RSS

[๒๓] รัฐสยามยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

21 พ.ค.

2010820_82123
         ผมมีความจำเป็นต้องทำความต่อเนื่องให้กับเรื่องการเมืองการปกครองของรัฐ ไทย ก่อนที่จะเข้าเรื่องขบวนการเสรีไทยในสมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒

2010115_35577

ดร.ปรีดี พนมยงค์ ผู้นำ “คณะราษฎร” ทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

         จับความมาจากเอกสารการสอนชุดวิชาปัญหาการพัฒนาชนบทไทย (๘๐๒๐๖) สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช หน่วยที่ ๖ การเมืองการปกครองไทยกับการพัฒนาชนบท โดยอาจารย์ชิด นิลพานิช กับชุดวิชาเศรษฐกิจกับการเมืองไทย (๘๐๒๐๔) หน่วยที่เขียนโดยอาจารย์ณรงค์ เพชร์ประเสริฐ

การเมืองการปกครองในยุครัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นความพยายามในการฟื้นฟูชาติและการรวมศูนย์อำนาจสู่ส่วนกลาง เพื่อสร้างชาติให้เข้มแข็งหลังเสียกรุงศรีอยุธยา การปกครองในส่วนกลางมีตำแหน่งสำคัญ ๓ ตำแหน่งคือ สมุหนายก มีอำนาจหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ สมุหพระกลาโหม มีอำนาจหน้าที่ดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้ และ พระคลัง ดูแลหัวเมืองชายทะเล สำหรับการปกครองส่วนภูมิภาคมีการแบ่งหัวเมืองออกเป็น ๔ ชั้นคือ เอก โท ตรี จัตวา มีเจ้าเมืองเป็นผู้ปกครอง ขึ้นต่อสมุหนายก สมุหพระกลาโหม และพระคลังดังกล่าวแล้ว
         ถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เริ่มมีการปฏิรูปการเมืองการปกครองของประเทศให้สอดคล้องกับสถานการณ์ทั้งภายในและต่างประเทศในสภาวะที่มีภัยคุกคามจากลัทธิล่าอาณานิคม มีการลดทอนอำนาจทางการเมืองการปกครองของขุนนางชั้นผู้ใหญ่อย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีการเลิกทาสในที่สุด       
         “…แม้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้มีการปฏิรูประบบกองทัพ ระบบราชการและการศึกษา แต่อำนาจการปกครองก็ยังคงอยู่ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์แห่งอำนาจ อำนาจการปกครองถูกผูกขาดอยู่ในมือของราชนิกุลและตระกูลขุนนางที่ภักดีต่อราชบัลลังก์
         ข้าราชการต่างๆ ถูกจัดระบบหน้าที่การงานเสียใหม่ให้มีการจัดสรรตำแหน่งและแบ่งส่วนหน้าที่อย่างชัดเจน และแยกย่อยลงไปโดยจะต้องปฏิบัติงานตามระเบียบวินัย และกฎหมายใหม่ๆ อย่างเคร่งครัด แม้ว่าต่อมาข้าราชการส่วนใหญ่จะไม่ใช่บุคคลที่มาจากราชนิกุลและตระกูลขุนนาง แต่ข้าราชการชั้นสูงยังคงเป็นราชนิกุลและตระกูลขุนนางผู้ภักดีต่อราชบัลลังก์ ตัวอย่างคือการรับนักเรียนเข้าเรียนโรงเรียนนายร้อยเมื่อปี พ.ศ.๒๔๙๙ ก็มีการระบุว่าจะต้องเป็นบุตรของผู้มีชื่อเสียง จะต้องมีข้าราชการชั้นสัญญาบัตรอุปถัมภ์และรับรอง ปี พ.ศ.๒๔๕๒ การเข้าโรงเรียนเตรียมนายทหารจำกัดนักเรียนเฉพาะโอรสในพระบรมวงศานุวงศ์และบุตรนายทหารเท่านั้น สภาพการณ์ดังกล่าวนี้คงอยู่เรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ.๒๔๗๕…”
         เมื่อสิ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ อำนาจของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีความเป็นปึกแผ่นกว่าที่เคยเป็นมา ภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมก็ลดน้อยลง เมื่อมีการปรับปรุงระบบบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น แต่สิ่งที่ก่อตัวและกลายเป็นกระแสขึ้นก็คือความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครอง
         ระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ถึงขั้นวิกฤตเมื่อ คณะ ร.ศ.๑๓๐ (พ.ศ.๒๔๕๔) อันประกอบด้วยชนรุ่นใหม่ที่เป็นผลิตผลของสังคมใหม่ ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้รับการศึกษามากขึ้น ได้พยายามล้มล้างอำนาจของสถาบันกษัตริย์แต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าความชอบธรรมของระบอบการปกครองได้ถูกท้าทายเป็นครั้งแรก ในลักษณะที่เป็นความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองมากกว่าการแย่งชิงอำนาจส่วนบุคคล
         “ในช่วงรัชกาลที่ ๖ และรัชกาลที่ ๗ ระบบการเมืองซึ่งแต่เดิมมีสมรรถนะในการปรับตัวสูง กลับเคลื่อนไหวปรับตัวอย่างเชื่องช้าท่ามกลางกระแสความคิดของกลุ่มบุคคลที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง และแม้ว่าจะมีความพยายามที่จะสร้างสรรค์สถาบันทางการเมืองในลักษณะที่เตรียมการปูพื้นฐานสำหรับการปกครองแบบประชาธิปไตยได้เริ่มขึ้นอย่างรีบเร่งในรัชการที่ ๗ แต่ความลังเลพระทัย ประกอบกับความเห็นของอภิรัฐมนตรี และขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ตลอดจนที่ปรึกษาต่างประเทศซึ่งไม่เห็นด้วยกับการนำระบอบการปกครองโดยมีรัฐสภามาใช้ ทำให้ระบบการเมืองปรับตัวเชื่องช้าจนกระทั่งการสิ้นสุดของระบบการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ด้วยการยึดอำนาจแทนที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยตัวผู้นำและการปรับตัวเองของระบบการเมือง”
         ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๑ สยามเข้าร่วมสงครามโดยเป็นพันธมิตรกับอังกฤษ และเมื่อฝ่ายอังกฤษชนะสงคราม สยามจึงเรียกร้องให้อังกฤษยกเลิกสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง ที่เป็นข้อผูกพันที่เคยทำไว้ตั้งแต่ พ.ศ.๒๓๙๘ คือให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกยกเลิกศาลกงสุล ให้คนในบังคับของมหาอำนาจตะวันตกขึ้นศาลสยาม และให้สยามมีสิทธิกำหนดพิกัดอัตราศุลกากรเองได้ ยกเว้นสินค้าบางชนิด เช่นผ้า ฝ้าย และเครื่องจักร เป็นต้น
         ผลจากสงครามโลกครั้งที่ ๑ ได้ก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก ภาวะส่งออกของไทยได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผลกระทบเหล่านี้เริ่มปรากฏชัดตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๐ หรือหลังจากสงครามโลกสงบลงแล้วประมาณ ๑๐ ปี ดูได้จากตัวเลขรายได้ต่อหัวต่อปีของประชาชนเมื่อปี ๒๔๗๐ คือ ๑๐.๔๙ บาท แต่เมื่อถึงถึงปี พ.ศ.๒๔๗๕ ลดลงเหลือ ๖.๓๙ บาท
         ภัยคุกคามจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ ต้องหันมาใช้นโยบายประหยัดโดยการปลดข้าราชการออก และตัดทอนรายจ่ายของรัฐบาลบางประเภท ขณะเดียวกันก็ขึ้นภาษีอากรบางประเภท แต่ก็ไม่สามารถกอบกู้ฐานะการคลังของรัฐได้ การปลดข้าราชการและขึ้นภาษีทำให้ประชาชนทั่วไปเดือดร้อนหนักขึ้น กลายเป็นภาวะสุกงอมของการเปลี่ยนแปลง
         บรรดาผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผู้มีการศึกษาจากตะวันตก ต้องการสร้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย “จึงได้ทำการปฏิวัติ” เปลี่ยนแปลงการปกครองขึ้นเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๕ กลุ่มบุคคลผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งนี้เรียกตัวเองว่า “คณะราษฎร” โดยมี ดร.ปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำ สมาชิกผู้ก่อการส่วนใหญ่เป็นขุนนางได้แก่ทหารและข้าราชการหัวสมัยใหม่
         หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง คณะราษฎรใช้นโยบายประนีประนอมกับกลุ่มผู้มีอำนาจเก่ากล่าวคือ เป็นแต่เพียงลดอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ สร้างสถาบันรัฐสภา และพัฒนาเศรษฐกิจให้ทันสมัยขึ้น กองทัพ ระบบราชการและระบบกรรมสิทธิ์ยังคงมีลักษณะเช่นเดิม
         เพื่อให้เห็นภาพโดยรวม ผมขอนำเหตุการณ์ช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.๒๔๗๕ มาบันทึกไว้เพื่อให้เห็นสถานการณ์โดยรอบด้านในช่วงที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๗ ทรงสละราชสมบัติ..
กล่าวคือ.. หลังจากคณะราษฎร์ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ และกราบบังคมทูลขอให้เป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ทรงเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของอาณาประชาราษฎร์ ไม่ประสงค์ให้เสียเลือดเนื้อและความเสียหายแก่บ้านเมือง และเนื่องจากพระองค์ก็ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงไม่ทรงขัดความปรารถนาของคณะราษฎร์ และได้พระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับถาวรเมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม ๒๔๗๕ ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม
201062_44499 อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและคณะราษฎร์จะมีพระราชประสงค์และจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกัน แต่พระองค์ก็ไม่ทรงเห็นชอบด้วยกับหลักการและการกระทำของคณะราษฎร์ทั้งหมด โดยเฉพาะการออกกฎหมายป้องกันและรักษารัฐธรรมนูญ การตั้งศาลพิเศษตามกฎหมายดังกล่าว และการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่สอง ซึ่งทรงเห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
ประกอบกับทรงมีปัญหาด้านสุขภาพเกี่ยวกับสายพระเนตรเสื่อมทรุดลงเรื่อย จึงมีพระราชวินิจฉัยเด็ดขาดที่จะเสด็จต่างประเทศเพื่อผ่าตัดพระเนตร และตัดสินพระราชหฤทัยสละราชสมบัติในที่สุดเมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๗ และประทับอยู่ที่ตำบลเวอร์จิเนียวอเตอร์ อันเป็นเขตชนบทชานกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ จนเสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยปัจจุบันเมื่อวันที่วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๔๘๔ โดยที่ไม่มีโอกาสได้เสด็จนิวัตกลับราชอาณาจักรไทยอีกเลย
มีการถวายพระเพลิงศพหลังจากสวรรคตได้ ๔ วัน ณ ฌาปณสถานโกลด์เดอร์สกรีน เหนืองกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ นับเป็นงานพระบรมศพที่เรียบง่ายที่สุดนับแต่มีชาติไทยมา ไม่มีพระเมรุมาศ ไม่มีเสียงประโคมย่ำยาม ไม่มีแม้แต่พระสงฆ์สวดพระอภิธรรม สิริพระชนมายุได้ ๔๗ พรรษาเศษ อยู่ในสิริราชสมบัติเพียง ๙ ปี
ก่อนเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชหัตถเลขาประกาศสละราชสมบัติเมื่อวันที่ ๒ มีนาคม ๒๔๗๗ มีใจความสำคัญที่คนไทยควรจดจำไว้เป็นนิรันดร์..
“ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อใช้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาด และโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร..”

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: