครพนม ลัดลงมุกดาหาร แล้วข้ามไปเมืองสะหวันนะเขด สู้รบกับเจ้าบุนอุ้ม นะจำปาสักและทหารฝรั่งเศส พวกเรากลับถูกขับไล่ไปจนถึงพระธาตุอิงรัง เครื่องบินสปีดไฟร์ของฝรั่งเศสทิ้งระเบิดลงใส่พวกเรา ทหารฝรั่งเศสมีจำนวนมากขึ้น จึงไล่ล่าพวกเราไปจนถึงแม่น้ำเซบั้งไฟ

วันที่ ๒๓ มีนาคม ๑๙๔๖ (๒๔๘๙) การต่อสู้กันอย่างดุเดือดและเอาเป็นเอาตาย ได้เกิดขึ้นที่ตัวเมืองท่าแขก จนพวกเราต้านทานไว้ไม่ได้..”

          “..ต่อหน้าสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน เราได้แต่งให้หน่วยคุ้มกันพาเสด็จเจ้าสุพานุวงลงแม่น้ำโขงไปเมืองนครพนม ส่วนเรายังสืบต่อสู้รบกับศัตรูจนถึงขีดความสามารถสุดท้าย จึงหนีข้ามแม่น้ำโขงด้วยการอาศัยไม้ไผ่ลำเดียวลอยข้าม ท่ามกลางการร่อนยิงของเครื่องบินสปีดไฟร์ของฝรั่งเศส

20101013_24805

นายพลสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี

นับแต่นั้นมา พวกเราไม่มีแผ่นดินอยู่อาศัยอีกแล้ว เมื่อนักรบปฏิวัติเมืองท่าแขกได้ข้ามแม่น้ำโขงไปลี้ภัยอยู่เมืองนครพนม  มีส่วนหนึ่งหนีเข้าป่าชนิดที่ว่าแตกพ่ายเพื่อหนีตาย

ปืนทุกกระบอกถูกเจ้าหน้าที่ไทยยึดเอาไว้ พวกเราจึงตกอยู่ในฐานะลี้ภัยชั่วคราว หรือหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมาย

แต่ปานนั้นเราก็ไม่ยอมยุติเมื่ออยู่ในกำมือของเรามีทหารที่ติดตามเกือบร้อย ก่อนอื่นคือค้นคว้าหามวลชนที่เป็นพื้นฐานทางการเมือง และหาอาหารเลี้ยงดูกัน หลังจากได้นำส่งเสด็จเจ้าสุพานุวงไปรักษาตัวที่อุดรธานีอย่างลับๆ แล้ว

สมาคมเวียดนามต่างด้าวกู้ชาติ (HOI VIET KIEU CUU QUOC) ประจำเมืองนครพนม ได้เอาใจใส่พวกเราอย่างสุดความสามารถ แยกย้ายกันไปอยู่อาศัยอยู่แต่ละบ้าน แต่ละเรือน ทำทีเหมือนว่าพี่น้องมาเยี่ยมยามกัน

เวลากลางคืน พวกเรานัดพบปะสนทนากัน หรือไม่ก็ฝึกวิชาทหาร ตอนกลางวันจัดแบ่งหน้าที่กันออกไปหารับจ้าง เช่นรับเหมาก่อสร้าง ถางหญ้า ตัดฟืน ซ่อมแซมถนนหนทาง ด้วยค่าแรงงานวันละ ๑ บาท ๕๐ สตางค์ บางทีมีงานวัดเราก็สมัครขึ้นชกมวย ทำทุกอย่างทุกอันขอเพียงแต่ให้ได้เงิน

ในจำนวนเงินค่าแรงงานของแต่ละคนที่ได้รับ ๑ บาท ๕๐ สตางค์นั้น ผู้นั้นรับเอา ๕๐ สตางค์ อีก ๑ บาท มอบเป็นของส่วนรวม เพื่อรวบรวมไว้ซื้อปืนตอนกลับคืนประเทศของตนเอง เพื่อสืบต่อการต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส ดีแต่ว่าในเวลานั้นได้เกิดมีขบวนการเสรีไทย อันมีหลวงประดิษฐ์มโนธรรม (ดร.ปรีดี พนมยงค์) เป็นหัวหน้าให้การประคับประคองอยู่อย่างลับๆ

เราได้ใช้เวลาขึ้นหนองคายลงมุกดาหาร เพื่อค้นหาสมัครพรรคพวกซึ่งมีชะตากรรมเช่นเดียวกันกับเรา จึงได้พบพูมี หน่อสะหวัน, ท่านฝั้น, ท่านอุ, ท้าวแย้ม, ท้าวโค, ท้าวคำค่อง ที่กำลังรับจ้างเผาถ่านอยู่สกลนคร

เราได้ปรึกษากับกุแทง และเวียดริง คณะสมาคมเวียดนามต่างด้าวกู้ชาติ เพื่อพูดถึงจุดประสงค์อยากค้นหาคนลาวรักชาติทุกคนที่ได้ข้ามมาฝั่งไทย และค้นคว้าหาเงินสักก้อนหนึ่งเพื่อซื้ออาวุธกลับคืนประเทศเพื่อต่อสู้ ต่อมาจึงได้พบกับเจ้าสุกวงสัก, สิง รัดตะนะสะไหม, ดร.คำผาย, มึ่น สมวิจิด, สมหวัง แสนสะถิด เจ้าแขวงบอลิคำไช, ท่านสีสมพอน ลอวันไช, ลุงทิดลิน, จานกิ่ง; พวกท่านกำลังพากันทำหน้าที่เป็นเกษตรกรปลูกยาสูบ และพบกับสีชะนะ สีสาน, อุ่นเรือน และคนอื่นๆ อีก..

ตอนที่ไทยยอมมอบดินแดนแขวงไชยะบุรีและแขวงจำปาสักคืนให้ลาวนั้น เจ้าสุพานุวงได้แต่งตั้งให้เราไปรับเอาดินแดนจำปาสักคืนจากไทย..”

“..พอมารวมกันอย่างครบหน้าครบตาแล้ว ก็มีกำลังพลประมาณหนึ่งกองร้อย ซื้อปืนเล็กยาวได้ ๑๗ กระบอก มีทุกประเภทปืนเล็กยาว จึงพากันข้ามลำน้ำโขงที่เมืองบึงกาฬ มาปากซัน ลัดไปภูคันตาละบัด ไปสู่บ้านสบขอน ตัดป่าฝ่าดงชนิดที่ไม่เคยพบสักครั้งในชีวิต จนไม่สามารถพรรณนาให้หมดได้ว่าความทุกข์ยากลำบากนั้นหลวงหลายเพียงใด

พอไปถึงชายแดนลาวบาว (LAO BAO) มีผู้บัญชาการทหารท้องถิ่นของลุงโฮจิมินห์ ชื่อองกุ้ย (ONG  QUY) มาต้อนรับ พร้อมด้วยองฟี (ONG PHI) เข้าสู่เขตที่มั่นปฏิวัติเวียดมิน

จากเขตที่มั่นชายแดน คณะต่อสู้กู้ชาติของพวกเราออกเดินทางไปตามทางลัด มีแต่เดินกับเดินเพื่อมุ่งหน้าขึ้นสู่จุดหมายปลายทาง คือเมืองโดเลือง (DO LUONG) เขตฐานที่มั่นเวียดมิน

ใช้ระยะเวลาเดินทาง ๑ เดือนเต็ม คณะของพวกเราจึงมาถึงเมืองโดเลือง

ที่เมืองโดเลืองของเวียดนาม ประธานโฮจิมินห์ได้จัดตั้งสมาคมแนวลาวอิสระขึ้นที่นั่น ด้วยจุดประสงค์ที่จะรวบรวมคนลาวเพื่อต่อสู้กู้ชาติลาว โดยมีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เป็นประธาน  รับผิดชอบกองกำลังของลาวอิสระอยู่ทางภาคตะวันออก เราไม่ได้พบท่านไกสอน พมวิหาน เพราะท่านไปเคลื่อนไหวสร้างพื้นฐานมวลชนอยู่ในเขตชนเผ่าม้งทางนกเจ่า องค์การจัดตั้งจึงมีท่านหนูฮัก พูมสะหวัน เป็นประธาน ท่านโอเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านเกบัญชากองพันที่ ๗

           เราได้รับการบรรจุเข้าเป็นคณะกองบัญชาการทหารสูงสุดผสม และถูกแบ่งให้บัญชาการสู้รบทางทิศสามแจล่องโม และหนองแฮด แขวงเชียงขวาง…”

          นายพลสิงกะโป เล่าไว้ในหนังสือ “ชีวิตและภารกิจในยุคต่อสู้กู้ชาติของสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี

          ย้อนกลับไปไปดูคณะรัฐบาลลาวอิสระที่เวียงจันทน์ เมื่อเล็งเห็นว่าจะรักษาเอกราชไว้ไม่ได้แล้ว และก็ไม่ยอมจำนนต่อกองทัพฝรั่งเศส จึงย้ายสำนักงานของรัฐบาลขึ้นไปอยู่นครหลวงพระบางเมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๙ และได้ทูลเชิญสมเด็จพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ขึ้นครองราชย์สมบัติตามเดิมตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน ต่อมาถึงวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๔๘๙ นครเวียงจันทน์เสียให้แก่กองทัพฝรั่งเศส คณะรัฐมนตรีบางท่านและข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ประชาชนพลเมืองส่วนมากได้พากันข้ามไปประเทศไทยจนเกือบหมดเมือง

ทางด้านเจ้ามหาอุปราชเพชรราช ซึ่งประทับอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เมื่อมีข่าวว่าแขวงทางใต้เสียให้แก่ฝรั่งเศสหมดแล้ว และกองทหารฝรั่งเศสกำลังรุกไล่ติดตามทหารลาวอิสระขึ้นไปอยู่นั้น พระองค์ตัดสินใจอพยพออกจากนครหลวงพระบางเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๘๙ พร้อมด้วยพระญาติวงศ์และผู้ติดตามประมาณ ๔๐ คน โดยทางบก ข้ามภูเขาเลากา รอนแรมไปตามบ้านต่างๆ มุ่งหน้าเข้าเขตประเทศไทย

20101015_37506

เส้นทางเจ้าเพชรราชอพยพเข้าสยามตั้งแต่พฤษภาคม-มิถุนายน ๒๔๘๙

          เจ้าเพชรราชได้เสด็จพลัดพรากจากผืนแผ่นดินลาวอันเป็นที่รักที่หวงแหนของพระองค์ไปประทับอยู่ประเทศไทยในฐานะผู้ลี้ภัยการเมือง พร้อมด้วยคณะรัฐบาลลาวอิสระ และประชาชนพลเมืองลาวผู้รักอิสรภาพหลายพันคน เป็นเวลานานถึง ๑๑ ปี

ในขณะที่คณะลาวอิสระจัดตั้งรัฐบาลและต่อต้านฝรั่งเศสอยู่ที่นครเวียงจันทน์ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๘ (ค.ศ.๑๙๔๕) เจ้าเพชรราชไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ ถึงกระนั้นคณะรัฐบาลลาวอิสระพร้อมด้วยประชาชนทั่วประเทศต่างก็ยกย่องพระองค์ขึ้นเป็นประมุข หรือหัวหน้าคณะกู้ชาติ โดยเหตุที่พระองค์เป็นต้นเค้ามาตั้งแต่ดั้งเดิม ถึงแม้ว่าพระองค์จะประกาศว่า “ไม่ขอยุ่งเกี่ยวกับการบ้านการเมืองอีกต่อไป” เนื่องจากพระองค์ถูกสั่งปลดออกจากตำแหน่งมหาอุปราชแห่งราชอาณาจักรหลวงพระบาง โดยพระบรมราชโองการของ สมเด็จพระเจ้าศรีสว่างวงศ์ ในข้อหาว่าพระองค์ท่านกระทำผิดต่อพระราชอาญา เรื่องประกาศรวมแผ่นดินลาวเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

อย่างไรก็ตามคณะรัฐบาลลาวอิสระ โดยพระยาคำม้าว วิไล นายกรัฐมนตรี ได้ทูลเชิญขอให้พระองค์เป็นประมุขของคณะลาวอิสระในการต่อสู้กู้ชาติอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๘๙ เป็นต้นมา

พระองค์จึงได้จัดตั้งให้เจ้าสุภานุวงศ์เป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด และจัดส่งทหารเป็นกองโจรข้ามไปปฏิบัติการต่อสู้รบกวนฝรั่งเศสอยู่ตลอดมา พร้อมกันนั้นก็มอบหมายให้เจ้าสุวรรณภูมา ไปติดต่อขอความช่วยเหลือจากเอกอัครราชทูตอเมริกาประจำประเทศไทยขอให้ช่วยเกลี้ยกล่อมโน้มน้าวให้ฝรั่งเศสคืนเอกราชให้แก่ชาติลาว แต่ก็ยังไม่เป็นผลสำเร็จแต่อย่างใด

 

[๒๐] ลาวอิสระ “เพื่อลาวเอกราช”

2010820_82123

20101013_24805

นายพลสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี

         ผมได้อ่านงานเขียนของนักประพันธ์ชาวลาวหลายเล่ม ในจำนวนนั้นบางเล่มสามารถอธิบายสถานการณ์ทั้งในไทยและลาวได้พร้อมๆ กัน
         อย่างเล่มนี้… เป็นงานเขียนของดวงไช หลวงพะสี ชื่อเรื่องว่า “ชีวิตและภารกิจในยุคต่อสู้กู้ชาติของสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี” เรียบเรียงจากคำบอกเล่าของเจ้าของประวัติ
         “…หนังสือชีวิตและภารกิจเล่มนี้ ผู้อ่านจะไม่เพียงแต่ได้รู้ถึงชีวิตอันโชกโชนของท่านสิงกะโป หากยังเป็นเอกสารที่บรรจุไว้ด้วยประวัติศาสตร์ของชาติลาวเราในขบวนวิวัฒน์แห่งการต่อสู้ปฏิวัติอีกด้วย
         ท่านเป็นนายทหารปฏิวัติที่มีชื่อเสียงโด่งดังผู้หนึ่ง  นับแต่พวกเรารู้ความมาก็ได้ยินชื่อเสียงของท่านแล้ว สำหรับทหารลัทธิล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศส เพียงแต่ได้ยินชื่อเสียงของท่านในนามนายพลสิงกะโป พวกเขาก็พากันแตกหนีทันที  ซ้ำยังเล่าลือกันด้วยว่านายพลสิงกะโปคือนายทหารขบวนการลาวอิสระที่สู้รบเก่ง หนังเหนียว และอยู่ยงคงกระพัน
         สามารถกล่าวได้ว่าตลอดชีวิตของท่านนั้นติดพันอยู่กับเครื่องแบบทหาร นอนกอดกระบอกปืน และฝึกฝนหล่อหลอมตัวของท่านอยู่ท่ามกลางเปลวไฟสงครามปฏิวัติอย่างแท้จริง…”
         นั่นเป็นคำนำของคณะอำนวยการสำนักพิมพ์จำหน่ายหนุ่มลาว เวียงจันทน์, เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ๑๙๙๑ (พ.ศ.๒๕๓๔)
         นายพลสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี เล่าให้นักเขียนฟังในบทแรกๆ เพื่อพูดถึงเชื้อ สายของท่านว่า “…แผ่นดินลาวใน (คริสต์) ศตวรรษที่ ๑๘ นั้นแบ่งออกเป็น ๓ อาณาจักร คืออาณาจักรหลวงพระบาง อาณาจักรเวียงจันทน์ และอาณาจักรจำปาสัก แผ่นดินลาวครอบคลุมแผ่นดินทั้งสองฟากฝั่งซ้ายและขวาแม่น้ำโขงอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นเสมือนดอกเห็ดโคนที่อ้วนพี มีเส้นชายแดนอยู่เมืองโคราช (ประเทศไทยในปัจจุบัน) จึงถือเอาแม่น้ำโขงเป็นใจกลางของประเทศลาวใน ๓ อาณาจักรดังที่กล่าวมา
         เราเองจึงมีเชื้อสายกำเนิดมาจากคนอุดร (จังหวัดอุดรธานีของไทย) ในตระกูลเจ้านายผู้ใหญ่ ซึ่งมีปู่ทวดชื่อว่า มังคละคีรี เป็นนักดาบที่มีชื่อเสียงเกรียงไกรอันมีดาบเขียวดังหยกน้ำหนึ่ง หรือเขียวเหมือนปีกแมลงพู่ ทั้งเหนียวทั้งอ่อน จนสามารถขดเข้าเป็นวงแล้วเอาเก็บไว้ในฝักได้ ดาบนั้นเรียกว่า ดาบหยกมังกร สามารถตัดต้นกล้วย เอามาตั้งเรียงกันทั้งสามต้นขาดในดาบเดียว สามารถตัดไหไพขาด สามารถตัดแมลงวันขาดออกเป็นสองขณะที่กำลังบินอยู่
         ย่าทวดของเราเป็นคนเมืองมหาไช ปู่ทวดจึงโคจรไปพบย่าทวดอยู่เมืองมหาไช เพราะว่ามีข่าวเล่าลือไปทั่วชมพูทวีปว่าที่เมืองมหาไชมีต้นโพธิ์พันปี มีสามกิ่ง มีใบดกหนาตลอดปี เกิดอยู่กลางวัดมหาไช เรื่องราวเป็นมาอย่างไร เราก็ไม่ได้รับฟังจากการเล่าขานของผู้ใดอีก
         จนมาถึงอาว์ปู่ชื่อ พมมา สีโคดจุนนะมาลี คำที่ว่า จุนนะมาลี  นั้น อาว์ปู่เป็นคนต่อเติมใส่ แต่เดิมนั้นสมัยปู่ทวดย่าทวด มีแต่ สีโคด พยางค์ท้าย ๔ วลีนั้นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ระหว่าง มังคละคีรี กับ จุนนะมานี หรือ จุนนะมาลี ซึ่งอาว์ขุนนุสอน ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม เป็นผู้ตัดสินใจใช้นามสกุล สีโคดจุนนะมาลี ตราบเท่าทุกวันนี้
         คำที่ว่า สีโคด มีความหมายว่าเป็นคนมีโคต ตระกูลเชื้อสายมาจากเจ้าสีโคดตะบอง จุนนะ แปลว่าใหญ่หลวง มาลี แปลว่าความรุ่งเรืองงดงามดังดวงดอกไม้ที่หอมหวน…”
         ถ้านายพลสิงกะโป สีโคดจุนนะมาลี ยังมีชีวิตอยู่ จนถึงวันนี้ (พ.ศ.๒๕๕๓) ท่านจะมีอายุ ๙๗ ปีเต็ม เกิดปี ๑๙๑๓ (พ.ศ.๒๔๕๖) ที่เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน เป็นคนหัวแข็งไม่ยอมใครง่ายๆ จนได้สมญานามว่า ท้าวทองยาก หรือ บักยาก ในช่วงชีวิตวัยเด็กท่าน ได้เข้าเรียนหนังสือในโรงเรียนที่ชาวฝรั่งเศสเป็นผู้บริหาร เนื่องจากในเวลานั้นลาวอยู่ภายใต้อาณานิคมของฝรั่งเศส สอบไล่ได้ Certificate เมื่ออายุ ๑๖ ปี ทั้งๆ อาจารย์ชาวฝรั่งเศสไม่อยากให้ได้เลย เหตุผลก็เพราะว่าท่านเป็นหัวหน้าทีม พาพวกนักเรียนไปดักตีหัวชาวฝรั่งเศส แต่จับคาหนังคาเขาไม่ได้ บวกกับบิดาของท่านเป็นผู้มีอิทธิพล หรือพูดง่ายๆ ก็คือรู้จักกับเจ้านายชาวฝรั่งเศส จึงได้แต่ขนานนามท่านว่า บัก Bagarreur และบักหัวแข็ง Tete de ture
         ปี ๑๙๓๐ (พ.ศ.๒๔๗๓) ขึ้นไปเวียงจันทน์เพื่อเข้าเรียน College นอกจากตั้งหน้าเรียนหนังสือแล้วท่านยังโปรดปรานกีฬาฟุตบอลและชกมวย ท่านเรียนจบสอบได้ Diploma ในอีก ๔ ปีต่อมา ถือว่าเป็นคนเรียนเก่งจนได้ Notes Total เป็น ๑ ใน ๔ คนลาวที่ทำได้เช่นนี้
         “…พอจบ Diplome แล้วสอบแข่งขันเข้าเป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ Assistant Directeur ได้ จึงเป็นเรื่องปิติยินดีทั้งตัวเรา ครอบครัว พ่อแม่และญาติพี่น้อง ซึ่งไม่เชื่อว่าคนขี้ดื้ออย่างเราจะประสบผลสำเร็จได้รวดเร็วแบบนั้น…”
         ช่วงเวลานั้นทางเมืองไทยเราอยู่ในช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ.๒๔๗๕) ส่วนในลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง…
         “…ปี ๑๙๓๖ (๒๔๗๙) เราได้กลับขึ้นไปอยู่บ้านเกิดเมืองนอน คือแขวงคำม่วน แต่ยังไม่ใช่ตัวเมืองท่าแขก เราไปเป็น Assistant Directure อยู่บ่อโพนติ้ว ๒ ปี จึงได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้อำนวยการ (Directure) แล้วถูกย้ายเข้าไปประจำตัวเมืองท่าแขก ตอนนี้เราพอได้ยินแว่วๆ เข้าหู ว่ามีการพิพาทกันระหว่างลาว-ไทยเกี่ยวกับปัญหาชายแดน และสภาพการณ์ของโลกอยู่ในขั้นตรึงเครียด
         ปีนี้เราได้แต่งงานกับนางเกิดมี ลูกพี่ลูกน้องของเราเอง ต่อมาได้ลูกสาวชื่อว่า นางวันโน
         ชีวิตเป็น Directure อยู่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเองก็หากดีอยู่ดอก แต่ผู้เป็นนายแท้ๆ นั้นกลับเป็นคนฝรั่งเศส จึงเป็นเรื่องที่ทุกคนหลีกไม่พ้น ทั้งๆ ที่อยู่ประเทศของตนเอง กลับเป็นขี้ข้าคนต่างชาติ!
         สถานการณ์ที่สั่นคลอนถึงหน้าที่การงานของพวกเราในเวลานั้นคือระหว่างปี ๑๙๔๑ (๒๔๘๔) เดอโกลประกาศลงมือปฏิบัติแผนการที่มีชื่อว่า โครงการปฏิรูปลาวเพื่อฟื้นฟูชาติ อันหมายถึงการเอาใจชนชั้นศักดินาในลาว ทั้งเสริมสร้างขบวนการที่จงรักภักดีต่อฝรั่งเศสในหมู่คนลาว และปราบปรามคนลาวที่รักชาติ
         เวลานั้นเราเริ่มมีความสนใจต่อสภาพการณ์บ้านเมืองบ้างแล้ว เมื่อพวกฝรั่งเศสมีการปรับปรุงตำราเรียนที่ใช้ในโรงเรียน บรรจุเนื้อหาที่พูดถึงบุญคุณของคนฝรั่งเศส และ ให้นับถือจอมพลเปแต็ง เช่นว่าพูดถึงคุณงามความดีของดูดาเดอลาเกอะ, ปาวี.. บังคับลาวให้ปฏิบัติตามคำขวัญ ความขยัน ครอบครัวและชาติ  เตรียมพร้อมรับใช้ชาติแม่และลาวในสหพันธรัฐฝรั่งเศส ฯลฯ
         เราเป็นผู้ตั้งปัญหาสนทนากับบรรดาครูอาจารย์ เพื่อมิให้หลงใหลได้ปลื้มไปกับการโป้ปดมดเท็จพวกนั้น
         สิ่งที่เราเห็นอีกอันหนึ่งก็คือการขึ้นภาษีรายได้ของคนลาว เกิดมีโรงเหล้า โรงยาฝิ่น โรงโสเภณี บ่อนกาสิโน เพื่อมอมเมาเยาวชนลาว
         จากสภาพที่ตำตาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ทำให้เราเกิดมีสติชาตินิยมขึ้นในตัว เมื่อเรามองเห็นทหารฝรั่งเศสข่มเหงคนลาว เห็นคนลาวทุกข์ยากปากหมอง เห็นความเอาใจใส่ของฝรั่งเศสต่อเจ้าใหญ่นายโต เราได้แต่ถามตัวเองเพื่อค้นหาคำตอบที่ถูกต้อง
         เราจึงได้พูดจากับเพื่อนสนิทมิตรสหาย ทั้งอยู่ที่เมืองท่าแขกและอยู่แขวงสะหวันนะเขด เพื่อเรียกร้องให้เสด็จเจ้าสุพานุวงที่พำนักอยู่ที่เมืองเว้ ประเทศเวียดนามกลับมาลาว  พระองค์ได้ตอบสนองความต้องการของพี่น้องประชาชนลาว เดินทางจากเมืองเว้ ผ่านชายแดนลาวบาวตามเส้นทางหมายเลข ๙ สู่สะหวันนะเขด และมาอยู่เมืองท่าแขกกับพวกเรา…”
         “…วันที่ ๙ มีนาคม ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) กองกำลังของจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นได้เข้ายึดครองอินโดจีน ต่อจากนั้นไม่พอ ๒-๓ ชั่วโมงก็สามารถโค่นล้มพวกปฏิกิริยาฝรั่งเศสลงได้อย่างสิ้นเชิง และยึดอำนาจได้อย่างสมบูรณ์
         เราเห็นคนฝรั่งเศส ทหารฝรั่งเศสแตกพ่ายออกจากตัวเมือง หนีตายเข้าป่าเข้าดง เมื่อทหารจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นแห่กันเข้ามาลาว ทั้งได้ติดตามดูสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด
         วันที่ ๒๒ มีนาคม ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) หนังสือพิมพ์ลาวใหญ่ ปากกระบอกเสียงของฝรั่งเศสที่ต่อต้านไทยใหญ่ ถูกญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงมาเป็นหนังสือพิมพ์ลาวเจริญ โดยมีหยุย อภัย เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการ
         วันที่ ๘ เมษายน ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) เจ้ามหาชีวิตสีสะหว่างวงถูกญี่ปุ่นบังคับให้ประกาศเอกราชของราชอาณาจักรหลวงพระบาง ทั้งส่งพระโอรสเจ้าสีสะหว่างวัดทะนาไปอ่านใบประกาศดังกล่าวที่เมืองไซ่ง่อน
         เวลานั้นสถานการณ์บ้านเมืองของลาวสับสนวุ่นวายมาก เราได้เข้าเฝ้าเสด็จเจ้าสุพานุวงหลายครั้ง ในฐานะตัวแทนข้าราชการ เพื่อรับทราบต่อชะตากรรมของประเทศชาติ
         ท้าวเลวันเกือง มือตีนของฝรั่งเศสออกแรงเคลื่อนไหวที่เมืองท่าแขกพอสมควร แล้วก็ถูกประชาชนจับตัวส่งไปให้เมืองวินห์
         ไม่นาน พวกจักรพรรดินิยมญี่ปุ่นกลับปราชัย เพื่อแย่งยึดเอาเอกราชจากญี่ปุ่น เมื่อพวกลัทธิล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศสก็เตรียมตัวจะเข้ามายึดครองลาวเราอีก วันที่ ๒๑ สิงหาคม ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) พร้อมๆ กับขบวนการฯ เราจึงพร้อมด้วยหมู่คณะ นำพานักเรียนนักศึกษา และพ่อแม่ประชาชนลุกฮือขึ้นยึดอำนาจ ประสานสมทบกับการลุกฮือขึ้นยึดอำนาจการปกครองทั่วประเทศ
         นับแต่นั้นมา เราจึงกลายเป็นตัวตั้งตัวตีคุมสถานการณ์บ้านเมืองที่ตัวเมืองท่าแขก นั่นก็คือได้เข้าร่วมการปฏิวัติอย่างไม่รู้สึกตัว แล้วลาวก็ได้ประกาศเอกราช เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๑๙๔๕ (๒๔๘๘) โดยแย่งยึดเอาจากมือจักรพรรดินิยมญี่ปุ่น อันมีเสด็จเจ้ามหาอุปราชเพ็ดชะราด เป็นผู้ยับยั้งถ่วงดึงประวิงเวลาเจ้ามหาชีวิตสีสะหว่างวง ที่จะรีบร่วมมือกับพวกล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศส ยอมให้ฝรั่งเศสเข้ามายึดครองลาวของเราดังเดิม ทำให้เจ้ามหาชีวิตสีสะหว่างวง สั่งปลดฐานะตำแหน่งเจ้าเพ็ดชะราด แต่เจ้ามหาอุปราชเพ็ดชะราด ก็ได้ให้การสนับสนุนการลุกฮือขึ้นยึดอำนาจของประชาชนลาวเราอย่างสุดความสามารถ…”

 
 
%d bloggers like this: