RSS

ย้อนตำนานซับแดง (5) ตอนจบ

13 ก.พ.

5. ลูกผู้ชาย “บ่ตายก็ยัง”

สมคิด สิงสง : เล่าเรื่อง

สังคม เภสัชมาลา : บันทึกและเรียบเรียง

ปี พ.ศ.2519 คาราวานนำโดย หงา-สุรชัย จันทิมาธรมาเปิดแสดงที่ซับแดง แล้วย้ายการแสดงไปเรื่อยๆ สมคิดและเพื่อนติดตามคาราวานไปด้วยเช่นกัน ติดตามกันลงไปกรุงเทพฯ พักอยู่บ้านเช่าคาราวาน ส่วนมหาเสริฐหรือสนั่น ทากาง ไปเดินเตร่อยู่แถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผอิญขบวนการประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจรกำลังดำเนินอยู่พอดี แต่เหตุการณ์ไม่ค่อยจะดีเสียแล้ว มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเดินขบวนของนักศึกษา มีการจับนักศึกษาผู้บริสุทธิ์แขวนคอ

มหาเสริฐได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์สยองนั้นด้วย เขาเป็นห่วงสมคิดว่าอยู่อย่างไร ในภาวะอึมครึมเช่นนี้จะคิดอ่านอย่างไรต่อไป ครั้นตอนเช้าตรู่ ของวันที่ 6 ต.ค. 19 มีเหตุการณ์ยิงกัน การชุมนุมกลายเป็นสนามนองเลือด ตอนนี้ล่ะที่นักศึกษาประชาชนแตกพ่าย ไปทิศ ไปทาง สนั่น กางทากับศักดา กาญจนพาณิชย์ นั่งแท็กซี่มาบ้านพักของหงา-คาราวาน อย่างอกสั่นขวัญแขวน เพราะตอนนั้นพวกกระทิงแดง นวพล พร้อมที่จะห้ำหั่นฝ่ายนิสิตนักศึกษาฯ ทุกขณะ ขอให้ทราบเถอะว่าพวกอยู่ไหน โชคดีที่วันนั้นหลุดมาได้อย่างปลอดภัย โดยนั่งรถมาลงที่สี่แยกสะพานควาย ไปพบสมคิด และเพื่อน ซึ่งกำลังปรึกษากันอยู่ว่าจะไปที่ไหน อย่างไร

10.00 น. ออกจากบ้านคาราวาน จับรถมาลงที่อำเภอปากช่อง เข้าพักที่โรงแรมวันชัย (โรงแรมปากช่อง) รุ่งขึ้น ( 7 ต.ค.2519) จึงเข้าไปที่ไร่ธารเกษมของคำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม) ไปได้ไม่ถึงชั่วโมง ภรรยาลุงคำสิงห์ (ป้าตุ่น) ตะโกนบอกว่า “ทหารมา หลบออกไปก่อนได้ไหม?”
จากคิดว่าจะได้กินกาแฟร้อน และหอมกรุ่นจากฝีมือป้าตุ่น กลายเป็นตาลีตาเหลือกหลบเข้าไปซ่อนอยู่ในป่าหญ้าคอมมิวนิสต์สากคาย นิ่งเงียบอยู่ภายใต้อกระทึก เบิ่งมองมาทางบ้านคำสิงห์ ซึ่งช่วงนั้นเป็นตอนที่เขาปล่อยวัวออกจากคอกพอดี จึงไม่ทราบว่าไหนขาวัว ขาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร มันเยอะจริง ๆ ลายตาไปหมด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กลับออกไป เขาและมหาเสริฐ จึงค่อยคลานย่องแย่งออกมาจากป่าหญ้าคอมมิวนิสต์
ทั้งสองทำลายบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานต่างๆ ของตัวเองแทบทุกอย่าง ก่อนที่จะเดินทางออกมาจากไร่ธารเกษม ถึงตอนนี้ต้องคิดอ่านเรื่องเปลี่ยนรูปลักษณ์เสียแล้ว ทำตัวให้เป็นชาวบ้านมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไปขอซื้อกล้วย ซื้อของหิ้วพะรุงพะรัง เหมือนตาสีตาสาจอมเปิ่น นั่งรถสองแถวจากปากช่องมาลงที่สีคิ้วก่อนแล้วค่อยต่อรถมาที่ชัยภูมิ ถึงชัยภูมิเวลา ประมาณ 5 โมงเย็น ไปขอนอนที่วัดบ้านโนนสาทอน เผอิญพระคุณเจ้าจับปลามาได้มากโข ท่านจึงแบ่งให้เป็นกับข้าวมื้อเย็น
รุ่งขึ้น (8 ต.ค.2519) เดินเท้าออกจากวัดมาถึงโรงต้ม สี่แยกนอกเมืองจังหวัดชัยภูมิ ตอนแรกคิดว่าจะเดินทางกลับซับแดงเลย แต่มาเปลี่ยนใจกลางทาง จับรถโดยสารสีส้ม ชัยภูมิ – ชุมแพ มาลงทางแยกเข้าอำเภอคอนสวรรค์ โชคดียิ่งที่ไม่ไปถึงช่องสามหมอ หรือเข้าไปซับแดง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจอยู่ตรงนั้น สังหรณ์ครั้งนี้ช่วยเขารอดมาได้อย่างประหลาด ลงรถแล้วเดินลัดเลาะเข้าป่าเข้าพงมาที่ห้วยสามหมอ ซึ่งปีนั้นน้ำกำลังไหลเชี่ยวหน้ากลัว กระนั้นต้องตัดสินว่ายข้ามไปให้ได้ วิธีว่ายไม่ยากหรอก ทิ้งตัวลงไป ประคองตัวปล่อยให้น้ำมันพัดไปเรื่อยๆ จะสามารถเข้าหาฝั่งตรงข้ามได้เอง แต่ที่ยุ่งยากคือ กลัวว่าปืนมันจะเปียก จึงต้องว่ายน้ำแบบมืออีกข้างยกปืนยกไว้เหนือน้ำตลอด เมื่อข้ามไปได้ ปรึกษากันว่า “จะไปปรากฏตัวไม่ได้หรอกเนาะ เพราะไม่รู้ว่าบ้านเราจะมีเหตุการณ์อะไรไหม?”
ปรึกษาหารือกันอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กลับบ้าน เพียงแต่รอดูสักระยะ ช่วงรออยู่นี้น่าจะมีข้าวน้ำลูบท้อง รองท้องไว้บ้าง พูดง่าย คือ หิวจนตาลาย พยายามเดินเลียบเลาะ ตัดเข้าเขตบ้านซับแดง จนกระทั่งหลบไปอยู่ป่ากล้วยนายทอง หล่มแสง วันนั้นตรงกับวันออกพรรษาพอดี ที่วัดจึงมีงานเทศกาลแห่เทศน์กัณฑ์หลอนกัน
กำลังจะกินขนมเส้นกับข้าวต้มมัด ที่มีคนนำมาส่ง พลันได้ยินเสียงเฮลิคอบเตอร์ 2-3 ลำบินเลียบภูผาแดงมาต่ำๆ
“มันมากันแล้ว!” สมคิดบอกมหาเสริฐและพรรคพวกที่กำลังจะล้อมวงกินข้าวมื้อเช้าบนเถียงนานายทอง หล่มแสง
จริงดังคาด อึดใจต่อมานายเพลิง(จำนามสกุลไม่ได้) วิ่งกระหืดกระหอบมาส่งข่าวว่าตำรวจทหารเข้าล้อมไว้หมดแล้ว อย่าเข้าไปในบ้านนะ อันตราย…
สมคิดถามมหาเสริฐว่า “เอาไงกันดี จะมอบตัวหรือสู้ตาย?”
สำรวจลูกกระสุนแล้วมีอยู่ประมาณ ๓๐ เศษๆ ปืนสั้น ๒ คน ๓ กระบอก
“สู้ตายพี่ ไม่ยอมให้จับเป็น!”
สนั่น กางทา หรือมหาเสริฐยืนคำแข็ง
สมคิดตัดสินใจในเวลานั้นว่า ถ้าขึ้นภูคงไม่ดี พวกนั้นคงสนใจภูเขา จึงตัดสินใจสวนทางออกมายังที่ราบ ไปซ่อนตัวอยู่ในป่ามอน(หม่อน)ของนางสา กางทา เข้าไปอยู่ในนั้นโดยนอนหงายดู ฮ.ฯว่ามันจะบินลงจอดที่ใด ที่สุด มองเห็นมันบินเข้าไปจอดที่สนามโรงเรียนบ้านซับแดง
บ้านซับแดง ตกอยู่ในอาการตึงเครียด กองกำลังเจ้าหน้าที่รวมแล้วประมาณ ๒ กองพัน มีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นต้น เข้าไปบัญชาการสู้รบ เสมือนชาวซับแดงเป็นข้าศึกศัตรูไปแล้ว เลือดไทยกำลังจะฆ่ากันเอง
ผู้กำอำนาจกำลังจะเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์และมือเปล่า เหตุเพราะทรรศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน จริงแท้เทียวที่คนมีอำนาจย่อมกำจัดผู้อ่อนแอกว่าได้ง่ายดาย
สมคิด สิงสง , สนั่น ทากาง หรือ ชาวบ้านเป็นยิ่งกว่ามดแมง กล่าวไปไยถึงการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ ดีดนิ้วมือเปาะเดียว หัวร้างข้างแตกกันแล้ว แต่นี่,เขาจะเอากันถึงชีวิต ทำยังกับว่าซับแดงคือสมรภูมิที่รัฐจะต้องยึดคืนด้วยการรบหรือการเข่นฆ่า น่าขันเพียงไรกับความขี้เท่อของฝ่ายบ้านเมืองในครั้งนั้น
จะไปไหน จะไปหลบอยู่ที่ใด…บ้านที่เคยฝั่งสายแห่แผ่สายดือ บ้านที่เคยคิดว่าไม่มีที่ใดปลอดภัยไปยิ่งกว่านี้แล้วกลับเต็มอยู่ด้วยภยันตรายทุกซอกทุกมุม เจ้าหน้าที่เข้าค้น ขึ้นรื้อหาเขาเสมือนว่าเขาไม่ใช่คน ใช่ล่ะ คนรักหวังดีต่อเขายังมี ตารางนิ้วที่ใดอันตรายเขาย่อมรู้ จึ่งมีที่ว่างพอจะแอบเข้าหลบ ซึ่งได้แก่รั้วบ้านรกๆ ของเพื่อนบ้านนั่นแล เผอิญตามรั้วตามราวจะปลูกหม่อนไว้เลี้ยงไหม ปลูกกล้วยไว้กิน ส่วนข่าวคราวก็ได้จากเจ้าของรั้วนั่นเอง เช่นยายคนหนึ่งทำทีหาบตะกร้าเดินหยับๆ ผ่านเจ้าหน้าที่ไป โดยบอกว่าควายอีฉันสิออกลูก สิไปเบิ่ง (ดู) มัน บ่ไป บ่ได้ กะยังว่า ควายสิออกลูก….
วันนั้นทางการวางกำลังไว้ทุกทาง ทุกที่ซึ่งคาดกันว่าสมคิดจะเล็ดลอดออกไป โดยเฉพาะด้านภูเขา สมมุติพากันขึ้นภู เดินไปถึงตีนเขาได้คงต้องนับว่าไกลที่สุดแล้วสำหรับชีวิตวันนั้น
เตชะบุญ ทำให้เขาไม่เลือกที่จะไปทางนั้น พวกเขาหลบไปอยู่กับเด็กเลี้ยงควายจนค่ำ และค่ำคืนนั้นเทวดาฟ้าดินมาโปรด
ฝนตกมาขนานใหญ่ ยังกับฟ้ารั่ว
ทางการสั่งถอนกำลัง สมคิดเวลานั้นคิดแต่เพียงต้องหาทางออกจากหมู่บ้านให้ได้ จึ่งต่อมาลัดเลาะตามชายป่า มาที่บ้านซับบอน หนองทุ่ม โสกนาดี หนองหวาย โดยมีจุดหมายปลายทางที่จะข้ามแม่น้ำซีไปเขตอำเภอชนบท ระหว่างนั้นความหิวกลับเดินทางมาทักทายแล้วคงอยู่ยาวนาน ระโหยโรยแรงจนจะยกขาไม่ขึ้น เมื่อมาพบเจอป่ากล้วยชาวบ้านจึงรี่เข้าหาทันที เอื้อมมือไปปิดมากัดกินก๋วมๆ
“ขอยืมกินก่อนเด้อ…” ร้องบอกตามลมไป เพราะโดยนิสัยสันดาน ไม่เคยคิดว่าจะขโมยของใครกินเด็ดขาด
กล้วยดิบ คาคอ แค้นจ่อหล่อ…มันกลืนไม่ลง แม้จะหิวแสนหิวยังคงติดคอฝืดฝืน กัดฟันเดินทางต่อจากหนองหวายไปบ้านหนองแก แต่ไปเจอเข้ากับน้ำซีที่บ้านดอนหมูเสียก่อน คนพื้นถิ่นเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “น้ำแก่งขึ้น” มองไหนต่างขาวพร่าไปสุดแนว ต้องเดินลัดเลาะไปเรื่อย กะว่าจะหาที่ข้ามง่าย หรือแคบๆ แต่ไม่เจอ จนถึงป่ามันสำปะหลังแห่งหนึ่ง ทราบภายหลังว่าเป็นป่ามันบ้านหนองหวาย หยุดพักโดยนอนราบลงกับพื้น สมคิดบอกมหาเสริฐว่า กินมันเนาะ…
“เอางั้นนี่?”
ถามทั้งที่รู้ว่าต้องกินมันอยู่แล้ว หัวมันนั่นเยอะจริงล่ะ ถอนขึ้นง่ายๆ แต่จะหาไฟไหนมาจี่มาเผา ไม้เขิดไม้ขีดไม่ติดตัวมาเลย เอาเหอะ ตั้งแต่ควายงัวมันยังไม่ปิ้งไม่จี่ ฟาดมันโลด…
ว่าแล้วกัดกินหัวมันสำปะหลังดิบเสมือนเอร็ดอร่อยเหลือกำลัง ส่วนใครจะตดก่อนใครค่อยว่ากันทีหลัง เพราะดูเหมือนท้องกำลังอืดขึ้นๆ
พักอยู่ในป่ามันสำปะหลังราว ๓ ชั่วโมง จึงออกเดินต่อ มุ่งหน้าไปบ้านโนนสาวเอ้ ไปถึงแล้วกลับข้ามไม่ได้อีก งานนี้ต้องใช้เรือ ขืนลอยข้ามไปมีหวังกลายเป็นหนึ่งเดียวกับแม่น้ำซี หายลับไปจากโลกแน่นอน สมคิดบอกให้มหาเสริฐเข้าไปติดต่อเรือ เขาเข้าไปถามขาวบ้านว่าใครมีเรือข้ามฟากบ้าง
“ตาปานไง ตาปานแกมี”
“ปานไหนครับ?”
“ทำไมหรือ มีปานเดียวแหละบ้านนี้”
อะไร ไม่อะไร งานนี้ต้องรอบคอบทุกอย่าง ที่ต้องถามให้อย่างนั้น เพราะจ่าปาน กำลังกระเหี้ยนกระหือรือในการสร้างผลงาน จนประกาศเสียงก้องว่า บักสมคิด กูสิจับเอง บ่ได้ตัวเป็นสิจับตาย จับบ่ได้บ่มี… บ่สั้นกูสิลาออก
หน้าที่แกจะมั่นใจอย่างนั้น เพราะนายจ่าท่านนี้ได้ชื่อว่ามือปราบปืนโหด ตำนานเหล่าเสือลุ่มน้ำซีอย่างพวกเสือหงัด เสือหนัก เสือหลาย ลูกนารี ยืนยันได้เป็นอย่างดี วีรเวร วีรกรรมครั้งกระโน้น เล่าขานมาตราบปัจจุบัน
สนั่น ไปติดต่อเรือด้วยความระแวงระวัง เขาได้หมวกขาดที่ชาวนาทิ้งไว้มาใบหนึ่ง ให้พี่สมคิดใส่ปิดบังใบหน้า
เขาบอกกับตาปานว่าจะข้ามไปบ้านวังแสง พ่อใหญ่ปาน เป็นคนมีน้ำใจ ถามพวกเขาว่า “สู กินข้าวกันมาหรือยังล่ะหือ?” เมื่อตอบว่ายังหรอกพ่อใหญ่ แกเข้าไปวัดนำข้าวต้มมัดมาให้กินกัน(ที่วัดมีงานบุญออกพรรษา) แต่เมื่อมาเห็นเรือแล้วใจแป้ว ใจหาย มองเห็นความตายกวักมืออยู่หย็อยๆ
เรียกกันว่าเรือก้านตาล ลำเล็กนิดเดียว
จะข้ามไปได้ต้องนั่งคนเดียว แสดงว่าต้องขนกันสองเที่ยว ไม่เสียวได้ไง แต่เอาเถอะ หนีตายมาหมาดๆ กลัวตายเพราะเรือล่มกระไรอยู่ จึงตัดสินใจข้ามไปกับแก ตอนหนึ่งกลางลำน้ำ พ่อเฒ่ากล่าวขึ้นคำหนึ่ง
“ชีวิตลูกผู้ชาย ไม่ตายกะยังล่ะวะ แม่นบ่…”
นัยของมัน ทำให้ทราบว่าจริงๆ แล้วพ่อใหญ่ปานน่าจะรู้อะไรมาบ้างหรอก อย่างน้อยก็เรื่องที่ว่าเขาเป็นใคร จะไปไหน และทำไมต้องไป แต่แกเองไม่สร้างความอึดอัดใจใดๆ แก่คนทั้งสองเลย กระทั่งข้ามมาสำเร็จ ได้ขึ้นฝั่งทางบ้านวังแสง เขตอำเภอชนบทอย่างที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย
บ้านวังแสง ก็คือแห่งหนคนลุ่มน้ำซีที่อพยพไปหาที่ทำกินใหม่แถวซับแดงครั้งกะโน้น กระนี้จึงเสมือนได้คืนสู่สถานแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา คืนสู่อ้อมกอดญาติมิตรข้างแม่ ได้นอนตาหลับเต็มอิ่มครั้งแรก ณ ที่แห่งนี้ ตื่นขึ้นเราค่อยคิดกันว่าจะเอายังไงต่อ สมคิดเปรยกับสหายร่วมตาย แล้วบอกกับสนั่นให้เดินทางเข้าเมืองขอนแก่น เพื่อไปพบทนายอุดม ตะนังสูงเนิน ซึ่งจะมาว่าความที่ศาลจังหวัด แต่โชคไม่ดี สนั่นไม่ได้พบทนาย กลับมาด้วยอาการผิดหวัง ไม่ทราบจะทำยังไงต่อ
11 ตุลาคม 2519 ยังคงอยู่ที่บ้านวังแสง ระหว่างนั้นชาววังแสงบางคนกลับจากไปเอาบุญบ้านซับแดง จึงได้นำข่าวบางอย่างมาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่า ทั้งทหารตำรวจ มาจับนายสมคิด “ถ้าใครจับนายสมคิดได้ จะให้สองแสน”
กลายเป็นคนมีค่าหัวไปจนได้ไหมล่ะ…
12 ตุลา ฯ ให้สนั่น กางทา ไปติดต่อกับเพื่อนทางอีสานใต้ แต่ไม่เจอใครเลย ตอนนี้สมคิดคิดว่าน่าที่เราจะต้องออกจากวังแสงเสียแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่า “ค่าหัว” จะยั่วน้ำลายใคร หรือไม่?
อย่างว่าเงินทองเข้าใครออกใครที่ไหน สองแสนสมัยนั้นเทียบกับสมัยนี้ไม่ต่ำกว่าสองล้านแน่ แต่จะไปไหนล่ะหวา เออ ต้องไปเขมร ผ่าเถอะ ความคิดตอนนั้นมีอย่างเดียว คือ ไปเขมร แต่ไม่รู้หรอกว่าจะไปทำไม เอาเป็นว่าขอไปให้ไกลเข้าไว้เป็นพอ และในความรู้สึกของเขา เขมรไกลกว่าลาว
ที่บ้าน (จำไม่ได้) รอยต่อระหว่างอำเภอบ้านไผ่กับอำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ทำทีไปติดต่อซื้อมันสำปะหลัง ขณะเจ้าบ้านกำลังจะแกงไก่ใส่หน่อไม้ส้ม พลันมีรถกะบะคันหนึ่งบึ่งมาจอดกึกที่หน้าบ้าน ถามหาสมคิด สิงสง
ที่แรกนึกว่า จนท.ตามมาเอาตัว จึงตบเอวจะชักปืน โดยที่ลืมไปว่ารีวอลเวอร์ .357 แม็กนั่มกระบอกนั้นจำนำไว้ที่บ้านวังแสงแล้ว เพราะต้องการเงินติดตัว แต่เมื่อเห็นหน้าก็รู้ว่าคืออาจารย์สุเมธ คนผู้นี้สมคิดรู้ว่าเป็นอดีตเสรีไทย แต่ไม่รู้ว่าเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หรือไม่ คืนนั้นจึงถูกนำไปนอนที่บ้านดง (ถ้าจำไม่ผิดนะ แต่จำได้ว่าบ้านนี้อยู่ในท้องที่ อ.บ้านไผ่ แถวแก่งละว้า)
รุ่งเช้า (13 ตุลาคม 2519) ชาวคณะได้นำคนทั้งสองผ่านเข้ามาทางสามเหลี่ยมขอนแก่น เพื่อผ่านตัวเมืองไปยังจุดหมายปลายทางคือดงมูล นอนคืนที่บ้านดุนสาดต่อมาวันใหม่ 14 ตุลาคม 2519 สมคิดบอกกับสนั่นเสียงเครือว่าอย่าเข้าไปด้วยเลย กลับไปส่งข่าวคนบ้านเราเถอะว่าปลอดภัยแล้วไม่ต้องห่วง…ห้วงเวลาที่หลบหนีมานั้น เป็นตายเท่ากัน คนอยู่หลังโดยเฉพาะพ่อและแม่ คงห่วงหาปิ่มจะขาดใจ
แม่..แม่..ลูกปลอดภัยแล้ว…
รำพึงแผ่วในห้วงนึก แต่กังวานสะท้านสะเทือนนัก
และแล้วชีวิตก็จากบ้านไปสู่ป่า แล้วก็จากวนากลับสู่นาคร ชีวิตยอกย้อนเหมือนละครโรงใหญ่ ตราบใดที่ม่านยังเปิด การแสดงยังคงดำเนินต่อไป
เวลานี้สมคิด สิงสง อดีตผู้ใหญ่บ้านซับแดงคนที่ 5 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ์ ส่วนสนั่น กางทา สหายศึกผู้ตายแทนกันได้ในเวลานั้น ขณะนี้เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านซับแดงคนที่ 7
หมายเหตุ : ขณะนี้ (2552) สมคิดพ้นวาระนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ์ เปลี่ยนผ่านให้คนรุ่นใหม่ ผันตัวเองมาบริหารจัดการลุ่มน้ำ ส่วนสนั่นดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ

Advertisements
 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

w

Connecting to %s

 
%d bloggers like this: