RSS

[๒๕] ไทยในสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒

29 พ.ค.

2010820_82123

2010117_15069

จอมพล ป. พิบูลสงคราม กล่าวปราศรัยแก่ประชาชน ในการเรียกร้องทวงคืนดินแดนอินโดจีน คืนจากฝรั่งเศส ที่กระทรวงกลาโหม วันที่ ๘ ตุลาคม พ.ศ.๒๔๘๓

         ขณะที่ไทยอยู่ในยุคเริ่มต้นความพยายามที่จะสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอยู่นั้น เหตุการณ์ของโลกนอกจากตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำแล้ว ในทางการเมืองก็เข้าสู่ภาวะตึงเครียดจนระเบิดเป็นสงครามโลกอีกครั้งหนึ่ง เมื่อจอมเผด็จการฮิตเลอร์แห่งเยอรมัน และจอมเผด็จการมุสโสลินีแห่งอิตาลีร่วมมือกันหวังจะครอบครองยุโรปทั้งหมด ส่วนทางเอเชียก็มีญี่ปุ่นหวังจะเป็นใหญ่ในเอเชีย เป็นแนวร่วมกันกับเยอรมันและอิตาลี ในนามฝ่ายอักษะ อีกฝ่ายเรียกตัวเองว่าฝ่ายสัมพันธมิตร มีอังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา เป็นต้น
         สถานการณ์ในลุ่มแม่น้ำโขงเวลานั้นมีเรื่องน่าสนใจมากมายหลายเรื่อง
         ผมจะค่อยๆ ลำดับเหตุการณ์ เพื่อให้เห็นภาพใหญ่ทั้งหมด
         ก่อนจะเกิดการสู้รบระหว่างไทยกับฝรั่งเศสในช่วงปี ค.ศ.๑๙๔๐-๔๑ (พ.ศ.๒๔๘๓-๘๔) อันเนื่องมาจากรัฐบาลไทยทวงเอาดินแดนลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคืนจากฝรั่งเศสนั้น ขอลำดับเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยสังเขปเสียก่อน
         เมื่อกองทัพเยอรมันของฮิตเลอร์ รุดเข้าเหยียบดินแดนโปแลนด์แบบสายฟ้าแลบ จากนั้นก็บุกฝรั่งเศสทันที ในคืนวันที่ ๙-๑๐ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) กองทัพสายฟ้าแลบของเยอรมันโรยลูกระเบิดลงสนามบินและชุมทางคมนาคมต่างๆ ในประเทศฝรั่งเศสหลายเมือง
         ๑๐ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓)  เยอรมันยึดได้ป้อมอัลแบรต์
         ๑๒ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓)  ทหารฝรั่งเศสส่วนหนึ่งที่ตั้งรับอยู่ที่ป้อมอัลแบรต์ ถูกเยอรมันบุกโจมตีอย่างยับเยิน
         ๑๙ พฤษภาคม ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) เยอรมันรุกฝรั่งเศสจนฝ่ายสัมพันธมิตรต้องล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน
         ๙ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) เยอรมันส่งทหาร ๒๐ กองพลเข้าโจมตีแนวป้องกันของฝรั่งเศสอย่างหนักที่สุด ในจุดยุทธบริเวณเรอเทลจนแตกละเอียด ทหารฝรั่งเศสที่รอดตายพากันล่าถอยลงทางใต้ี

2010117_15326

แสนยานุภขาพของนาซีเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่ ๒ (ขอบคุณภาพจากวิกิพีเดีย)ใ

         ๑๐ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) กองทหารเยอรมันข้ามแม่น้ำแชล กองทัพที่ ๖ ของฝรั่งเศสไปต้านยันที่แม่น้ำมาน กองพันที่ ๔ ออกไปต้านยันทางแถบใต้ของเมืองแรงส์ และในวันนี้เอง “วิเยอร์โกเตอแรต์” ก็ตกอยู่ในกำมือของเยอรมัน รัฐบาลฝรั่งเศสตัดสินใจทิ้งปารีสเพื่อย้ายไปอยู่เมืองตรู

      ๑๔ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) เยอรมันเข้ากรุงปรารีสได้ เจาะทะลวงป้อมค่ายทั้งหลายที่เคยเหนียวแน่นของฝรั่งเศสได้อย่างง่ายดาย
      ๑๗ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) กองทัพเยอรมันบุกคืบหน้าอย่างสายฟ้าแลบ ฝรั่งเศสร้องขอความช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกันนั้นก็มีการอภิปรายอย่างดุเดือดในสภาผู้แทนราษฎร และรัฐบาล ม.ปอลเลโม ก็ลาออก รัฐบาลใหม่ที่เข้ารับหน้าที่มีจอมพลเปแตงเป็นประมุข
         จอมพลเปแตงส่งคำขอสงบศึกกับเยอรมัน โดยผ่านอัครราชทูตสเปน ในขณะที่เจรจาสงบศึกอยู่นั้น ทหารเยอรมันก็ไม่หยุดการรุกโจมตีและยึดได้เมืองสำคัญของฝรั่งเศสหลายเมือง
         ในเวลาที่ฝรั่งเศสใกล้จะถึงความพินาศ นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม (จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในเวลาต่อมา) นายกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทยก็ตั้งท่าจะขอเอาดินแดนลาวทั้งหมดที่ฝรั่งเศสได้ไปเมื่อปี ค.ศ.๑๘๙๓ (๒๔๓๖) นั้นคืน
         ในขณะนั้นฝรั่งเศสเองก็วิตกกังวลว่าไทยจะทำการแก้แค้น จึงพยายามติดต่อกับไทย ขอทำสัญญาไม่ระรานซึ่งกันและกัน
         เมื่อฝรั่งเศสทาบทามเข้ามาในทำนองนี้ ไทยก็ตอบไปว่ามีความยินดีที่จะติดต่อทำสัญญาไม่ระรานซึ่งกันและกัน แต่ว่าก่อนจะทำสัญญาดังกล่าวต้องได้มีการปรับปรุงการปักปันเขตแดนกันเสียใหม่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและหลักยุติธรรม
         โดยที่รัฐบาลไทยเสนอให้เอาแนวเทือกเขาแดนแกวเป็นเส้นเขตแดนระหว่าง ไทยกับอินโดจีน ซึ่งหมายความว่าต้องการเอาดินลาวทั้งหมดทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงคืน ซึ่งเรื่องนี้รัฐบาลฝรั่งเศสก็ตอบตกลงให้มีการเจรจา แต่เมื่อฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามและได้เซ็นสัญญาสงบศึกเมื่อวันที่ ๒๒ มิถุนายน ๑๙๔๐ (๒๔๘๓) แล้ว ฝรั่งเศสจึงบอกไทยว่าไม่สามารถส่งเจ้าหน้าที่ระดับเอกอัคราชทูตมาได้ จึงส่งรายชื่อเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสที่ประจำอยู่ในอินโดจีนมาแทน โดยให้ทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทยเป็นหัวหน้าคณะ ประกอบด้วย
         ๑. เมอซิเออ เลมิสสิเอร์        อัครราชทูตฝรั่งเศสประจำกรุงเทพฯ
         ๒. เมอซิเออ มังโตวานี อธิบดีกรมการเมืองแห่งอินโดจีน
         ๓. เมอซิเออ คาสสิเอร์ เจ้ากรมโยธาอินโดจีน
         ๔. เมอซิเออ นาโด อธิบดีกรมตำรวจอินโดจีน
         ๕. ผู้แทนของเรสิดังสุเปริเออประจำลาว
         ๖. เมอซิเออ เลอคูตร์ เจ้ากรมศุลกากร
         ฝ่ายไทยก็ได้จัดตั้งคณะผู้แทนขึ้นคณะหนึ่งประอบด้วย พลตรีหลวงพิบูลสงคราม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายดิเรก ชัยนาม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ พลตรีหลวงเชวงศักดิ์สงคราม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรรณไวทยากรณ์ ที่ปรึกษากระทรวงต่างประเทศ นายพันเอกพระยาอภัยสงคราม ที่ปรึกษากระทรวงกลาโหมและเสนาธิการทหาร พระยาสุนทรพิพิธ ปลัดกระทรวงมหาดไทย หลวงสิทธิสยามการ พระเรี่ยมวิรัชพากย์ พระยาสราภัยสฤษฎิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พระยาอนุรักษ์ภูเบศ หัวหน้ากองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย
         กล่าวโดยสรุปก็คือการเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ ทางฝ่ายฝรั่งเศสเองพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการทูตให้เป็นประโยชน์ ทางฝ่ายไทยก็พยายามจะต่อรองด้วยวิธีการอย่างเดียวกัน และมีกรณีพิพาทด้วยกำลังทหารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง จนในที่สุดพลตรีหลวง พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์สงครามกับประเทศอินโดจีนของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๗ มกราคม ๑๙๔๑ (๒๔๘๔)
         ทหารไทยเข้ายึดไชยบุรี และนครจำปาสัก ส่วนทางเขมรทหารไทยได้เข้ายึดเอาเมืองพระตะบอง และเมืองศรีโสภณได้ โดยที่ฝรั่งเศสไม่ได้ต่อต้านสักเท่าไร ทางทะเล ฝรั่งเศสจมเรือรบไทยหนึ่งลำ ขณะที่ไทยก็ยิงเรือรบฝรั่งเศสจนต้องซ่อมใหม่หนึ่งลำเช่นกัน ทางอากาศทั้งไทยและฝรั่งเศสนำเครื่องบินขึ้นยิงและทิ้งระเบิดตามแนวชายแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง ประชาชนที่ล้มตายคือคนลาวทั้งฝั่งขวาและฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
         “ไอ้พวกหมาฝรั่ง” คนลาวทางฝั่งไทยตะโกนด่านคนลาวทางฝั่งซ้าย
         “พวกขี้ข้อยขี้ข้าไทย” คนลาวฝั่งซ้ายโต้ตอบไปบ้าง
         สรุปแล้วก็เพราะลาวไม่มีเอกราช ไม่มีอิสรภาพ ตกเป็นขี้ข้าเขาทั้งสองฝั่งนั่นเอง
         มีเรื่องเล่าว่าในตอนแรกของสงครามระหว่างไทยกับฝรั่งเศสคราวนั้น ฝ่ายไทยได้โฆษณาเกลี้ยกล่อมทหารลาวบางหมวดหมู่ให้ข้ามไปอยู่ฝั่งไทย จะได้รับการดูแลเลี้ยงดูอย่างดี นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังได้ส่งข้าราชการชั้นสูงและเป็นเชื้อสายเจ้านายลาวเมืองหลวงพระบาง ให้ไปติดต่อเจ้าเพชรราช โดยขอให้เจ้าเพชรราชร่วมมือช่วยเหลือฝ่ายไทย
         ในการนี้มหาสิลา วีระวงส์ ยืนยันว่าได้ทราบจากโอษฐ์เจ้าเพชรราชว่าพระองค์ได้ เสนอเงื่อนไขต่อพลตรีหลวงพิบูลสงคราม นากยกรัฐมนตรีแห่งประเทศไทย ๒ ข้อคือ
         ข้อ ๑ ถ้าจะให้ลาวฝั่งซ้ายร่วมมือด้วยในการสงครามครั้งนี้ขอให้รัฐบาลไทยให้คำมั่นก่อนว่าจะไม่เอาลาวไปเป็นไทย เหมือนลาวในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเดี๋ยวนี้ แต่ต้องยกให้ลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นรัฐหนึ่งต่างหากแล้วรวมเป็นสหรัฐกับไทย
         ข้อ ๒ ในการรบ ขอให้ไทยอย่าให้คนอีสานมารบ เพราะคนอีสานกับคนลาวทางฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงเป็นเชื้อชาติเดียวกัน การรบขอให้เป็นไทยรบกับฝรั่งเศสเท่านั้น
         ข้อเสนอนี้เจ้าเพชรราชได้ส่งผ่านปลัดจังหวัดหนองคายในเวลานั้น คือขุนไสวแสนยากร (พลเอกไสว ไสวแสนยากร) แต่ฝ่ายไทยจะตอบหรือไม่ตอบอย่างไร มหาสิลาไม่ได้ยืนยัน
         ในขณะที่ไทยกับฝรั่งเศสกำลังพิพาทและทำสงครามกันอยู่นั้น ญี่ปุ่นมีพลเอกโตโจ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ขยายอิทธิพลแสดงตัวเป็นประเทศมหาอำนาจในเอเชีย โดยที่ญี่ปุ่นได้ดำเนินการทูตและการทหารไปพร้อมกันอย่างเร่งร้อน เพราะญี่ปุ่นมองเห็นว่าทางด้านยุโรปเยอรมันและอิตาลีมีแสนยานุภาพเข้มแข็งยิ่ง อาจสามารถปราบบรรดามหาอำนาจใหญ่ๆ ในยุโรป อย่างอังกฤษและฝรั่งเศสให้หมอบราบลงได้
         ๑๒ มีนาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) นายมัตชะโอะ กะโยชุเกะ รัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น เดินทางไปพบฮิตเลอร์ผู้นำเยอรมัน และมุสโสลินีผู้นำอิตาลี
         ๑๓ เมษายน ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นลงนามในสัญญาเป็นกลางระหว่างญี่ปุ่นกับโซเวียตที่กรุงมอสโคว์
         ๖ พฤษภาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นทำสัญญากับฝรั่งเศส คือสัญญาและข้อตกลงว่าด้วยอัตราภาษีศุลกากรการค้าและระเบียบการชำระเงิน และอีกสัญญาหนึ่งคือสัญญาเกี่ยวกับสัมพันธภาพทางเศรษฐกิจระหว่างญี่ปุ่นกับอินโดจีน
         ๑๐ พฤษภาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นออกกฎหมายป้องกันและรักษาความมั่นคงของชาติ
         ๒๙ กรกฎาคม ๑๙๓๙ (๒๔๘๒) ญี่ปุ่นบังคับให้อินโดจีนลงนามในสัญญาร่วมป้องกันระหว่างญี่ปุ่นกับฝรั่งเศสเกี่ยวกับการป้องกันอินโดจีนฝรั่งเศส แล้วในเวลาต่อมาญี่ปุ่นก็ยกพลขึ้นบกที่เมืองไซ่ง่อน
         การที่ญี่ปุ่นทำสัญญาร่วมป้องกันอินโดจีนกับฝรั่งเศสนั้นก็เพราะว่าญี่ปุ่นต้องการเอาอินโดจีนและประเทศไทยเป็นพลังทางเศรษฐกิจสงครามและเป็นฐานทัพในการสู้รบกับอังกฤษ โดยหวังจะเข้ายึดครองอาณานิคมของพวกผิวขาว คือพม่า อินเดีย สิงคโปร์ อินโดเนเชีย และฟิลิปปินส์
         ต้องการกำเอาทวีปเอเชียไว้ในอุ้งมือ ญี่ปุ่นจึงไม่อยากให้อินโดจีนกับไทยเกิดกรณีพิพาทกัน เพราะจะเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินนโยบายของญี่ปุ่น คือนโยบายวงไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพานั่นเอง
         ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเห็นฝรั่งเศสกับไทยมีกรณีพิพาทเรื่องดินแดนกัน จึงเข้าทำการขัดขวางโดยเกลี้ยกล่อมให้ ๒ ประเทศยุติสงคราม แล้วหันหน้ามาเจรจากัน ดังนั้นในวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๑๙๔๑ (๒๔๘๔) ฝรั่งเศสกับไทยจึงมีการเจรจากันที่นครโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

 2010117_15235        ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในดินแดนไทย และใช้ไทยเป็นฐานทัพ รัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงครามตัดสินใจเข้าร่วมกับญี่ปุ่นตามนโยบายวงศ์ไพบูลย์เอเชียบูรพาของญี่ปุ่น
         เรื่องนี้เป็นที่มาของขบวนการเสรีไทย!
          ในเรื่องการปฏิเสธจุดยืนของรัฐบาล ที่เข้าร่วมกับฝ่ายอักษะในมหาสงครามครั้งนั้น เนื่องจากไม่ต้องการให้ไทยฝักใฝ่สรีนฝ่ายใด ควรจะมีจุดยืนอยู่ที่ความเป็นเอกราชแห่งชาติของตนเป็นสำคัญ ขบวนการเสรีไทยจึงสร้างสายสัมพันธ์อย่างลับๆ กับฝ่ายสัมพันธมิตร เพื่อแสวงหาทางเลือกหากฝ่ายอักษะมีอันเป็นฝ่ายแพ้สงคราม

 

2010115_35938

พลพรรคเสรีไทยที่เดินทางมาโดยทางเรือ

        ความจริงเรื่องนี้ผมเข้าใจว่าคงมีเบื้องหลังมากกว่านั้น เนื่องจากนักศึกษาจากฝรั่งเศสยุคนั้นมีลุงโฮจิมินห์และ ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นบุคคลร่วมยุคสมัยเดียวกัน และมีการพูดคุยกันในเรื่องเศรษฐศาสตร์การเมืองในภูมิภาคอินโดจีน จนมีความคิดร่วมกันเรื่องสหพันธ์อินโดจีน เหมือนอย่างเรื่องสหภาพยุโรป (ยูโร) ที่เป็นอยู่ในเวลานี้
         แต่เรื่องของสหพันธ์อินโดจีนมีอันถูกล้มล้างหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อสหรัฐอเมริกากลายเป็นประเทศจักรวรรดินิยมแทนอังกฤษและฝรั่งเศส และเข้าแทรกแซงการเมืองการปกครองของประเทศในเอเชีย ตามแนวความคิดต่อต้านระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะมีรายละเอียดในลำดับต่อไป
        ลุงโฮจิมินห์เคลื่อนไหวอยู่ในอินโดจีนฝรั่งเศส (เวียดนาม ลาว เขมร) ส่วน ดร.ปรีดี พนมยงค์ เคลื่อนไหวอยู่ในไทย จัดตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ ขณะที่ในลาวมีขบวนการลาวอิสระ หรือเสรีลาว ในเวียดนามมีขบวนการเวียดมินห์ และในกัมพูชามีขบวนการทำนองเดียวกัน ซึ่งพัฒนามาเป็นพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชาในเวลาต่อมา
         คำว่า “อินโดจีนฝรั่งเศส” นี้ ฝรั่งเศสใช้เรียกขาน ๓ ประเทศอาณานิคมของตน คือลาว เวียดนาม และกัมพูชา ระหว่างปี ๑๙๔๖-๑๙๕๔ (พ.ศ.๒๔๘๙-๒๔๙๗) และขบวนการต่อต้านอำนาจการปกครองของจักรนิยมฝรั่งเศสเริ่มขึ้นในสมัยที่ลุงโฮจิมินห์พำนักอยู่ที่เกาะฮ่องกง ได้จัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามขึ้น และต่อมาได้เปลี่ยนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน เมื่อปี ๑๙๓๐ (๒๔๗๓)

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: