RSS

ทรัพยากรน้ำของประเทศ แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ (๑)

ลุ่มน้ำศึกษา

ทรัพยากรน้ำของประเทศ

แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ (๑)

บทวิพากษ์โดย

นายสมคิด สิงสง

นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

ต้นเดือนสิงหาคมนี้ (๒๕๕๘) มีเวทีโรดโชว์เรื่อง “แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ” เวทีอุดรธานี (๑ ใน ๑๐ เวทีทั่วประเทศ) เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่นิทรรศการแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมนี้ราว ๕๐๐ คน จากพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานนี้ในฐานะที่เคยเป็นกรรมการลุ่มน้ำ และยังเป็นประธานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำชี

ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ให้ความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙) ตามที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเสนอ เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

ยุทธศาสตร์น้ำ

บทวิพากษ์นี้ผมจะนำเสนอในฐานะนายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย และประธานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอในคณะกรรมการลุ่มน้ำชี โดยจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนแรกจะถ่ายทอดเนื้อสาระของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ แต่ส่วนหลังจะเป็นข้อวิพากษ์ของสมาคมฯ ในฐานะที่ได้ร่วมงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกับกรมทรัพยากรน้ำ นับตั้งแต่มีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นต้นมา

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

คงไม่ต้องเสียเวลาเล่าที่ไปที่มาและกระบวนการที่ก่อให้เกิดแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ระยะ ๑๐ ปี ฉบับนี้ เอาเป็นว่า.. ล่าสุดคือนับแต่มีการปฏิรูประบบราชการในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีการจัดตั้งกรมทรัพยากรน้ำ สังกัดกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาใหม่ คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนั้นก็มีการปัดฝุ่นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ก่อให้เกิดคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ทำหน้าที่ระดับนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้หลักการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำหลักของประเทศออกเป็น ๒๕ ลุ่มน้ำ ที่มีคณะกรรมการลุ่มน้ำหลัก และคณะทำงานลุ่มน้ำสาขาอีกจำนวนหนึ่ง

ต่อมามีการปรับปรุงระเบียบดังกล่าวในสมัยรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ จุฬานนท์ โดยที่ยังคงหลักการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ โดยพหุภาคี แบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM) ทว่ายังติดขัดอยู่ที่ระบบโครงสร้างการบริหารราชการ หลักการดังกล่าวจึงไม่ปรากฏเป็นจริง

ตัวชี้วัดที่เด่นชัดมากที่สนับสนุนข้อสรุปข้างต้น คือกรณีมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ ที่ไม่มีการนำหลักการ IWRM ที่ว่าบริหารจัดการโดยพหุภาคี แบบบูรณาการมาใช้ปฏิบัติเลย ดังนั้นภายใต้สถานการณ์วิกฤติครั้งนั้น เราจึงไม่เห็นบทบาทขององค์กรลุ่มน้ำแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันก็มีการร้องแรกแหกกระเชอในเรื่องภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม (อุทกภัย) และภัยหนาว เป็นระยะๆ สุดแท้แต่สถานการณ์ในเวลานั้นจะเป็นไปเช่นไร โดยที่ไม่ได้มองดูความเป็นจริงที่เป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไป อย่างเข้าใจถ่องแท้ ดังนั้นจึงเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ภายใต้จินตนาการของแต่ละคน แต่ละหน่วยงาน แต่ละรัฐบาลร่ำมา

ในท่ามกลางสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถึงขั้นวิกฤติ ทั้งทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ สถานการณ์บ้านเมืองก็ยิ่งตกต่ำย่ำแย่ มีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายเพื่อเอาชนะคะคานกันทางการเมือง ภายใต้ผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองที่ฉ้อฉล จนบ้านเมืองจะเกิดกลียุค ที่ผู้คนในชาติจะลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงประหัตประหารกันเอง จนในที่สุดก็ระงับยับยั้งด้วยอำนาจรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาจัดระบบระเบียบบ้านเมืองเสียใหม่ รวมทั้งระบบระเบียบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

หลังจากมีการวิเคราะห์สถาน-การณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแล้ว คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บอกว่าภายใต้วิสัยทัศน์ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

กำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำออกเป็น ๖ ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค

จากข้อมูล กชช.๒ ค. ในปี พ.ศ.๒๕๕๖ พบว่ามีจำนวนหมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา จำนวน ๗,๔๙๐ หมู่บ้าน และในเขตเมืองก็มีผู้อพยพเคลื่อนย้ายเข้าไปมากขึ้น รวมทั้งเมืองการค้าชายแดนและเมืองหลักและการท่องเที่ยว

วางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องจัดการน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินเพื่อให้ ๗,๔๙๐ หมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา มีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคและบริโภคภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐ รวมทั้งปรับปรุงระบบที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในโรงเรียนและชุมชนนอกเมืองในเมือง ภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม)

โดยที่วิเคราะห์ว่าพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ทั้งในและนอกเขตชลประทานล้วนแต่เผชิญความเสี่ยงในเรื่องขาดปริมาณน้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในด้านทรัพยากรน้ำ คือพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตามศักยภาพภายใน ประเทศ โดยประเมินจากหลักการของสมดุลน้ำ อันนอกเหนือไปจากความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ และการรักษาระบบนิเวศของลุ่มน้ำ

ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๖ รายงานว่าเทศไทยมีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น ณ วันสำมะโน (๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖) ๕.๙ ล้านราย (ร้อยละ ๒๕.๙ ของครัวเรือนทั้งประเทศ) มีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น ๑๑๔.๖ ล้านไร่ (เฉลี่ย ๑๙.๔ ไร่/ราย)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ถือครองทำการเกษตรมากที่สุด คือ ๒.๘ ล้านราย (ร้อยละ ๔๖.๕) และมีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรมากที่สุด เช่นกัน คือ ๕๓.๕ ล้านไร่ (ร้อยละ ๔๖.๗) รองลงมาคือภาคเหนือ ๑.๓ ล้านราย และ ๒๗.๒ ล้านไร่ (ร้อยละ ๒๒.๐ และ ๒๓.๗ ตามลำดับ) ภาคใต้ ๑.๐ ล้านราย และ ๑๔.๗ ล้านไร่ (ร้อยละ ๑๗.๒ และ๑๒.๘ ตามลำดับ) และภาคกลางมีผู้ถือครองทำการเกษตรน้อยที่สุด ๐.๘ ล้านราย (ร้อยละ ๑๔.๓) และมีเนื้อที่ถือครอง ๑๙.๒ ล้านไร่ (ร้อยละ ๑๖.๘)

จำแนกเป็นพื้นที่ชลประทานตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ สรุปพื้นที่ชลประทาน ภาคเหนือ ๖,๕๕๐,๕๒๑ ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๖,๓๔๔,๕๐๐ ไร่ ภาคกลาง ๑๔,๐๒๗,๑๖๑ ไร่ ภาคใต้ ๒,๘๕๙,๘๖๑  ไร่ รวมทั้งประเทศ ๒๙,๗๘๒,๐๔๓ ไร่

(ที่มา : รายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ กรมชลประทาน)

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย

ทั้งๆ ทั้งที่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำ แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลใดสามารถควบคุมสถานการณ์การบุกรุกป่าต้นน้ำเอาไว้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยได้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มผลประโยชน์สามานย์มานับชั่วนาตาปี

แผนยุทธศาสตร์นี้จึงกำหนดเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการไหลของลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขาให้สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ ๑๐ พร้อมกับพัฒนาพื้นที่รับน้ำ (แก้มลิง) ป้องกันน้ำท่วมเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้งสนับสนุนการปรับตัวและหนีภัย

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการคุณภาพน้ำ

วางเป้าหมายไว้ว่า ให้แหล่งน้ำทั่วประเทศมีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับพอใช้ให้ได้ร้อยละ ๘๐ โดยเน้นการจัดการน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด และการควบคุมความเค็มของน้ำที่ปากน้ำ ณ จุดควบคุม ไม่ให้เกินมาตรฐานของการเกษตรและการประปา

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน

โดยที่ตระหนักว่า เวลานี้ทั่วทั้งประเทศมีพื้นที่ป่าเหลือเพียง ๑๓๒ ล้านไร่ (๒๕๕๗) หรือประมาณร้อยละ ๓๗ ของพื้นที่ประเทศ จึงวางเป้าหมายว่าจะต้องให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ประเทศ ภายในระยะเวลา ๑๐ ปีนับแต่นี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การบริหารจัดการ

มีการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบเดิมคือองค์กรระดับนโยบายสูงสุดคือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องทรัพยากรน้ำ และจะให้มี พรบ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติภายในปี พ.ศ.๒๕๕๘

ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรทั้งระดับชาติและระดับลุ่มน้ำ สนับสนุนองค์กรผู้ใช้น้ำ องค์กรชุมชน องค์กรลุ่มน้ำและเครือข่ายระหว่างลุ่มน้ำทั้งในและระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง

การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิบัติการจำแนกเป็นภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ทั้งในระดับประเทศและระดับลุ่มน้ำ

ให้มีการศึกษาวิจัยแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำ/ลุ่มน้ำสาขา ทั้งแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ตรวจสอบ ประเมินเพื่อบำรุงรักษาและปรับปรุงซ่อมแซมระบบ รวมทั้งอาคารโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิม

ให้มีการควบคุมการบุกรุกทางน้ำ การติดตามประเมินผลโดยรวม การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือแผนยุทธศาสตร์การบริหารจดการทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะ ๑๐ ปีต่อไปนี้ คือระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๘-๒๕๖๙ ที่ผมพยายามนำเสนอเฉพาะแก่นเนื้อ ส่วนรายละเอียดท่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากเอกสารเผยแพร่ของกรมทรัพยากรน้ำ

เป็นเนื้อหาส่วนแรกของบทวิพากย์ฉบับนี้ และผมขอสงวนที่จะนำเสนอบทวิพากษ์ส่วนหลังที่ได้จากการสังเคราะห์ประสบการณ์ทั้งชีวิต และประสบการณ์กว่า ๑๓ ปีของคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ รวมทั้งสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ซึ่งบางประเด็นผมได้นำเสนอผ่านสื่ออื่นไปบ้างแล้ว และจะนำเสนอที่นี่เพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ.. โปรดติดตามต่อไปครับ

 

เฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาบรมมหาราชินี

DinDee_2

๑๒ สิงหาคม ประนมน้อม

ศิระค้อมเบื้องพระยุคลบาท

ถวายความภักดีแม่ศรีชาติ

พระมหาราชินีนาถจอมนารี

ประกาศคุณเกริกฟ้า หล้าประจักษ์

แม่พิทักษ์รักษ์ถิ่นแผ่นดินศรี

สมเป็นมิ่งมหาราชินี

คู่บุญนฤบดีศรีบวร

ค้อมถวายจตุรพิธพรชัย

แม่ไผทเพชรฉัตรประภัสสร

ทวยราษฎร์สดุดี ชุลีกร ถวายพร

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า วารสารดินดีเจอร์นัล

เพลงผ้าปรพากย์ : ประพันธ์

 

วารสารดินดีเจอร์นัล : dindee journal

DinDee_1_Paper_Front DinDee_1_Paper_Team“ความอยาก” ในเรื่องการทำหนังสือ ผมให้การไว้แล้วในคอลัมน์ “ปากคำ” ว่าเกิดจากสองเรื่อง ประการแรกคือมันมีเรื่องราวที่อยากเผยแผ่ค่อนข้างหลากหลาย และประการหลัง ที่นี่มักเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าผู้นิยมการอ่านและการเขียน จึงควรจะสร้าง “สื่อ” หนังสือขึ้นสักเล่ม ให้เป็นเวทีถ่ายทอดเรื่องราว และรองรับผลงานการเขียนของชุมชนผู้นิยมการอ่านการเขียนแห่งนี้

เนื่องจากโลกเวลานี้ได้เข้าสู่ยุคการสื่อสารดิจิตัลอย่างเต็มรูปแบบ มีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถรับสารจากสื่อดิจิตัลนี้ได้โดยง่าย เราจึงพุ่งเป้าหมายความสนใจไปที่วารสารอิเลคทรอนิคส์ ก่อนที่จะพิจารณารูปแบบหนังสือที่พิมพ์เป็นรูปเล่มกระดาษ

ในการจัดทำรูปแบบหน้าหนังสืออิเลคทรอนิคส์ จำเป็นต้องใช้ขนาดตัวอักษร (Font) ขนาดที่อ่านง่าย เหมาะกับเครื่องมือที่ใช้อ่านทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง iOS, Andriod หรือ Windows

หากจะมีการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มกระ-ดาษ คงต้องออกแบบจัดหน้า Art Work เสียใหม่ ซึ่งจะทำให้จำนวนหน้าของวารสาร แบบหนังสืออิเลคทรอนิคส์และแบบกระดาษ อาจแตกต่างกัน

ในวงการวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (Journalism & Mass Communications) สิ่งที่จะต้องพิถีพิถันอย่างจริงจัง นอกจากเรื่องเนื้อหาสาระของสื่อแล้ว รูปแบบการบรรณาธิกร (Makeup Editors) ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากเนื้อหาที่ดีจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อได้นำเสนอด้วยรูปลักษณ์ที่เหมาะสมด้วย เสมือนการปรุงอาหารที่ทรงคุณประ-โยชน์ทางโภชนาการนั้น จำเป็นต้องเลือกเฟ้นวัตถุดิบ และการปรุงแต่งที่เลิศรสด้วย

DinDee_1_Paper_Cont1DinDee_1_Paper_Cont2ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ “รสนิยม” ของผู้ปรุงแต่งด้วยว่าจะสอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้หนังสือเล่มหนึ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้อ่านทุกๆ คน จึงเป็นภาระที่คณะบรรณาธิการจะต้องตระหนักว่ากลุ่มผู้อ่านของตนส่วนใหญ่เป็นใคร? สนใจเรื่องราวแบบไหนเป็นพิเศษ? และจะทำหนังสือให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้า-หมายนั้นๆ ได้อย่างไร?

สำหรับเรา วารสารดินดีเจอร์นัล เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้สนใจเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนี่คือแนวทางของเราที่จะก้าวเดินร่วมกัน

วันนี้ (๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘) แกนนำในกองบรรณาธิการนัดคุยกันที่ “เฮือนดินตีนภู” อาจมีการปรึกษากันเรื่องการจัดทำหนังสือในรูปแบบพิมพ์กระดาษ เนื่องจากมีผู้เสนอว่าต้องการให้มีหนังสือเชิงพื้นที่ “ท้องถิ่น” เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกในหมู่ผู้สนใจด้วย

เรื่องนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายให้โรงพิมพ์ ก่อนที่จะมีรายรับที่อาจได้มาจากการจัดจำหน่าย ทั้งจำหน่ายหนังสือและจำหน่ายพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือ และสื่อต่างๆ ในเครือข่ายวนเกษตรอินทรีย์ “เฮือนดินตีนภู” ซึ่งหมายถึงสื่ออิเลคทรอนิคส์ หรือสื่อ Internet ที่เราจัดทำเผยแพร่อยู่ในเวลานี้ ซึ่งมีอยู่สองแบบ คือแบบที่เราเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลของโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ คือ http://www.somkhitsin.net และ http://www.dindee.info ซึ่งสามารถวางชิ้นงานโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ได้โดยชอบธรรม

ส่วนเซิร์ฟเวอร์ที่เราใช้ได้ฟรีๆ อย่างเช่นบล็อคนี้ (https://www.dindeejournal.wordpress.com) หรือบล็อคและเพ็จอื่นอีกจำนวนหนึ่ง เราคงไม่มีความเหมาะสมที่จะไปใช้พื้นที่ของสื่อเหล่านั้นเพื่อการขายโฆษณาประชาสัมพันธ์ เว้นแต่เราจะต้องชำระค่าโฆษณาเป็นกรณีไป

DinDee_1_Paper_Backจึงเรียนมาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

วนเกษตรอินทรีย์ฯ “เฮือนดินตีนภู”

๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

 

(12) เศรษฐกิจสีเขียวในภาคเกษตร “มีแต่ต้องปฏิวัติเขียวครั้งใหม่ “

ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ปฏิวัติเขียวครั้งใหม่ (ตอนจบ)

บทความพิเศษ/สมคิด สิงสง/นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

(12)

เศรษฐกิจสีเขียวในภาคเกษตร

“มีแต่ต้องปฏิวัติเขียวครั้งใหม่ “

เมื่อโลกเผชิญปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อมอย่างถึงที่สุด เรื่องสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารจะเป็นประเด็นใหญ่ที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล การแสวงหาอาหารปลอดภัยจะเป็นแนวโน้มหลักของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีทางเลือกเนื่องจากมีศักยภาพสูงในด้านกำลังซื้อ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 อ้างสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า “รัฐบาลนานาชาติประกาศผนึกกำลังต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างจริงจังวานนี้ (23) โดยมีการระดมเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมประเทศกำลังพัฒนาให้เปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) แทนเชื้อเพลิงฟอสซิล และปูทางไปสู่การลงนามข้อตกลงสากลว่าด้วยการแก้ไขปัญหาโลกร้อนแบบครอบคลุมในปี 2015”

เนื้อข่าวระบุว่า “การประชุมสุดยอดผู้นำยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมี บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เป็นประธานการประชุมที่นครนิวยอร์กเมื่อวานนี้(23) ได้ตั้งเป้าที่จะลดการทำลายผืนป่าเขตร้อน รวมถึงปรับปรุงการผลิตอาหาร และเพิ่มสัดส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ภายในปี 2030

ความริเริ่มซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายนี้ได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลต่างๆ ตลอดจนบริษัทข้ามชาติ เมือง กลุ่มธุรกิจการเงิน นักลงทุน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรประเภทอื่นๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การลงนามข้อตกลงสากลว่าด้วยการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างประชุมซัมมิตยูเอ็นที่กรุงปารีสในช่วงปลายปี 2015

ปัจจุบันนี้ การรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่จะมักให้ความสำคัญต่อปัญหาสังคมด้านอื่นๆ มากกว่า เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างงาน เป็นต้น

รัฐบาลหลายประเทศรวมถึงนักลงทุนให้คำมั่นที่จะระดมเงินอุดหนุนกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสู้ปัญหาโลกร้อนภายในสิ้นปี 2015 ในจำนวนนี้รวมถึงการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (green bonds) มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยธนาคารต่างๆ และวงเงินช่วยเหลือราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากกลุ่มธนาคารเพื่อการพัฒนา..”

United Nations Secretary General Ban Ki-moon speaks during the closing of the Climate Summit at the United Nations headquarters in New York, September 23, 2014. REUTERS/Lucas Jackson (UNITED STATES - Tags: POLITICS ENVIRONMENT)

United Nations Secretary General Ban Ki-moon speaks during the closing of the Climate Summit at the United Nations headquarters in New York, September 23, 2014. REUTERS/Lucas Jackson (UNITED STATES – Tags: POLITICS ENVIRONMENT)

บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เอ่ยถึงวงเงินดังกล่าวว่า “เงินก้อนนี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาไปสู่การทำข้อตกลงสากลว่าด้วยการต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีความหมายอย่างสมบูรณ์ที่กรุงปารีส ในปี 2015”

ถ้อยแถลงจากยูเอ็นระบุว่า คำสัญญาเรื่องวงเงินสนับสนุนจะเป็น “พลังขับเคลื่อน” นำไปสู่เป้าหมายของบรรดาประเทศร่ำรวย ซึ่งต้องการระดมทุนให้ได้ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีภายในปี 2020 จากทุกๆแหล่งเพื่อส่งเสริมประเทศยากจนให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน ตลอดจนรับมือกับคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง นอกจากนี้พันธมิตร 30 ประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ยังตั้งเป้าที่จะลดการสูญเสียผืนป่าลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2020 และหยุดการทำลายป่าไม้โดยสิ้นเชิงภายในปี 2030 ซึ่งหากมาตรการเหล่านี้ทำได้จริงก็จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ระหว่าง 4,500-8,800 ล้านตันต่อปี หรือเท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากท่อไอเสียรถยนต์ 1,000 ล้านคันทั่วโลกเผาป่าเพื่อแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมตั้งแต่แถบแอมะซอนเรื่อยไปจนถึงคองโกจึงเป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจกมากถึง 1 ใน 5 ของทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

เจ้าของธุรกิจรายใหญ่ๆ เช่น วอลมาร์ท, ยูนิลีเวอร์, วิลมาร์ อินเทอร์เนชันแนล, เจเนอรัล มิลส์, เอเชียพัลพ์ และ เปเปอร์ แอนด์ เนสท์เล ตลอดจนกลุ่มเอ็นจีโอและสมาคมชนพื้นเมืองต่างๆ ได้ร่วมลงนามในแผนปฏิบัติการนี้ ขณะที่อังกฤษ, เยอรมนี และนอร์เวย์ ประกาศสนับสนุนเงินทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในส่วนของนอร์เวย์เองนั้นระบุว่าจะมอบเงินช่วยเหลือแก่เปรูสูงสุด 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอีก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแก่ไลบีเรีย

แนวทางลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการพูดถึงด้วยก็คือ การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้าใน 19 ประเทศทางภาคตะวันออกและภาคใต้ของแอฟริกาให้เพิ่มเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ราวๆ 10 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มประเทศขนาดใหญ่และบริษัทพลังงานเช่น อีเอ็นไอ ของอิตาลี และเซาท์เวสเทิร์น เอเนอร์จี ของสหรัฐฯ ก็ได้ร่วมลงนามแผนลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งถือเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นอันดับ 2 รองจากคาร์บอนไดออกไซด์

ด้านผู้ผลิตอาหาร เช่น แมคโดนัลด์ และเคลล็อกก์ ก็ให้คำมั่นว่าจะส่งเสริม “การเกษตรแบบเท่าทันต่อสภาพอากาศ” (climate-smart agriculture) เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชจากผลกระทบของภาวะโลกร้อน และปรับปรุงผลผลิตให้สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น

จากกระแสข่าวดังกล่าว จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่านอกจากโลกจะตระหนักในผลร้ายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว การ “ปรับปรุงการผลิตอาหาร” ก็เป็นแนวโน้มหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ดังผู้ผลิตรายใหญ่อย่างแมคโดนัลด์ และเคลล็อกก์ระบุว่าจะส่งเสริม “การเกษตรแบบเท่าทันต่อสภาพอากาศ” (climate-smart agriculture) นั่นมิได้มีนัยจำเพาะแต่เรื่องปริมาณการผลิต หากแต่มุ่งหมายไปที่เรื่องคุณภาพของอาหารด้วย

คุณภาพที่ว่านี้ ประเด็นสำคัญคือเรื่อง “ความปลอดภัย” จากการบริโภคนั่นเอง และแนวทางการผลิตเกษตรอินทรีย์เท่านั้นที่จะเป็นหลักประกันได้อย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้

ดังนั้นจึงไม่ต้องลังเลใจอีกแล้วที่จะลงมือร่วมก่อการ “ปฏิวัติเขียวครั้งใหม่” เพื่อนำสถานการณ์ด้านอาหารให้หลุดพ้นไปจาก “การฆ่าตัวตายหมู่” ด้วยสารพิษตกค้างจากเกษตรเคมี อันเป็นผลพวงของการปฏิวัติเขียวครั้งก่อน สู่สถานการณ์ใหม่ที่ “ผู้ผลิตปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย”

 

(11) เกษตรยั่งยืน “พึ่งธรรมชาติและพึ่งตนเอง”

images (3)(11)

เกษตรยั่งยืน “พึ่งธรรมชาติและพึ่งตนเอง”

สมคิด สิงสง/นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

แนวทางสำคัญของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ด้วยการปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ทั้งนี้เพราะปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทำลายสมดุลของนิเวศการเกษตรและส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีฆ่าแมลง สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารเคมีกำจัดวัชพืช) มีผลต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ในฟาร์มทั้งที่อยู่บนผิวดินและใต้ดิน เช่น สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์

ในกลไกธรรมชาติสิ่งมีชีวิตต่างๆ เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลของนิเวศการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการช่วยควบคุมประชากรของสิ่งมีชีวิตอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัตรูพืช หรือการพึ่งพาอาศัยกันในการดำรงชีวิต เช่น การผสมเกสร และการช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ส่วนใหญ่มีทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อพืชที่เกษตรกร เพาะปลูก หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้สร้างผลเสียกับพืชที่ปลูกแต่อย่างใด แต่การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นมีผลทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ในขณะที่โรคและแมลงศัตรูพืชมักจะมีความสามารถพิเศษในการพัฒนาภูมิต้านทานต่อสารเคมี

ดังนั้นเมื่อมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แมลงที่เป็นประโยชน์จึงถูกทำลายได้โดยง่าย ในขณะที่แมลงศัตรูพืชสามารถอยู่รอดได้โดยไม่เป็นอันตราย แม้แต่ปุ๋ยเคมีก็มีผลเสียต่อจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตในดิน ทำให้สมดุลของนิเวศดินเสีย ดังนั้นเกษตรอินทรีย์จึงห้ามใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการเพาะปลูก

นอกเหนือจากการอนุรักษ์แล้ว แนวทางเกษตรอินทรีย์ยังเน้นให้เกษตรกรต้องฟื้นฟูสมดุลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศด้วย ซึ่งหลักการนี้ทำให้เกษตรอินทรีย์มีความแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรปลอดสารเคมีที่รู้จักกันในประเทศไทย แนวทางหลักในการฟื้นฟูนิเวศการเกษตรก็คือ การปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับระบบเกษตรอินทรีย์ ดินถือว่าเป็นกุญแจสำคัญ เพราะการปรับปรุงบำรุงดินทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วนและสมดุล ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้แข็งแรง มีความต้านทานต่อการระบาดของโรคและแมลง อันจะทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืนกว่าการเพาะปลูกด้วยระบบเกษตรเคมี อีกด้วย นอกจากนี้ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ยังมีรสชาติดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน

ปลาเนื้ออ่อน (ปลานาง) ขนาดเกิน ๑ กิโลกรัม/ตัว ที่ห้วยสามหมอไหลสบซี

ปลาเนื้ออ่อน (ปลานาง) ขนาดเกิน ๑ กิโลกรัม/ตัว ที่ห้วยสามหมอไหลสบซี

นอกเหนือจากการปรับปรุงบำรุงดินแล้ว การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในไร่นาก็เป็นสิ่งจำเป็น นับเป็นเรื่องสำคัญต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศการเกษตร เพราะการที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอยู่ร่วมกันย่อมก่อให้เกิดความเกื้อกูล และสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระบวนการและพลวัตทางธรรมชาติที่เกื้อหนุนต่อการทำเกษตรอินทรีย์อีกต่อหนึ่ง วิธีการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การปลูกพืชร่วม, พืชแซม, พืชหมุนเวียน, ไม้ยืนต้น หรือการฟื้นฟูแหล่งนิเวศธรรมชาติในไร่นาหรือบริเวณใกล้เคียง

หลักการสำคัญของเกษตรอินทรีย์คือการพึ่งพากลไกธรรมชาติในการทำเกษตร เนื่องจากเกษตรอินทรีย์ตั้งอยู่บนปรัชญาแนวคิดที่ว่า การเกษตรที่ยั่งยืนต้องเป็นการเกษตรที่เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ ไม่ใช่การเกษตรที่ฝืนวิถีธรรมชาติ ดังนั้นการทำเกษตรจึงไม่ใช่การพยายามเอาชนะธรรมชาติ หรือการพยายามดัดแปลงธรรมชาติเพื่อการเพาะปลูก แต่เป็นการเรียนรู้จากธรรมชาติและปรับระบบการทำเกษตรให้เข้ากับวิถีแห่งธรรมชาติ

กลไกในธรรมชาติที่สำคัญต่อการทำเกษตรอินทรีย์ได้แก่วงจรการหมุนเวียนธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงจรไนโตรเจนและคาร์บอน วงจรการหมุนเวียนของน้ำ พลวัตของภูมิอากาศและแสงอาทิตย์ รวมทั้งการพึ่งพากันของสิ่งมีชีวิตอย่างสมดุลในระบบนิเวศ ทั้งในเชิงของการเกื้อกูล การพึ่งพา และห่วงโซ่อาหาร

ตามที่ต่างๆ ทั่วโลกย่อมมีระบบนิเวศและกลไกตามธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงสภาพเงื่อนไขของท้องถิ่นที่ตนเองทำการเกษตรอยู่ การหมั่นสังเกต เรียนรู้ วิเคราะห์-สังเคราะห์ และทำการทดลอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าระบบฟาร์มเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรแต่ละรายจะได้ใช้ประโยชน์จากกลไกธรรมชาติและสภาพนิเวศท้องถิ่นอย่างเต็มที่

นอกจากการพึ่งกลไกในธรรมชาติแล้ว การพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต เกษตรอินทรีย์มีแนวทางที่มุ่งให้เกษตรกรพยายามผลิตปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ด้วยตนเองในฟาร์มให้ได้มากที่สุด แต่ในกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถผลิตได้เอง (เช่น มีพื้นที่การผลิตไม่พอเพียง หรือต้องมีการลงทุนสูงสำหรับการผลิตปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต้องใช้) เกษตรกรก็สามารถซื้อหาปัจจัยการผลิตจากภายนอกฟาร์มได้ แต่ควรเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น

แนวทางนี้เป็นไปตามหลักการสร้างสมดุลของวงจรธาตุอาหารที่กระตุ้นให้เกษตรกรพยายามจัดสมดุลของวงจรธาตุอาหารในระบบที่เล็กที่สุด (ซึ่งก็คือในฟาร์มของเกษตรกร) และมีความสอดคล้องกับนิเวศของท้องถิ่น อันจะช่วยสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนของระบบการผลิตในระยะยาว นอกจากนี้การเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขนย้ายปัจจัยการผลิตเป็นระยะทางไกลๆ

๔การพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิตยังมีนัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ กล่าวคือ เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่เทคนิคการผลิต แต่เป็นวิถีชีวิตและกระบวนการทางสังคม จากประสบการณ์ของการพัฒนาระบบเกษตรเคมีที่ผ่านมา เกษตรกรสูญเสียการเข้าถึงและการควบคุมปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตในเกือบทุกขั้นตอน จำเป็นต้องพึ่งพิงองค์กรภาครัฐและธุรกิจเอกชนในการจัดหาปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตเกือบทุกด้าน จนเกษตรกรเองแทบไม่ต่างไปจากแรงงานรับจ้างในฟาร์มที่ทำงานในที่ดินของตนเอง

การส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรในระบบเกษตรอินทรีย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยระดับรากแก้วอีกด้วย

 

(10) เขียวยั่งยืน “ฟื้นฟูธรรมชาติ”

Photo0752(10)

เขียวยั่งยืน “ฟื้นฟูธรรมชาติ”

สมคิด สิงสง/นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

กล่าวแล้วว่า แนวทางเกษตรอินทรีย์เน้นความหลากหลายที่สัมพันธ์กันอย่างสมดุลในระบบนิเวศ การอนุรักษ์และฟื้นฟูนิเวศการเกษตร การพึ่งพากลไกธรรมชาติในการทำเกษตร และการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต
ข้อมูลจาก http://www.greennet.or.th ขยายความจากแนวทางดังกล่าว ว่าในป่าธรรมชาติจะมีการหมุนเวียนของธาตุอาหาร กล่าวคือต้นไม้พืชพรรณได้รับธาตุอาหารจากดินและอากาศ โดยธาตุอาหารในดินจะถูกดูดซึมผ่านทางราก ส่วนธาตุอาหารในอากาศพืชจะได้รับจากการหายใจทางใบ เมื่อพืชได้รับแสงก็จะสังเคราะห์ธาตุอาหารเหล่านี้มาเป็นสารอาหารต่างๆ ซึ่งทำให้พืชเจริญเติบโต และเพิ่มชีวมวล (biomass) ของพืชเอง ไม่ว่าจะเป็นลำต้นที่ขยายใหญ่ขึ้น กิ่งก้านและใบเพิ่มขึ้น ฯลฯ เมื่อใบหรือกิ่งแก่ลงก็จะร่วงหล่นลงดิน หรือบางส่วนของพืชอาจถูกสัตว์หรือแมลงกัดแทะ และเมื่อสัตว์ถ่ายมูลออกมา มูลเหล่านั้นก็กลับคืนลงสู่ดิน ทั้งชีวมวลจากพืชและมูลสัตว์ที่กินพืช (ที่เราเรียก “อินทรีย์วัตถุ”) เมื่อกลับคืนสู่ดินก็จะถูกย่อยสลายโดยจุลินทรีย์และปลดปล่อยธาตุอาหารออกมา ซึ่งรากพืชจะดูดซึมกลับไปเป็นธาตุอาหารอีกครั้งหนึ่ง วัฏจักรหรือวงจรธาตุอาหารที่หมุนเวียนไปอย่างสมดุลนี้เอง ที่ทำให้พืชในป่าสามารถเจริญเติบโตได้อย่างยั่งยืนเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี เพราะธาตุอาหารทั้งหมดหมุนเวียนอยู่ในระบบนิเวศนั้นๆ อย่างต่อเนื่อง

แน่นอนว่าการทำเกษตรไม่ว่าจะเพื่อยังชีพ หรือเพื่อจำหน่ายก็ตาม ธาตุอาหารส่วนหนึ่งย่อมสูญหายไปจากระบบนิเวศการเกษตรจากการบริโภคผลผลิต ดังนั้นเกษตรกรจำเป็นต้องหาวิธีการที่เหมาะสมในการหาธาตุอาหารจากภายนอกฟาร์มมาชดเชยส่วนที่สูญเสียไป แต่ปัญหาการสูญเสียธาตุอาหารในฟาร์มที่สำคัญกว่าก็คือ การสูญเสียธาตุอาหารในดินที่เกิดขึ้นจากการชะล้างหน้าดิน การกัดเซาะของลม ฝน และน้ำ ธาตุอาหารที่ไหลลงดินลึกชั้นล่าง รวมถึงที่สูญเสียไปทางอากาศ ดังนั้นเกษตรอินทรีย์จึงให้ความสำคัญกับการป้องกันการสูญเสียธาตุอาหารที่เกิดจากระบบการผลิต โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งธาตุอาหารจากภายนอกฟาร์มที่มากเกินไป

แนวทางการหมุนเวียนธาตุอาหารในฟาร์มอาศัยหลักการทางธรรมชาติ ด้วยการใช้ธาตุอาหารพืชที่อยู่ในรูปของอินทรียวัตถุที่สามารถย่อยสลายได้ โดยจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้วงจรธาตุอาหารหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างของการหมุนเวียนธาตุอาหารในแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่สำคัญ คือการใช้ปุ๋ยหมัก การคลุมดินด้วยอินทรียวัตถุ การปลูกพืชเป็นปุ๋ยพืชสด และการปลูกพืชหมุนเวียน เป็นต้น

“ความอุดมสมบูรณ์ของดิน” เป็นหัวใจของเกษตรอินทรีย์ ผิวดินในระบบนิเวศป่าธรรมชาติจะมีเศษซากพืชและใบไม้ปกคลุมอยู่ตลอดเวลา ซึ่งอินทรียวัตถุที่คลุมดินนี้ นอกจากจะช่วยป้องกันการกัดเซาะและการพังทลายของหน้าดินแล้ว ยังมีส่วนสำคัญที่ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เพราะอินทรียวัตถุเหล่านี้เป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ดังนั้นการมีอินทรียวัตถุคลุมหน้าดินจึงทำให้ “ดินมีชีวิต” ขึ้น ซึ่งเมื่ออินทรียวัตถุเหล่านี้ย่อยสลายผุพัง (โดยการทำงานของสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ในดิน) ก็จะทำให้เกิดฮิวมัสซึ่งทำให้ดินร่วนซุย และสามารถเก็บกักน้ำและธาตุอาหารต่างๆ ได้เพิ่มมากขึ้น ดินจึงมีความชื้นอยู่ตลอดเวลาและมีธาตุอาหารเพียงพอให้กับพืชพรรณในบริเวณดังกล่าวเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง

ดังนั้น หลักการของการทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องหาอินทรียวัตถุต่างๆ มาคลุมหน้าดินอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นฟาง ใบไม้ หรือแม้แต่พืชขนาดเล็ก (เช่น พืชที่ใช้ปลูกคลุมดิน) ซึ่งอินทรียวัตถุเหล่านี้จะกลายเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ในดิน ทำให้ดินฟื้นกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง นอกจากนี้การไม่ใช้สารเคมีต่างๆ ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตและจุลินทรีย์ในดิน (เช่น สารเคมีกำจัดศัตรูพืช) เป็นการช่วยทำให้ดินสามารถฟื้นความสมบูรณ์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็ว เมื่อดินมีความสมบูรณ์พืชที่ปลูกก็แข็งแรง มีความต้านทานต่อโรคและแมลง รวมทั้งให้ผลผลิตสูง

ความหลากหลายที่สัมพันธ์กันอย่างสมดุลในระบบนิเวศ

นิเวศป่าธรรมชาติมีพืชพรรณและสิ่งมีชีวิตต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างหลากหลาย สิ่งมีชีวิตต่างๆ เหล่านี้มีทั้งที่พึ่งพาอาศัยกัน แข่งขันกัน หรือเป็นอาหารของสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง แต่ต่างก็สามารถดำรงอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุลและมีเสถียรภาพ พืชพรรณต่างๆ แม้จะมีแมลงหรือศัตรูที่กินพืชนั้นเป็นอาหารบ้าง แต่ก็ไม่ได้ทำลายพืชนั้นจนเสียหายไปทั้งหมด ทั้งนี้เพราะพืชเองก็มีความสามารถที่จะฟื้นฟูตัวเองจากการทำลายของศัตรูพืชได้ และนอกจากนี้เมื่อมีแมลงศัตรูพืชเกิดขึ้นมาก ก็จะมีสิ่งมีชีวิตอื่นที่เป็นศัตรูตามธรรมชาติมาควบคุมประชากรของศัตรูพืช ให้ลดลงอยู่ในภาวะที่สมดุล

ป่าซับเม็ก-2_1จากหลักการนี้เอง การทำเกษตรอินทรีย์จะต้องหาสมดุลของการเพาะปลูกพืชที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชร่วมหลายชนิดในเวลาเดียวกัน หรือเหลื่อมเวลากัน ตลอดจนการปลูกพืชหมุนเวียนต่างชนิดกัน รวมทั้งการเลี้ยงสัตว์ ทั้งนี้การทำเกษตรที่หลากหลาย (ซึ่งมักนิยมเรียกกันว่า “เกษตรผสมผสาน”) นับเป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า และยังเป็นการลดความเสี่ยงภัยจากปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชระบาดอีกด้วย นอกจากนี้การไม่ใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะมีส่วนช่วยให้ศัตรูธรรมชาติสามารถ แสดงบทบาทในการควบคุมศัตรูพืช ซึ่งเป็นการสร้างสมดุลนิเวศการเกษตรอีกวิธีหนึ่ง เพราะการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชจะทำลายศัตรูธรรมชาติในสัดส่วนที่มากกว่าศัตรูพืช ทำให้ศัตรูพืชกลับยิ่งระบาดรุนแรงมากขึ้นอีก

 

(9) เขียวอินทรีย์ “อาหารปลอดภัย”

ต้นกล้าข้าวหอมบัสมาติ ที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

ต้นกล้าข้าวหอมบัสมาติ ที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

(9)

เขียวอินทรีย์ “อาหารปลอดภัย”

สมคิด สิงสง/นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

ผมเพียรค้นหาเรื่องราวเกษตรอินทรีย์ ในฐานะผู้สนใจที่ไม่ได้ร่ำเรียนทางด้านเกษตรศาสตร์โดยตรงจากสถาบันการศึกษาใด พบข้อมูลจาก http://www.greennet.or.th ที่ให้รายละเอียดค่อนข้างครบถ้วน

เริ่มจากการนิยามความหมายของเกษตรอินทรีย์ เขาบอกว่า “..แม้ว่าจะมีความพยายามมากมายในการให้คำ จำกัดความว่า เกษตรอินทรีย์หมายถึงอะไร แต่คำนิยามที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางมากที่สุดเห็นจะเป็นคำนิยามของ สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติ (International Federation of Organic Agriculture Movement – IFOAM) ซึ่งเป็นเครือข่ายขององค์กรด้านเกษตรอินทรีย์ระหว่างประเทศ ที่มีสมาชิกกว้างขวางที่สุดในโลก

สหพันธ์เกษตรอินทรีย์นานาชาติได้สรุปความหมายเกษตรอินทรีย์ไว้ว่า คือ
“Organic agriculture is a production system that sustains the health of soils, ecosystems and people. It relies on ecological processes, biodiversity and cycles adapted to local conditions, rather than the use of inputs with adverse effects. Organic agriculture combines tradition, innovation and science to benefit the shared environment and promote fair relationships and a good quality of life for all involved.”

“ระบบการผลิตที่ให้ความสำคัญกับ ความยั่งยืนของสุขภาพดิน ระบบนิเวศ และผู้คน เกษตรอินทรีย์พึ่งพาอาศัยกระบวนการทางนิเวศวิทยา ความหลากหลายทางชีวภาพ และวงจรธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ปัจจัยการผลิตที่มีผลกระทบทางลบ (แต่) เกษตรอินทรีย์ผสมผสานองค์ความรู้พื้นบ้าน นวัตกรรม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่เป็นธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกผู้คนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง” ซึ่งเป็นมติที่ประชุมใหญ่ IFOAM เมื่อเดือนมิถุนายน 2551 ที่ประเทศอิตาลี

นัยของเกษตรอินทรีย์ตามนิยามของสหพันธ์ เกษตรอินทรีย์นานาชาติมองเกษตรอินทรีย์ในฐานะของการเกษตรแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญในเบื้องต้นกับการอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรและ ทรัพยากรธรรมชาติ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ได้ละเลยมิติด้านสังคมและเศรษฐกิจ เพราะความยั่งยืนทางด้านสิ่งแวดล้อมไม่อาจดำรงอยู่ได้โดยแยกออกจากความ ยั่งยืนทางสังคมและเศรษฐกิจของเกษตรกรและสังคมโดยรวม

เห็ดป่าแนวทางเกษตรอินทรีย์จึงเน้นความหลากหลายที่สัมพันธ์กันอย่างสมดุลในระบบนิเวศ การอนุรักษ์และฟื้นฟูนิเวศการเกษตร การพึ่งพากลไกธรรมชาติในการทำเกษตร และการพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต

แนวคิดพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์คือ การทำการเกษตรแบบองค์รวม ซึ่งแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรแผนใหม่ที่มุ่งเน้นการใช้ปัจจัยการผลิต ต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิตเฉพาะพืชที่ปลูก ซึ่งเป็นแนวคิดแบบแยกส่วน เพราะให้ความสนใจเฉพาะแต่ผลผลิตของพืชหลักที่ปลูก โดยไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อทรัพยากรการเกษตรหรือนิเวศการเกษตร สำหรับเกษตรอินทรีย์ซึ่งเป็นการเกษตรแบบองค์รวมจะให้ความสำคัญกับการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและระบบนิเวศการเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน, การรักษาแหล่งน้ำให้สะอาด และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพของฟาร์ม ทั้งนี้เพราะแนวทางเกษตรอินทรีย์อาศัยกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศในการทำ การผลิต

จากเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เกษตรอินทรีย์จึงปฏิเสธการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชและปุ๋ยเคมี เนื่องจากสารเคมีการเกษตรเหล่านี้มีผลกระทบต่อกลไกและกระบวนการของระบบนิเวศ นอกเหนือจากการปฏิเสธการใช้สารเคมีการเกษตรแล้ว เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลของวงจรของธาตุอาหาร, การประหยัดพลังงาน, การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตร และการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งถือได้ว่าเกษตรอินทรีย์เป็นการบริหารจัดการฟาร์มเชิงบวก (positive management) และการจัดการเชิงบวกนี้เองที่ทำให้เกษตรอินทรีย์แตกต่างอย่างสำคัญจากการ เกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีแบบปล่อยปะละเลย (ที่มักอ้างว่า เป็นการเกษตรตามแบบธรรมชาติ) หรือเกษตรปลอดสารเคมีและเกษตรไร้สารพิษที่เฟื่องฟูในบ้านเรามานานหลายปี

1656403_605922562829243_1034103413_nเนื่องจากเกษตรอินทรีย์เป็นการเกษตรที่ให้ความสำคัญกับการทำฟาร์มเชิงสร้างสรรค์ (เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศการเกษตรในไร่นา) ดังนั้นเกษตรกรที่หันมาทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นต้องพัฒนาการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติและการบริหารจัดการฟาร์มของตนเพิ่มขึ้นด้วย ผลที่ตามมาก็คือเกษตรอินทรีย์จึงเป็นแนวทางการเกษตรที่ตั้งอยู่บนกระบวนการแห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา เพราะเกษตรกรต้องสังเกต, ศึกษา, วิเคราะห์-สังเคราะห์ และสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการทำการเกษตรของฟาร์มตนเอง ซึ่งจะมีเงื่อนไขทั้งทางกายภาพ (เช่น ลักษณะของดิน ภูมิอากาศ และภูมินิเวศ) รวมถึงเศรษฐกิจ-สังคมที่แตกต่างจากพื้นที่อื่น เพื่อคัดสรรและพัฒนาแนวทางเกษตรอินทรีย์ที่เฉพาะและเหมาะสมกับฟาร์มของ ตัวเองอย่างแท้จริง

นอกจากนี้ เกษตรอินทรีย์ยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรผู้ผลิตและชุมชนท้องถิ่น เกษตรอินทรีย์มุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงในการทำการเกษตรสำหรับเกษตรกร ตลอดจนอนุรักษ์และฟื้นฟูวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรกรรม วิถีการผลิตของเกษตรอินทรีย์เป็นวิถีการผลิตที่เกษตรกรต้องอ่อนน้อมและ เรียนรู้ในการดัดแปลงการผลิตของตนให้เข้ากับวิถีธรรมชาติ อาศัยกลไกธรรมชาติเพื่อทำการเกษตร ดังนั้นวิถีการผลิตเกษตรอินทรีย์จึงเป็นวิถีแห่งการเคารพและพึ่งพิงธรรมชาติ ซึ่งสอดคล้องกลมกลืนกับวิถีชีวิตของชุมชนเกษตรพื้นบ้านของสังคมไทย

แต่ในขณะเดียวกัน เกษตรอินทรีย์ก็ไม่ได้ปฏิเสธการผลิตเพื่อการค้า เพราะตระหนักว่าครอบครัวเกษตรกรส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาการจำหน่ายผลผลิต เพื่อเป็นรายได้ในการดำรงชีพ ขบวนการเกษตรอินทรีย์พยายามส่งเสริมการทำการตลาดผลผลิตเกษตรอินทรีย์ทั้งใน ระดับท้องถิ่น ประเทศ และระหว่างประเทศ โดยการตลาดท้องถิ่นอาจมีรูปแบบที่หลากหลายตามแต่เงื่อนไขทางสภาพเศรษฐกิจและ สังคมของท้องถิ่นนั้น เช่น ระบบชุมชนสนับสนุนการเกษตร (Community Support Agriculture – CSA) หรือระบบอื่นๆ ที่มีหลักการในลักษณะเดียวกัน ส่วนตลาดที่ห่างไกลออกไปจากผู้ผลิต ขบวนการเกษตรอินทรีย์ได้พยายามพัฒนามาตรฐานการผลิตและระบบการตรวจสอบรับรอง ที่สร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ว่าทุกขั้นตอนของการผลิต แปรรูป และการจัดการนั้นเป็นการทำงานที่พยายามอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม ตลอดจนรักษาคุณภาพของผลผลิตให้เป็นธรรมชาติเดิมมากที่สุด

จากแนวคิดหลักพื้นฐานของเกษตรอินทรีย์ ที่มุ่งเน้นการทำการเกษตรที่อนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม แนวทางปฏิบัติของเกษตรอินทรีย์จึงเน้นการผลิตความสอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ โดยการประยุกต์ปรับใช้กลไกนิเวศธรรมชาติสำหรับการทำเกษตร ที่สำคัญได้แก่การหมุนเวียนธาตุอาหาร การสร้างความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความสัมพันธ์แบบสมดุลของสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย การอนุรักษ์และฟื้นฟูนิเวศการเกษตร

จึงเป็นที่ยอมรับกันว่า แนวทางเกษตรอินทรีย์คือแนวทางเพื่อสร้างผลผลิตอาหารที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค

 
 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 3,763 other followers