RSS

[๒๖] สังเขปขบวนการเสรีไทย

03 มิ.ย.

2010820_82123

2010118_24932

นายเตียง ศิริขันธ์ ส.ส.สกลนคร (กลาง) “ขุนพลภูพาน” ผู้นำเสรีไทยสายอีสาน กับนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

         หนังสือ “อุบลราชธานี ๒๐๐ ปี” ตีพิมพ์เมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๕ กล่าวถึงขบวนการเสรีไทยในอีสานว่า..
         “ขบวนการเสรีไทยระยะแรกก่อกำเนิดจากคนเพียง ๒-๓ คน แกนนำคือนายปรีดี พนมยงค์ และกำลังสำคัญคือนายเตียง ศิริขันธ์ นายถวิล อุดล นายจำลอง ดาวเรือง นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ ฯลฯ การหาสมาชิกของเสรีไทยกระทำโดยขยายเซลล์ไปเรื่อยๆ จากหนึ่งเป็นสาม จากสามเป็นเก้า ฯลฯ โดยสมาชิกจะไม่รู้จักกัน จะรู้จักเฉพาะพลพรรค ที่ตนหามาเพียง ๓ คน และชั้นเหนือตน ๑ คนเท่านั้น การทำงานทั้งหมดถือเป็นความลับ และเป็นการทำงานเพื่อประเทศชาติโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เมื่อภารกิจต่อต่านญี่ปุ่นจบสิ้นลงคือหมดสงครามก็เป็นอันสลายตัวไป….”
         “แผนการต่อต้านญี่ปุ่นนี้ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะคณะราษฎร์ ฝ่ายพลเรือน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางคน รัฐมนตรีบางท่านในคณะรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม..”
         “ในต่างจังหวัดสมาชิกเสรีไทยเป็นครูเสียเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในภาคอีสาน โดยครูเหล่านี้จะได้รับการติดต่อจากศึกษาธิการจังหวัด ตำรวจ หรือนายอำเภอ ให้เป็นเสรีไทย ด้วยความรักชาติต้องการกอบกู้เอกราชของไทยคืนมา ทำให้เสรีไทยมีสมาชิกจำนวนมากอยู่ทุกจังหวัด แต่บทบาทเสรีไทยที่เด่นมากคือเสรีไทยในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นเส้นทางที่เสรีไทยภายในประเทศและเสรีไทยภายนอกประเทศใช้ติดต่อกัน โดยฝ่ายสัมพันธมิตรใช้จีนเป็นศูนย์กลางในการติดต่อ..”
         “สำหรับเสรีไทยสายอังกฤษนั้น นอกจากจะผ่านจีนแล้วส่วนใหญ่จะลอบลงเรือจากกรุงเทพฯ ไปยังเกาะเต่า และขึ้นเครื่องบินทะเลที่นั่นเพื่อไปฝึกทางทหารที่แคนดี โคลัมโบ หรือกัลกัตตา แล้วจึงกระโดดร่มมาลงในเขตประเทศไทย เสรีไทยสายสหรัฐอเมริกาจะกระโดดร่มลงในเขตภาคอีสาน ในสนามบินชั่วคราวที่สกลนคร มหาสารคาม ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของเสรีไทยภายใต้การควบคุมของนายเตียง ศิริขันธ์ และนายจำลอง ดาวเรือง..”

2010118_25101

ส.ส.อุบลราชธานีสมัยแรกที่ได้รับเลือกตั้งเมื่อ ๑๕ พฤศจิกายน ๒๔๗๖ (จากซ้าย) นายเลียง ไชยกาล นายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ และนายเนย สุจิมา

         “ส่วนที่อุบลราชธานีมีนายทองอินทร์ ภูริพัฒน์ เป็นหัวหน้าในเขตนี้ ส่วนใหญ่เสรีไทยจะได้รับนโยบายเพียงหาข่าว หลีกเลี่ยงการปะทะให้มากที่สุด หากจำเป็นให้ก่อวินาศกรรมได้…”
         ว่ากันว่าเสรีไทยมีอาวุธมากเพียงพอที่จะปะทะกับญี่ปุ่น อาวุธเหล่านี้ส่งมาจากสหรัฐอเมริกาทางเครื่องบิน เช่นปืนกลมือเบรนด์, ทอมสัน, เอ็มทรี, ปืนพกรีวอลเวอร์, ระเบิด, ปืนต่อสู้อากาศยาน เนื่องจากภารกิจของเสรีไทยเป็นความลับ จึงไม่มีหลักฐานที่จะประเมินได้
         ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองประเทศไทยและเอเชียอาคเนย์ กลุ่มสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคอีสาน นอกจากเข้าร่วมในขบวนการการเสรีไทยแล้วยังมีการเคลื่อนไหว เพื่อโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามและญี่ปุ่น เช่นโจมตีพระราชบัญญัติป่าไม้ว่าเป็นการทำลายการผลิตและวิถีชีวิตดั้งเดิมของประชาชน ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมาก พระราชกฤษฎีกาสงวนอาชีพสำหรับคนไทย ถูกโจมตีว่าทำให้คนไทยยากจน ผูกขาดการค้าอุตสาหกรรมไว้ในมือนายทุน นโยบายการทำสวนครัวถูกโจมตีว่าทำเพียงฉาบฉวยเอาหน้า ไม่ได้มีการวางแผนการตลาดไว้ ผลิตผลที่ทำได้มีมากเกินไป ไม่มีแหล่งขาย หลังจากแจกจ่ายแล้วต้องเหลือทิ้ง ซื้อผักรับประทานถูกกว่าปลูกเอง ผลดีของนโยบายนี้ตกอยู่กับพ่อค้าขายพันธุ์ผักและเครื่องมือทำการเกษตร ตลอดจนโรงพิมพ์ตำราว่าด้วยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์ ผู้ที่ทำสวนครัวทางอากาศ ปลูกผักทางวิทยุหรือทางหนังสือพิมพ์ได้ความดีความชอบ เพราะมีรายการออกอากาศทุกวันให้เจ้านายเห็นว่าทำงาน
         นโยบายด้านวัฒนธรรมทำลายความศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นอันมาก การห้ามนุ่งโจงกระเบน ห้ามกินหมาก ไปไหนมาไหนต้องสวมหมวก สวมถุงเท้า รองเท้า ทำความเดือดร้อนแก่ประชาชนมาก…
2010118_25243 ภาพโปสเตอร์ของที่ว่าการอำเภอเมืองสงขลา เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๕ ภาพจากอนุสรณ์ครบรอบ ๑๐๐ ปี ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ อ้างจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, สยามหรือไทย, เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการประจำปี ๒๕๕๓ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์
         นายจำลอง ดาวเรือง ส.ส.มหาสารคาม เสนอแก้ไขพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.๒๔๕๗ ที่ให้อำนาจเกณฑ์แรงงานราษฎร ควรเลิกการเกณฑ์แรงงานได้แล้ว ภาคอื่นๆ ไม่มีการเกณฑ์แรงงาน มีแต่ในภาคอีสานเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากมีการเกณฑ์แรงงานคนภาคอีสานไปสร้างเมืองหลวงที่เพชรบูรณ์ ทำความเดือดร้อนแสนสาหัสให้แก่ราษฎรในภาคอีสาน เช่นคนที่อุบลราชธานีต้องขึ้นรถไฟที่อำเภอวารินชำราบ โดยยืนเบียดกันแน่นในตู้บรรทุกหมูตลอดทางไปจนถึงนครราชสีมา แล้วเดินเท้าเข้าป่าไปยังเพชรบูรณ์ อีก ๑๐-๑๔วัน คนที่ถูกเกณฑ์ไปล้มตายเป็นอันมากด้วยพิษไข้มาเลเรีย อีกพวกหนึ่งก็หลบหนีเพราะเป็นการเกณฑ์แรงงานฟรี ไม่มีค่าจ้างรางวัลตอบแทน นายจำลอง ดาวเรือง โจมตีว่าความเสมอภาคมีอยู่เฉพาะในตัวหนังสือเท่านั้น หากเสมอภาคจริงควรเกณฑ์แรงงานจากทุกภาค
         เรื่องนี้ผมเองก็เคยได้ยินคนรุ่นปู่ย่าตายายพูดให้ฟัง คุณตาผมเป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรกของซับแดงในยุคที่มีการเกณฑ์แรงงานไปสร้างเมืองเพชรบูรณ์ และล้มตายไปหลายคนด้วยพิษไข้ป่าดังกล่าว
         อีกวิธีหนึ่งที่ ส.ส.อีสานสมัยนั้นใช้ทำลายศรัทธาของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม คือการเขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ โจมตีนโยบายต่างๆ ของรัฐ เช่นการผูกขาดสัมปทานต่างๆ ทำให้คนอีสานล่มจม หรือคนอีสานขอกราบลาไปอยู่เวียงจันทน์ เพราะทนการปกครองที่กดขี่ของรัฐบาลไทยไม่ไหว และว่าข้าราชการกระทรวงมหาดไทยถ้าเป็นคนอีสานก็จะถูกกีดกันไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นต้น
         ในที่สุดรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามก็ถูกโค่นล้ม เมื่อกลุ่ม ส.ส.อีสาน หรืออีกนัยหนึ่งคือกลุ่มเสรีไทยของนายปรีดี พนมยงค์ไม่ยอมรับหลักการร่างพระราชบัญญัติอนุมัติพระราชกำหนดพุทธบุรีมณฑล และพระราชกำหนดนครบาลเพชรบูรณ์ เป็นผลให้ จอมพล ป. พิบูลสงครามและคณะรัฐบาลต้องลาออกเมื่อวันที่ ๒๔ กรกฎาคม ๒๔๘๗
         ต่อมาเมื่อฝ่ายอักษะประสบความพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็มีความพยายามของฝ่ายจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่จะอธิบายว่าการเกณฑ์แรงงานคนภาคอีสาน ก็เพื่อหันเหความสนใจของญี่ปุ่นมิให้เอาคนไทยไปเป็นทหารช่วยรบร่วมกับญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งนั้น และการย้ายเมืองหลวงไปเพชรบูรณ์ก็เพื่อเป็นปราการต่อต้านญี่ปุ่น เป็นนัยว่าจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็มีดำริจะต่อต้านญี่ปุ่นอยู่เหมือนกัน
         แต่ทั้งหมดนี้เขียนขึ้นภายหลังความพ่ายแพ้ของฝ่ายญี่ปุ่นทั้งนั้น!
         เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงคราม ลาออกแล้ว รัฐบาลต่อๆ มาอยู่ในกลุ่มเสรีไทย จนถึงการยึดอำนาจเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๐ รัฐบาลเสรีไทยจึงหมดบทบาทลง พร้อมกับนายปรีดี พนมยงค์ต้องลี้ภัยการเมืองไปต่างประเทศ เนื่องจากมีการปล่อยข่าวทำลายนายปรีดีว่าเป็นผู้มีส่วนลอบปลงพระชนม์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๘
         รัฐมนตรีในรัฐบาลกลุ่มเสรีไทยส่วนใหญ่ ได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือนายควง อภัยวงศ์ (พระนคร) ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช (พระนคร) นายปรีดี พนมยงค์ (อยุธยา) พลตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ (อยุธยา) ยุครัฐบาลเสรีไทยจัดได้ว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดยุคหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.๒๔๘๙ เปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมด มีการจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นอย่างเป็นทางการ การมีวุฒิสภาแทบจะไม่มีบทบาทในการยับยั้งกฎหมาย นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังได้แยกข้าราชการประจำออกจากข้าราชการการเมืองอย่างชัดเจน การต่อสู้ในรัฐสภาจึงเป็นการต่อสู้ตามวิถีทางประชาธิปไตย
         ในรัฐบาลเสรีไทยชุดที่นายปรีดี พนมยงค์ และชุดพลเรือตรีถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคอีสานได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี ดังนั้นบรรยากาศในสภาผู้แทนราษฎรที่เคยโจมตีว่ารัฐบาลทอดทิ้งอีสาน ไม่สนใจอีสาน จึงไม่ค่อยมีมากนักเมื่อเทียบกับสมัยรัฐบาลพระยาพหลพลพยุหเสนา และรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพราะดาวสภาที่เป็นนักพูดกลายเป็นรัฐมนตรีไปแล้ว
         รัฐบาลเสรีไทยโดยเฉพาะชุดที่นายปรีดี พนมยงค์ เป็นนายกรัฐมนตรี ค่อนข้างจะโชคร้ายที่ไม่มีเวลาในการพัฒนาประเทศอย่างต่อเนื่องนัก เนื่องจากต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลังสงครามโลกซึ่งเป็นปัญหาที่หนักมาก และปัญหาคอรับชั่นในคณะรัฐบาล โดยเฉพาะ ในหน่วยงานที่เรียกว่าองค์การสรรพาหาร ทำให้การพัฒนาอีสานซึ่งกลุ่ม ส.ส.อีสานเคยเรียกร้องกลับไม่ได้ทำอะไรมากนัก และรัฐบาลนายปรีดีต้องลาออกไปเมื่อเกิดกรณีสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ ๘ เป็นผลให้นายปรีดี พนมยงค์ ต้องลี้ภัยไปต่างประเทศดังที่กล่าวมาแล้ว
         วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี บันทึกเรื่องราวของเสรีไทยแบบเปิดโอกาสให้มีการปรับปรุงข้อมูลได้อีก ถ้ามีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ยิ่งขึ้น ดังนี้..
    “เสรีไทย (อังกฤษ: Free Thai Movement) เป็นขบวนการใต้ดินที่ดำเนินการระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่สอง ในช่วง พ.ศ.๒๔๘๔ – ๒๔๘๘ มีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านการรุกรานของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น รักษาเอกราชและอธิปไตยของชาติไทย ขบวนการเสรีไทยกำเนิดขึ้นในวันที่ ๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๘๔ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกทัพเข้ามาทางด้านทิศตะวันออกและยกพลขึ้นบกจากอ่าวไทย เดิมเรียกขบวนการนี้ว่า “องค์การต่อต้านญี่ปุ่น” ภายหลังจึงเปลี่ยนไป “เสรีไทย” มีบทบาทเป็นแหล่งข่าวสำคัญของฝ่ายสัมพันธมิตร
    การที่รัฐบาลไทยนำโดยนายกรัฐมนตรี จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยินยอมตกลงเข้าร่วมกับญี่ปุ่นและประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทำให้บุคคลสำคัญทางการเมืองการปกครอง ข้าราชการ และชาวไทยทั้งในและนอกประเทศไม่เห็นด้วยกับนโยบายประกาศสงคราม มีการรวมตัวกันเคลื่อนไหวต่อต้านญี่ปุ่น แบ่งเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มในประเทศ นำโดยนายปรีดี พนมยงค์ ขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลัง กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มคนไทยในสหรัฐอเมริกา นำโดยหม่อมราชวงศ์เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการไม่ยอมส่งคำประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา และถือว่าการประกาศสงครามนั้นมิใช่เจตนาของคนไทย กลุ่มที่สามเป็นกลุ่มคนไทยในอังกฤษ นำโดยนักเรียนไทย ณ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์
    ช่วงที่จอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี การดำเนินงานของกลุ่มทั้งสามไม่ค่อยประสบผลสำเร็จมากนักเพราะขาดการประสานงานร่วมกัน แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล โดยมีนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ความร่วมมือระหว่างกันก็มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ว่านายควง อภัยวงศ์จะแถลงนโยบาย ร่วมมือกับญี่ปุ่นโดยใกล้ชิด ตามสัญญาพันธกรณีที่ได้มีต่อกันไว้ด้วยดี และให้ความร่วมมือกับญี่ปุ่นตามข้อเรียกร้องของญี่ปุ่นทุกประการ แต่ขณะเดียวกันคณะรัฐบาลก็มีรัฐมนตรีหลายคนที่เป็นบุคคลระดับหัวหน้าในองค์การต่อต้านญี่ปุ่น และคอยให้ความช่วยเหลือองค์การอย่างลับๆ
    เสรีไทยมีเครือข่ายความร่วมมือในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ โดยได้รับความช่วยเหลือจากฝ่ายสัมพันธมิตร สหรัฐอเมริกาและอังกฤษได้ส่งหน่วยปฏิบัติการมาประจำในกรุงเทพฯ ด้านฝ่ายไทย นายปรีดี พนมยงค์ ได้ส่งทหารไปประจำที่กองบัญชาการของฝ่ายสัมพันธมิตร ณ เมืองแคนดี ลังกา พร้อมกับส่งทหาร ตำรวจ และพลเรือนไปรับการฝึกกับสำนักงานบริการด้านยุทธศาสตร์ (O.S.S : Office of Strategic Services) ของสหรัฐอเมริกา และกองกำลัง ๑๓๖ ของอังกฤษ ในอินเดียและลังกา
    นอกจากนี้ยังมีการจัดตั้งโรงเรียนนายทหารสารวัตร และโรงเรียนนายสิบสารวัตรทหาร โดยรับสมัครนิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักเรียนเตรียมปริญญาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง นักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และนักเรียนโรงเรียนเตรียมนายเรือ มาฝึกให้เป็นผู้บังคับบัญชาของกองกำลังใต้ดินเพื่อเตรียมสู้รบกับกองทัพญี่ปุ่นในวันที่ฝ่ายสัมพันธมิตรกำหนด มีการประชาสัมพันธ์ให้คนไทยในประเทศร่วมกันต่อต้านญี่ปุ่น ส่งข่าวด้านยุทธศาสตร์ทางทหารตลอดจนรายงานสภาพดินฟ้าอากาศให้ฝ่ายสัมพันธมิตรทราบ ซึ่งทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรสามารถปฏิบัติการทางทหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    อย่างไรก็ดี การปะทะกันระหว่างขบวนการเสรีไทยกับกองทัพญี่ปุ่นไม่มีโอกาสเกิดขึ้น เพราะญี่ปุ่นประกาศยอมจำนนอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อวันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ หลังจากสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อวันที่ ๖ และ ๙ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๘๘ แม้ว่าไทยจะร่วมกับญี่ปุ่นในการประกาศสงคราม แต่ความร่วมมืออย่างลับๆ ของไทยกับฝ่ายสัมพันธมิตรทำให้ไทยมีอำนาจต่อรองในการเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตรหลังสงครามยุติ โดยสหรัฐอเมริกาถือว่าไทยไม่เคยประกาศสงครามต่อประเทศของตน ขณะที่อังกฤษดำเนินนโยบายต่อไทยแตกต่างไปจากสหรัฐอเมริกา..”

2010118_25359

ภาพนายทหารอเมริกันในสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อปี ๑๙๔๕ (๒๔๘๘)


Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: