RSS

ห้องสมุดด็อตคอม

แหล่งนัดพบนักอ่านกับนักเขียน

รู้จัก http://www.hongsamut.com

Screenshot_2018-02-20-06-53-34

‘ห้องสมุดดอตคอม’ ร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ‘ทีมงานบริษัทตอนที่หนึ่งจำกัด’ เพื่อจัดทำเวบไซส์รูปโฉมใหม่ที่ใช้งานได้ง่าย เน้นตอบโจทย์ในไลฟ์สไตล์การอ่านที่หลากหลายของคนในยุคปัจจุบัน

สำหรับนักเขียน… ที่นี่คือพื้นที่ลงงานเขียนตามเจตนารมณ์เดิมของห้องสมุด นักเขียนสามารถลงผลงานเก่าของคุณ หรือผลงานที่กำลังเขียนอยู่ให้นักอ่านคอยติดตามได้เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือคุณสามารถเลือกได้ว่าจะลงให้อ่านฟรี หรือเลือก ‘ขอรับการสนับสนุนผลงาน’ จากนักอ่านของคุณได้เป็นตอนต่อตอน โดยการเปิดรับเหรียญสำหรับตอนนั้นๆ

สำหรับนักอ่าน… ห้องสมุดเพิ่มลูกเล่นในการอ่านเพื่อเพิ่มเติมความสะดวกสบายให้กับนักอ่านของเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบที่สบายตา ระบบการจัดเก็บคะแนนของสมาชิก แอพลิเคชั่นในการอ่านบนมือถือ การเปิดขายและจัดทำหนังสือในรูปแบบ ebook และการควานหานิตยสารดัง นิยายสนุก หนังสือดี ที่น่าสนใจจากหลากหลายประเทศและภาษา เพื่อมาแปลลงให้อ่านกันอย่างจุใจไปเลยทีเดียว

Hongsamut พร้อมที่จะพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เราตั้งใจจะเป็นแหล่งรวมหนังสืออีบุ๊คที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของนักอ่านและนักเขียนในยุคนี้ ผู้ที่อยู่ต่างประเทศ ผู้ที่ต้องเดินทางบ่อย ผู้ที่มีพื้นที่จัดเก็บหนังสือในบ้านน้อย ผู้ที่ต้องการติดตามผลงานที่ชื่นชอบแบบติดขอบเวที ผู้ที่ต้องการหารายได้พิเศษ หรือผู้ที่ต้องการเป็นนักเขียนมืออาชีพ

ขอให้ Hongsamut ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในความฝันของคุณนะครับ
Screenshot_2018-02-20-06-48-55
Screenshot_2018-02-20-06-49-49
 Screenshot_2018-02-20-06-50-33
Screenshot_2018-02-20-06-51-08
Screenshot_2018-02-20-06-51-42
Screenshot_2018-02-20-06-52-11
Advertisements
 

ว่าด้วยกาสรคำฉันท์

kasorn_cover_image

มันเป็นงานที่ท้าทายที่สุดในชีวิต เมื่อเกิดแรงดาลใจให้ทำงานที่ยากที่สุดในงานประเภทฉันทลักษณ์ “คำฉันท์” แต่ผมสามารถทำได้ ๖๘๗ บทในเวลาราวเดือนครึ่ง ผมเขียนไว้ในท้้ายเล่มของ “กาสรคำฉันท์” เรื่องแรงดาลใจและวิธีทำงาน มีความบางตอนว่า…

แรงดาลใจให้เขียนกาสรคำฉันท์

ประการที่ ๑ ช่วงราว ๑ ทศวรรษที่ผ่านมา ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะใช้ช่วงชีวิตที่เหลือทำกิจกรรมเพียงสองอย่างคือหนึ่งเขียนหนังสือ และสองการบำเพ็ญตนเป็นนักอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภายหลังมีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ พร้อมกับแก้ไขระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติฯ โดยดำเนินหลักการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ เวลานั้นผมเป็นผู้บริหารท้องถิ่น และได้เข้าร่วมงานบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำร่วมกับกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตราบกระทั่งปัจจุบัน

Pan_2003_3

ภาพควายนับพัน โดยคุณประพันธ์ นิติคุณเกษม

ดังนั้น การนำควายคืนสู่ไร่นา นำพาเกษตรกรรมสู่ความยั่งยืน นำฟื้นสิ่งแวดล้อม และน้อมนำในแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จึงเป็นที่มาของการริเริ่มก่อตั้งมูลนิธิคนกับควาย เป็นกระบวนการหนึ่งในบริบทการบริหารจัดการลุ่มน้ำ

ประการที่ ๒ ผมเชื่อว่าการบริหารจัดการลุ่มน้ำไม่เพียงแค่แก้ไขปัญหาปริมาณน้ำที่ขาดหรือเกินเท่านั้น หากต้องคำนึงถึงปัญหาคุณภาพน้ำอีกด้วย เรื่องนี้สะท้อนออกในวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ของลุ่มน้ำห้วยสามหมอ* และผมเชื่อด้วยว่าการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่งานของกระทรวงทบวงกรมใดหนึ่ง หากแต่ต้องบูรณาการทุกกิจกรรมเข้าด้วยกัน

ประการที่ ๓ ยุทธวิธีที่จะขับเคลื่อนไปบรรลุยุทธศาสตร์ทั้ง ๕ ต้องใช้หลายกระบวนยุทธ รวมทั้งงานวรรณศิลป์ ผมจึงอยากนำเอาเรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ำ เรื่องเกษตรอินทรีย์ที่นำควายคืนสู่ไร่นา มาร้อยกรองเป็นชิ้นงานวรรณกรรมสักชิ้นหนึ่ง เมื่อคำนึงเช่นนี้จึงมีความท้าทายเกิดขึ้นในมโนสำนึก อยากทำในสิ่งที่คนทั้งหลายเห็นว่ายาก จึงโพสต์ข้อความลงที่ http://www.oknation.net/blog/kongsongfang เมื่อ ๒ กุมภาพันธุ์ ๒๕๕๓ ว่า.. อยากอ่าน “สามัคคีเภทคำฉันท์” อีกรอบ เพื่อรำลึกครูหลง หาวารี

ครูหลง หาวารี ทำให้ผมเรียนวิชาภาษาไทยและวรรณคดีไทยได้สนุก

พวกผมเป็นศิษย์โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม สมัยอาจารย์จงกล (ขออภัย-ผมสะกดนามสกุลท่านไม่ได้ซะแล้ว) ครูจงกลท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ของพวกผม ท่านมีสง่าราศรีของความเป็นครูที่พวกผมเคารพและนับถือยิ่ง โรงเรียนนี้ตั้งอยู่หลังสถานีรถไฟบางกอกน้อย ก่อนหน้านั้นผมเป็นศิษย์โรงเรียนวัดน้อยใน และโรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา ที่ปากคลองมหาสวัสดิ์ (คลองขุด)

IMG_2264

ครูหวด : สังคม เภสัชมาลา เกษียณอายุราชการเมื่อสิ้นเดือนกันยายน 2560

คุณครูหลงท่านเป็นคนมีเสน่ห์ ถ้าจะดูหน้าตาของท่าน จงดูครูหวด “สังคม เภสัชมาลา” แทนก็ได้ ผมว่าราวแกะออกมาจากพิมพ์เดียวกัน
เพื่อนร่วมรุ่นมีหลายคน ที่จำได้คือคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ในเวลานี้
เทพเทือกกับผมเรียนคนละแผนก เขาเรียนวิทยาศาสตร์ แต่ผมเรียนศิลปะ
ตอนสอบมอศอห้า (ในเวลานั้น) พวกผมต้องสอบสองครั้ง เพราะครั้งแรกเขาว่าข้อสอบรั่ว (คงใช้ท่อไม่มีคุณภาพ) จึงต้องสอบใหม่
อีตอนสอบใหม่ ปกติเขาจะสอบวันละไม่กี่วิชา (จำไม่ได้แล้วว่าหนึ่งหรือสอง) แต่มีอยู่วันหนึ่งที่มีตารางสอบมากกว่านั้น ผมไม่รู้จึงรีบนั่งเรือหางยาวกลับตลิ่งชัน
ปรากฏผลสอบว่าผมเกือบตก เพราะได้คะแนนวิชาสังคมศาสตร์แค่เล็กน้อย เนื่องจากไม่ได้เข้าสอบในบางวิชา

 


YoungStudent
แต่เชื่อไหมครับ.. ในปีการศึกษานั้นผมสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อได้ที่คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในแผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ภาคค่ำ) ซึ่งเพื่อนร่วมรุ่นผมนางหนึ่งข่าวว่าได้เป็นคณบดีคณะวารสารศาสตร์ มธ.ด้วยแล้ว
ความจริงผมอยากรื้อฟื้นความหลังเรื่องครูหลง หาวารี
ผมรู้จัก “สามัคคีเภทคำฉันท์” ของนายชิต บุรทัต ก็ด้วยคุณครูหลงผู้นี้
ไม่รู้เป็นไง.. ผมอยากอ่านเรื่องนี้อีกครั้ง
แต่หาหนังสือไม่ได้แล้วครับ
ใครมีไว้ในครอบครอง ขอความกรุณายืมหน่อยได้ไหมครับ?

ประการที่ ๔ อาจเป็นเพราะว่าเริ่มรู้สึกว่ามีปัญหาสุขภาพ หลังถูกหามเข้าโรงพยาบาลหนแรกเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๒ และล่าสุดเมื่อ ๑ มีนาคม ๒๕๕๓ เกิดพลัง “ฮึดสู้” เพื่อทำภารกิจที่คิดว่ายังค้างคาให้แล้วเสร็จให้จงได้ ก่อนที่จะละสังขารไปจากวัฏสงสาร มันทำให้เกิดพลังในการทำงาน แม้ในยามที่แขนข้างหนึ่งยังคาเข็มน้ำเกลือ แต่อีกข้างยังทำงานกับโน้ตบุ๊กและอินเตอร์เน็ตได้อย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องนี้ต้องขออภัยคุณหมอและลูกหลานพยาบาลไว้ ณ ที่นี้ด้วย

วิธีทำงานเขียนกาสรคำฉันท์
ต้องแสดงความขอบคุณคุณนารี เพชรน้อย ผู้นำขบวนการคนบ้าดี (Spirit of KBD) หลังจากเธอนำพลพรรค KBD ไปเยี่ยมผมเมื่อ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๒ พวกเธอถือเป็นธุระที่จะสนองงานที่ผมทำอยู่ ดังนั้นหลังจากผมโพสต์ถ้อยคำว่าอยากอ่าน “สามัคคีเภทคำฉันท์” เมื่อ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ จากนั้นอีก ๒-๓ วัน เมื่อผมลงไปธุระที่กระทรวงวัฒนธรรม ผมได้รับมอบสำเนา “สามัคคีเภทคำฉันท์” จากมือ KBD_1 คุณนารี เพชรน้อย

กลับจาก กทม.ผมล่วงเข้าเมืองขอนแก่น ไปค้นหาตำรับตำราภาษาไทยสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย ได้คู่มือเตรียมสอบภาษาไทย ม.๔-๕-๖ ของอาจารย์เริงชัย ทองหล่อ (ไม่รู้ท่านเป็นญาติชั้นไหนของท่านอาจารย์กำชัย ทองหล่อ) บวกกับพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ และตำราไวยากอนลาว ของท่านพูมี วงวิจิด ฉบับพิมพ์เทื่อที่ ๒ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๙๑

DSC01082ที่ทำงานของผมคือกระท่อมลายสือ เป็นกระท่อมไม้ไผ่ที่สร้างขึ้นด้วยระบบน้อคดาวน์ ตั้งอยู่ใต้ร่มโพไฮ ณ บ้านเลขที่ ๑/๑ หมู่ที่ ๕ บ้านซับแดง ตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น ซึ่งใช้เป็นที่ตั้งสำนักงานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ และเป็นสำนักงานแห่งใหญ่ของมูลนิธิคนกับควาย ที่กำลังอยู่ในระหว่างขอจดทะเบียนจัดตั้งตามกฎหมาย มีโน้ตบุ๊กคู่มือ acer Aspire 4520 ใช้มาตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐ เชื่อมต่อระบบอินเตอร์เน็ตด้วยโทรศัพท์มือถือ และใช้ช่องทาง http://www.oknation.net/blog/kongsongfang เป็นที่ถ่ายทอด “กาสรคำฉันท์” แบบทันทีที่เขียนเสร็จ เพื่อทดลองนำเสนอ และรับฟังข้อคิดความเห็นจากผู้อ่าน
โพสต์แรกเมื่อ วันเสาร์ ที่ 6 กุมภาพันธ์ 2553

กาสรคำฉันท์ (๑)
Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 112 , 05:48:47 น.  

ภาค ๑ คำไหว้ กวีรจนาด้วยฉันทลักษณ์สัททุลวิกกิฬิตฉันท์ ๑๙ จำนวน ๑๕ บท เป็นบทไหว้ครูที่กวีโบราณถือเป็นขนบธรรมเนียม และปฏิบัติสืบทอดนานมา

โพสต์ท้ายสุดเมื่อวันศุกร์ ที่ 12 มีนาคม 2553

กาสรคำฉันท์ (โพสต์ท้ายสุด)
         Posted by สมคิด_สิงสง , ผู้อ่าน : 113 , 21:14:14 น.  
         ภาค ๒๗ กาสรกำสรวญ จบลงที่บทที่ ๖๘๗ เป็นอุบัติการณ์งานคำฉันท์ในรอบศตวรรษ นับแต่ “ชิต บุรทัต” สร้าง “สามัคคีเภทคำฉันท์” เมื่อปี พ.ศ.๒๔๕๘  ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
         ต่อมาเมื่อคำนึงแน่แล้วว่าต้องจัดพิมพ์เผยแผ่เป็นรูปเล่มหนังสือ ผมจึงเขียน “ปรารภกถา” ขึ้นด้วยกาพย์ฉบัง ๑๖ จำนวน ๒๓ บท คล้ายเป็นคำนำให้หนังสือกาสรคำฉันท์ที่จะจัดพิมพ์ขึ้นเป็นครั้งแรกในเดือนเมษายน ๒๕๕๓ ความว่า..

australia_buffalo2

         ปรารภกถา
         ฉบัง ๑๖
         ๏ ข้าฯ ผู้รจนาสร้างสรรค์                กาสรคำฉันท์
ฝากไว้แหล่งหล้าสากล
๏ ด้วยแรงศรัทธาดาลดล                   ด้วยหวังวาดผล
สืบสานฉันทลักษณ์โบราณ
๏ ให้โลกรับรู้ยืนนาน                        ว่าไทยเชี่ยวชาญ
วงวรรณมิแล้งแหล่งเรา
๏ แม้นโลกร้อนแล้งมิเบา                   บ่ละทุเลา
ตามรอยกวีศรีสยาม
๏ ขออ้างแลเอ่ยออกนาม                   “ครูชิต” คำงาม
สกุล “บุรทัต” นานมา
๏ ผู้เอาธุระเหลือตรา                         พากเพียรรจนา
ศตวรรษพ้นผ่านนานครัน
๏ “สามัคคีเภทคำฉันท์”            อุทาหรอัน
เตือนสติทวยไทยทั้งมวล
๏ การใดสมควรมิควร             คำนึงกระบวน
กษัตริย์ลิจฉวีโบราณ
๏ อุบัติ ณ สมัยรัชกาล                  ที่หกเอาฬาร
พระมงกุฎเกล้าจอมกษัตริย์
๏ ล่วงผ่านครบถ้วนศตวรรษ   สมัยในรัช-
ชกาลที่เก้าดำรง
๏ ข้าพระพุทธเจ้าประจง                   จรดจดลง
มโนโสมนัสสืบสาน
๏ ควรรังสฤษฏิ์พิจจารณ์                  เพื่อเรียนเขียนอ่าน
เพื่อทอดธรรมเนียมยงยาว
๏ สืบต่อวงวรรณแวววาว                  ด้วยเรียงเรื่องราว
เชิดชูบูชิตกาสร
๏ พฤกษภอีกผู้กสิกร               ทิ้งควายทอดถอน
จึ่งมีหนี้สินพอกพูน
๏ แห่งยุคยนตการจำรูญ                   แท้ถั่งอาดูร
พินาศดินน้ำพฤกษ์พนา
๏ เทวษยิ่งแล้วระอา                          เกินกว่าเยียวยา
กลับฟื้นคืนค่าสมบูรณ์
๏ ลุ่มน้ำล่มแล้วอาดูร               ชีวิตต่ำศูนย์
สลายแหล่งหล้าอาศัย
๏ จึ่งเรียงเรื่องราวเป็นไป                  วิบากฝากไว้
เตือนตนตรองตริถี่ถ้วน
๏ ขอบคุณผู้หนุนนับขบวน                หาไม่ไป่มวล
มิมีกำลังวังชา
๏ สำเร็จด้วยปวงอาสา             จิตชอบกรุณา
เกื้อกูลหนุนช่วยด้วยใจ
๏ ช่วยสร้างสมบัติไว้ใน          เนื่องนับยุคสมัย
ต่อชีพผองชนสืบนาน
๏ ด้วยแรงปุญญาธิการ            ทุกท่านทอดทาน
สรรค์สร้างหนังสือนี้ไว้
๏ เพื่อลูกแลหลานสืบไป          ยงยืนเติบใหญ่
ด้วยปัญญามีมากเทอญฯ

ใต้ร่มโพไฮ, เมษายน ๒๕๕๓

 

ชุมชนอ่านเขียนบนเน็ต

อีกทางเลือกหนึ่งของนักเขียน

และนักอ่านยุคสื่อสารผ่าน IT

บนเส้นทางสายนักเขียนของผม สมคิด สิงสง นับแต่วันเริ่มต้นจนถึงวันนี้ ผมยังเขียนหนังสืออย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ตราบวันเวลาแห่งวัยเดินเข้าสู่วงปีที่ 68 ในปี พ.ศ.2561 นี้ ต่อไปนี้คือบางถ้อยคำที่เคยบอกกล่าวผ่านสื่ออินเตอร์เน็ตส่วนตัวมาแล้ว คือ http://www.somkhitsin.net ซึ่งจำเป็นต้องปิดตัวลงไปด้วยข้อจำกัดบางอย่าง ทั้งๆ ที่เวบไซต์ดังกล่าวมียอดผู้เข้าถึงสะสมกว่า 3 แสนวิว และเวลานี้จำเป็นต้องใช้สื่ออินเตอร์เน็ตที่มีเงื่อนไขให้ใช้ฟรีภายใต้ขอบเขตที่จำกัดบางอย่าง และนี่คือที่มาของ dindee journal ใน https://www.dindeejournal.wordpress.com ที่ปรากฏเบื้องหน้าท่านขณะนี้ ก่อนที่จะแชร์ออกสู่หน้าไทม์ไลน์ และหน้าแฟนเพจในสื่อสาธารณะออนไลน์เฟชบุ๊ค

ภาพทำปก_02-1746997232..jpeg

ภาพ portrait ลายเส้นที่ตกแต่งจากภาพถ่ายเมื่อปี พ.ศ.2559

สมคิด สิงสง เริ่มใส่ใจในงานเขียนหนังสือเมื่อเขาและเพื่อนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาพากันก่อตั้งชุมนุมหนังสือพิมพ์และจัดทำหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ติดบอร์ดในโรงเรียน

    นอกจากนั้นการเข้าๆ ออกๆ โรงพิมพ์เพื่อจัดทำหนังสืออนุสรณ์ประจำปีการศึกษา(หนังสือรุ่น) ทำให้เขาสนใจที่จะทำงานด้านการเขียนมากขึ้น จนกระทั่งตัดสินใจเข้าไปขอฝากเนื้อฝากตัวอยู่ในหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเมื่อครั้งเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย และเมื่อจบ ม.ศ.5 เขาเลือกสอบเข้าเรียนต่อในคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (ขณะนั้นเป็นแผนกอิสระในคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเลือกเรียนภาคค่ำ เนื่องจากจะต้องทำงานหาเงินส่งเสียตัวเอง และงานที่ทำก็คืองานในสำนักงานหนังสือพิมพ์นั่นเอง
    สมัยนั้นคณะวิชาที่เปิดสอนด้านวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์ (Journalism & Mass Communications)ยังไม่ได้รับความนิยมแพร่หลายเหมือนในสมัยนี้ และภาพลักษณ์ “นักประพันธ์ไส้แห้ง” ยังปรากฏชัดในแวดวงนักเขียนเมืองไทย
    เนื่องจากการงานของเขาต้องเกี่ยวข้องกับวงการนอกรั้วมหาวิทยาลัย เพราะงานหนังสือพิมพ์ที่จะต้องขีดเขียนด้านข่าวสารการเมือง ทำให้ “สมคิด สิงสง” มีแวดวงกว้างขวางมาตั้งแต่สมัยที่เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ส่งผลให้ชีวิตของเขาต้องผกผันไปตามกระแสการเมืองด้วย และนั่นก็เป็นเสมือนสายธารวรรณกรรมที่พัดพาเอาชีวิต “สมคิด สิงสง” ล่องลอยไปในกระแสแห่งกาลเวลาที่ล่วงมา และจะยังดำเนินสืบไป  

ศิลปินมรดกอีสาน
Screenshot_2018-02-11-16-59-06Screenshot_2018-02-10-06-52-27สมคิด สิงสง เป็นหนึ่งใน ๓ คนที่ได้รับการประกาศเชิดชูเกียรติในฐานะศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๔ แขนงวรรณกรรมร่วมสมัย โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาระดับแนวหน้าแห่งหนึ่งของประเทศ และมีเป้าหมายในการเชิดชูส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม อันเป็นมรดกที่ทรงคุณค่าของชาติ

 

 

“มโหรีแห่งชีวิตอิสระ”
พ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรกในชีวิต

มโหรี     การเดินทางไปสัมผัสพบเห็นสถานที่ต่างๆ และพบปะผู้คนมากหน้าหลายตายิ่งขึ้น มันเหมือนกับได้ปลดปล่อยตัวเองออกจากรั้วรอบขอบชิดของสถาบันที่จำเจ
    มันทำให้รู้ว่าชีวิตไม่ใช่ภาพขาวดำเหมือนอย่างที่เข้าใจ แต่เป็นความหลากหลายรสชาติและสีสัน จึงมีการนำเอาบทบันทึกที่กระจัดกระจายมารวมพิมพ์ในเล่มเดียวกัน ชื่อว่า “วรรณกรรมร่วมสมัย : มโหรีแห่งชีวิตอิสระ” โดยที่คิดแต่เพียงต้องการมีพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเองสักเล่มหนึ่ง และก็เกิดขึ้นจนได้
    ด้วยความเอื้อเฟื้อของคุณอดิศักดิ์ สุทธชัย เจ้าของแท่นพิมพ์ “ฉับแกละ” โรงพิมพ์รุ่งเกียรติ (ในสมัยนั้น) ตั้งอยู่ข้างโรงแรมภูกระดึงในเมืองขอนแก่น
    สมคิดเล่าว่า ปีนั้น พ.ศ.๒๕๑๕ เหตุการณ์บ้านเมืองเขม็งเกลียวขึ้นตามลำดับ เมื่อศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทยและองค์กรประชาชนกลุ่มต่างๆ มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยหยิบยกเรื่องความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารบ้านเมืองการเสียดุลการค้ากับต่างประเทศ ความไม่เป็นธรรมในสังคม เป็นต้น ขึ้นเป็นประเด็นเขย่าบัลลังก์รัฐบาลเผด็จการในเวลานั้น
    img_20180212_194932-1-1339674565.jpgในที่สุดก็เกิดกรณี ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เมื่อขบวนนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั่วประเทศ เคลื่อนขบวนขับไล่รัฐบาลเผด็จการ ปิดฉากการเมืองแบบเผด็จการทหาร เปิดฉากใหม่ที่ประชาชนมีสิทธิ์มีส่วนมากขึ้น แต่ก็ชั่วประเดี๋ยวเดียว อีก ๓ ปีต่อมาก็เกิดกรณี ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ นิสิตนักศึกษาและประชาชนถูกเข่นฆ่าทารุณกลางเมืองหลวง จนต้องหลั่งไหลหลบลี้เข้าป่าจับปืนขึ้นสู้บ้านเมืองในเวลานั้นไม่ต่างไปจากตกอยู่ในช่วงสัตถันดรกัปที่ผู้คนในชาติลุกขึ้นมาฆ่าฟันกันเองไม่หยุดหย่อน


 

 

 

 

“ลาก่อนนาวังเหล็ก”
เมื่อมาตุภูมิร้อนเป็นไฟ

นาวังเหล็ก    พ็อคเก็ตบุ๊คเล่มที่ ๒ เกิดจากต้นฉบับที่ลอบส่งมาจากเทือกเขาภูพานเป็นผลงานนวนิยายเรื่องแรกที่ “สมคิด สิงสง” ใช้เวลา ๒ เดือน ดินสอดำ ๒ แท่งกับสมุดจีนอีก ๒ เล่ม นั่งหันหน้าเข้าข้างฝา จดจารบันทึกเรื่องราวที่เขาสร้างขึ้นจากเรื่องราวและฉากชีวิตจริงๆ ของผู้คนที่ผ่านเข้ามาในประสบการณ์โดยตรงของเขา
    เขาเขียนเรื่องนี้ในช่วงเดือนตุลาคม ๒๕๒๐ ขณะที่รอข้ามแม่น้ำโขงจากแผ่นดินประเทศเพื่อนบ้านเพื่อกลับสู่มาตุภูมิซึ่งในเวลานั้นได้กลายเป็นสมรภูมิสู้รบที่ผู้คนในชาติจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับอำนาจรัฐเผด็จการในเวลานั้น
    เมื่อถึงเทือกเขาภูพาน ต้นฉบับนวนิยายเรื่องนี้ใช้ชื่อว่า “ก้าวหน้าไปใต้ร่มธงแดง” ตีพิมพ์ด้วยตัวอักษรพิมพ์ดีด จากเครื่องกระเป๋าหิ้ว ในรูปเล่ม A5 คือขนาดA4 ตัดครึ่ง ใช้กระดาษก๊อบปี้เพื่อให้ได้สำเนาอีก ๒ ชุด เย็บเล่มติดปก ส่งเวียนอ่านสู่กันฟังในฐานที่มั่นกลางป่าลึก จากทับหนึ่งสู่ทับหนึ่งจนเล่มหนังสือเปื่อยยุ่ย
    หลังจากนั้นอีก ๒ ปี คือประมาณเดือนเมษายน ๒๕๒๒ ต้นฉบับนวนิยาย เรื่องนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ลาก่อนนาวังเหล็ก” ส่งเข้ากรุงเทพฯ และตีพิมพ์เผยแพร่อย่างเปิดเผย
ไอ้พลอย    จากนั้นอีกราว ๓ ปี นวนิยายเรื่องเดียวกันนี้มีการปรับปรุงอีกรอบหนึ่ง เปลี่ยนชื่อเรื่องเป็น “ไอ้พลอย” ตามชื่อตัวละครเอกของเรื่องและตีพิมพ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๒๕ ในนามสำนักพิมพ์กอไผ่ กรุงเทพมหานคร ในช่วงที่หลบลี้อยู่ในเขตป่าเขาถึง ๔-๕ ปี นอกจาก “ลาก่อนนาวังเหล็ก” เล่มนี้แล้ว “สมคิด สิงสง”ยังมีต้นฉบับรวมเรื่องสั้นอีกเล่มหนึ่งชื่อ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และนวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว”
    เมื่อปี ๒๕๒๔ สำนักพิมพ์นกฮูกเป็นผู้ตีพิมพ์ “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” และปีเดียวกันนั้น บริษัทสำนักพิมพ์อาทิตย์ จำกัด เป็นผู้ตีพิมพ์นวนิยายเรื่อง “ข้าวเขียว” เรื่องหลังนี้สำนักพิมพ์ดอกหญ้านำมาตีพิมพ์อีกครั้งในวาระรำลึก ๒๐ ปี ๑๔ ตุลาคมเมื่อ ปี ๒๕๓๖
    ต้นฉบับ ๒ เล่มนี้เกิดขึ้นในท่ามกลางสมรภูมิสู้รบในแนวหน้า ถึงแม้ว่าจะไม่มีหน้าที่ถือปืนสู้รบในสมรภูมิ แต่ก็ต้องป้องกันตนเองและหอบหิ้ว เครื่องพิมพ์ดีด กระดาษ ดินสอเสมือนอาวุธประจำกายชิ้นสำคัญ!
หนังสือรวม

“คนบนมอ”
รวมเรื่องสั้นเล่มต่อมา

    ช่วงระหว่างปี ๒๕๓๓-๒๕๓๗ สำนักพิมพ์ “ดอกหญ้า” ตีพิมพ์รวมเรื่องสั้นชุด “คนบนมอ” ถึง ๔ ครั้ง เป็นที่น่าสังเกต เรื่องสั้น ๙ เรื่อง สื่อด้วยภาษาเรียบง่ายแฝงอารมณ์ขันปนเสียดสี ได้รับการต้อนรับมากกว่าเรื่องราวที่นำเสนอด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึงขัง ในช่วงระยะ ๔-๕ ปี “คนบนมอ” ตีพิมพ์เผยแพร่ออกไปประมาณ ๑๒,๐๐๐ เล่ม และเข้าใจว่าขณะนี้หนังสือคงหายไปจากแผงแล้ว อาจต้องมีการตีพิมพ์ใหม่ใน เร็วๆ นี้

ชีวิตและบทบาทวรรณกรรม
คำนำ “คนบนมอ” #๕
    ผมไม่ได้คิดไว้ก่อนว่าจะได้เขียนคำนำให้แก่ “คนบนมอ” รวมเรื่องสั้น ๙ เรื่องที่ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อต้นทศวรรษที่ ๒๕๓๐ และตีพิมพ์ซ้ำอีกเป็นครั้งที่ ๔ ในช่วงทศวรรษที่แล้ว ครั้งนี้จึงเป็นการพิมพ์ครั้งที่ ๕ ในชีวิต “คนบนมอ” เพื่อร่วมรำลึก ๓๐ ปี ๑๔ ตุลาคม ในปี พ.ศ.๒๕๔๖
    ถ้าจำไม่ผิด ที่แล้วมาสำนักพิมพ์ดอกหญ้าเขาขออนุญาตผมพิมพ์ครั้งละ ๓,๐๐๐ เล่ม ดังนั้น “คนบนมอ” จึงควรมียอดพิมพ์ไม่น้อยกว่า ๑๒,๐๐๐ เล่ม ครั้งล่าสุด (หมายถึงครั้งที่ ๕ นี้) ผู้จัดพิมพ์ยังไม่ได้บอกผมว่าจะพิมพ์กี่เล่ม
    อาจจะดูเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยจุ๋มจิ๋มถ้าเทียบกับยอดพิมพ์ของแฮร์รี่ พ็อตเตอร์ หรือแม้แต่หนังสือขายดีของนักเขียนชาวไทยเราหลายท่านในหลายยุคสมัยนับจากอดีตถึงปัจจุบัน
    แต่การที่หนังสือของตัวเองได้พิมพ์ซ้ำ ย่อมนำความภาคภูมิใจมาสู่นักเขียนผู้นั้นไม่มากก็น้อย ผมเองก็ปุถุชน ย่อมตกอยู่ในอารมณ์ความรู้สึกที่ว่านั้นด้วยคนหนึ่ง
    เมื่อกี้ผมจงใจใช้คำว่า “…การพิมพ์ครั้งที่ ๕ ในชีวิต คนบนมอ…” เพื่อชี้ให้เห็นว่างานวรรณกรรมเป็นสิ่งที่มีชีวิต ตราบเท่าที่ผลงานนั้นๆ ยังอยู่ในความนิยมของผู้อ่าน แสดงว่ามันยังมีชีวิตอยู่
    งานวรรณกรรมบางชิ้นมีชีวิตยืนยงกว่าผู้สร้างมันขึ้นมายิ่งนัก บางชิ้นเป็นงานอมตะนิรันดรก็มี
    นี่เป็นสถานภาพการดำรงอยู่ของวรรณกรรม!
    ในด้านบทบาทล่ะ?
    เมื่อไม่นานมานี้ผมได้สนทนากับคุณลุง “ลาว คำหอม” คำสิงห์ ศรีนอก ศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์… ท่านกล่าวว่าคมศาสตราวุธที่ฟาดฟันลงบนร่างของศัตรู อย่างมากก็แค่บาดเจ็บที่ร่างกาย แต่ถ้าใช้วรรณกรรมเป็นอาวุธ มันจะทิ่มแทงทะลุทะลวงไปที่หมากหัวใจของผู้เป็นศัตรู
    ดังนั้นเราจึงพบว่างานวรรณกรรมบางชิ้น นอกจากมีชีวิตอมตะเป็นนิรันดรแล้ว ยังสามารถเขย่าโลกทั้งโลกให้สั่นสะเทือนเลื่อนลั่นได้อีกด้วย
    เรื่องอย่างนี้…ไม่เชื่อ อย่าลบหลู่!
    เพราะว่าภาษาเป็นอารยธรรมชั้นสูงที่ใช้จำแนกแยกแยะระหว่างมนุษย์กับดิรัจฉาน โดยเฉพาะคนไทยเรา ได้ชื่อว่ามีวัฒนธรรมด้านภาษามาช้านาน… มีทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน แต่ทักษะการใช้ภาษาของเราอยู่ในระดับใด?
    ใครมีหน้าที่ให้คำตอบ?
    คงไม่จำเพาะแต่ครูภาษาไทยดอกนะครับ ต้องคนไทยทั้งชาตินั่นแหละ โดยเฉพาะผู้ที่กำหนดนโยบาย และผู้บริหารบ้านเมืองทุกระดับ…
    ตั้งแต่นายก อบต.จนถึงนายกรัฐมนตรี
    นั่นล่ะครับ!
    หมายเหตุ : ในที่สุด “คนบนมอ” ไม่ได้พิมพ์ครั้งที่ ๕ มาปัดฝุ่นพิมพ์ครั้งที่ ๕ ในโครงการ Book on Demand Program พร้อมกับรวมเรื่องสั้น “ตำนานแห่งหมู่บ้าน” ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ๒๕๒๖
    ในปี ๒๕๓๕ “ดอกหญ้า” มีผลงานของ “สมคิด สิงสง” วางแผงอยู่ ๓ เล่ม
    ๑. คนบนมอ
    ๒. ข้าวเขียว และ
    ๓. ผู้รุกราน
    เล่มที่ ๓ เป็นนวนิยายขนาดสั้น ๑๔ ตอนจบ เดินเรื่องโดยใช้ผึ้งเป็นตัวละครหลัก แนวเรื่องเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
    “มีสัตว์หลายจำพวกที่งมงายอยู่กับความละโมบและขลาดเขลา…
    ด้วยเหตุที่กลัวอดอยาก พวกนี้จึงสะสมเสบียงอาหาร
    ด้วยเหตุที่กลัวร้อนหนาว พวกนี้จึงสะสมเครื่องนุ่งห่มและที่อยู่ อาศัย
    ด้วยเหตุที่กลัวเหน็ดเหนื่อย พวกนี้จึงสะสมข้าทาสบริวาร
    ด้วยเหตุที่กลัวอับอายขายหน้า พวกนี้จึงสะสมเกียรติยศศักดิ์ศรี
    ด้วยเหตุที่กลัวพวกเดียวกันเอง พวกนี้จึงสะสมกองกำลังและศัตราวุธ…”

บันทึกวันนี้
    มาถึงวันนี้ หนังสือของผมที่ตีพิมพ์รวมเล่มไปแล้ว เท่าที่จำได้คือ
    ๒๕๑๕ มโหรีแห่งชีวิตอิสระ (วรรณกรรมร่วมสมัย)  
    ๒๕๒๒ ลาก่อนนาวังเหล็ก (นวนิยาย)  
    ๒๕๒๔ ตำนานแห่งหมู่บ้าน (รวมเรื่องสั้น)  
    ๒๕๒๔ ข้าวเขียว (นวนิยาย)  
    ๒๕๒๕ ไอ้พลอย (นวนิยาย)
    ๒๕๓๒ แด่แผ่นดินอีสาน (ทรรศนคดี)  
    ๒๕๓๓ คนบนมอ (รวมเรื่องสั้น)
    ๒๕๓๔ ผู้รุกราน (นวนิยาย)
    ๒๕๔๙ พ่อนายกฯ สายไหม บ้านหนองฮี (วรรณกรรมเยาวชน ได้รับรางวัลชมเชยในการประกวดหนังสือดีเด่นในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.๒๕๕๐ รางวัลชมเชยประเภทงานเขียนในการประกาศรางวัลลูกโลกสีเขียว ครั้งที่ ๙ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ ๒ เซเว่นบุ๊คอวอร์ด ครั้งที่ ๔ และได้รับเชิญจาก International Board on Books for Young People สำนักงานในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เชิญผู้เขียนวรรณกรรมเยาวชนเรื่อง “พ่อนายก สายไหม บ้านหนองฮี” เข้าร่วมงาน 31st IBBY World Congress ที่โรงแรมRadission SAS Scandinavia ในนครโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ค ระหว่างวันที่ ๗-๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๑) เนื้อหาของเรื่องเป็นการนำเสนอหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
    ปัจจุบันหนังสือเหล่านี้ที่พิมพ์ไปแล้ว หายไปจากแผงหนังสือแล้ว แม้แต่บนหิ้งหนังสือของผมก็หาไม่พบแล้ว บางเล่มยังมีต้นฉบับเก็บรักษาไว้ แต่บางเล่มไม่มีเลย ผมคงต้องหาสืบค้น และหยิบยืมมาทำสำเนาไว้ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับคนรุ่นหลัง

อ่านเขียนบนอินเตอร์เน็ต

อีกทางเลือกสำหรับนักอ่านนักเขียนยุคไอที

สถานการณ์ด้านสื่อสารมวลชน (Mass Communications) เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก เมื่อโลกได้ก้าวเข้าสู่ยุคไร้พรมแดน และการสื่อสารระบบไอทีเข้ามาแทนที่ระบบการสื่อสารแบบเดิม ทำให้เกิดทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการผลิตและการเสพสื่อรูปแบบต่างๆ

Screenshot_2018-02-16-17-54-46การเผยแพร่งานเขียนเป็นตอนๆ ให้ผู้อ่านสามารถติดตามได้ในระบบออนไลน์เป็นทางเลือกใหม่ที่ผมกำลังเริ่มนำมาใช้ ติดตามได้ที่ https://www.hongsamut.com นำร่องด้วยงานนวนิยาย 2-3 เรื่อง นำลงเป็นตอนๆ และผู้อ่านสามารถเลือกอ่านเป็นรายตอน เริ่มตอนแรกๆ ด้วยการอ่านฟรี และตอนต่อๆ ไปอาจต้องมีเงื่อนไขในการชำระเงินอยู่บ้างเล็กน้อย ทั้งนี้เนื่องจากนักเขียนก็มีค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการนำเสนอผลงานออกสู่ระบบอินเตอร์เน็ต และการยังชีพในชีวิตประจำวัน

เรื่องนี้มีความละเอียดอ่อนพอสมควร ผมจะหาโอกาสพูดคุยผ่านสื่อต่างๆ ที่ผมใช้อยู่ในเวลานี้

โปรดติดตามนะครับ

 

ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater Bank)

ความเคลื่อนไหวต่อยอดที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู

โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล

การสำรวจชั้นดินชั้นหิน ด้วยวิธีวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของ จนท.กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เมื่อไม่นานมานี้ (6 ก.พ.2561) ตามคำร้องขอของสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ทำให้ทราบว่า ชั้นหินอยู่ที่ความลึกประมาณ 10 เมตรจากระดับผิวดิน มีชั้นตะกอนทรายไม่ค่อยหนา แต่ชั้นหินทรายมีรอยแตกเยอะอยู่

“ตะกอนทรายกับหินทรายเป็นอย่างเดียวกันไหม มันจะทำหน้าที่กักเก็บน้ำใช่ไหม?” ผมถามเพื่อความเข้าใจ

“ตะกอนทราย ให้นึกถึงทรายครับมันจะร่วน มีช่องว่างกักเก็บน้ำได้ ส่วนหินทรายคือหินแข็ง ถ้ามันมีรอยแตกก้อจะสามารถกักเก็บน้ำได้คับ ถ้ารอยแตกน้อย หรือไม่มีรอยแตกน้ำก้อผ่านไม่ได้ ก้อเป็นตัวต้านน้ำไปคับ น้ำก้อจะไหลซึมไปด้านล่างไม่ได้คับ..”

จนท.ที่ทำการสำรวจขยายความให้ผมฟัง และว่า “ผมหาชั้นที่จะกักเก็บน้ำคับ ในโครงการนี้ก้อคือชั้นตะกอนทรายคับ”

1518698000668

1518697983736

1518697967200

นี่คือกระบวนการทำงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ในการต่อยอดโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู ที่สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) ได้ริเริ่มและอนุ่เคราะห์ในระยะที่ผ่านมา

Exif_JPEG_420

แผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 2560

การต่อยอดโครงการของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล คือการสร้างบ่อเติมน้ำลงใต้ดินแบบปิด ขนาด 5 x 5 x 5 เมตร จำนวน 1 บ่อ ในพื้นที่วนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู เพื่อเสริมศักยภาพด้านปริมาณและคุณภาพน้ำใต้ดินที่สูบขึ้นมาจากบ่อบาดาล พร้อมด้วยบ่อสังเกตการณ์ระดับน้ำใต้ดินอีก 1 บ่อ

รายงานความคืบหน้าล่าสุด

15 กุมภาพันธ์ 2561

 

ซับแดง : หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

ซับแดง : หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

 เจน อักษราพิจารณ์

วันที่ อังคาร มกราคม 2551

ซับแดงหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

ชื่อหนังสือ : ซับแดงหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว
ผู้เขียน : ตุลยเทพ สุวรรณจินดา, สมบูรณ์ สุขสำราญ, เขียน ธีระวิทย์พิมพ์ : พิฆเณศการพิมพ์/2518
ราคา : 5 บาท/86 หน้า
บทความนี้ผู้เขียนเขียนถึงความย้อนหลังหมู่บ้านซับแดงหมู่บ้านในดวงใจและหมู่บ้านในจินตนาการของสองนักเขียนหนุ่มในอดีตจากดินแดนที่ราบสูงนามว่าสมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ

สมคิด สิงสง เกิดที่หมู่บ้านซับแดง ตำบลโพธิ์ชัย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันอยู่ในการปกครองของอำเภอโคกโพธิ์ชัย ส่วนประเสริฐ จันดำ เป็นชาวบ้านโดด อำเภออุทุมพรพิสัย (ปัจจุบันคือกิ่ง อ.โพธิ์ศรีสุวรรณ) จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งคู่เคยใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ กับกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวระยะหนึ่งก่อนที่จะหอบความฝันและจินตนาการสู่หมู่บ้านซับแดง แม้ว่าปลายทางแห่งความฝันจะไม่ถึงจุดหมายปลายทาง แต่ก็ถือว่าเป็นตำนานการต่อสู้ของสองเสี่ยวฮัก ที่ปัจจุบันเหลือเพียงสมคิด สิงสง ที่สานต่ออุดมการณ์ในการพัฒนาในนามของสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนประเสริฐ จันดำ เสียชีวิตเมื่อปี 2538

หนังสือ “ซับแดง หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว” เป็นรายงานการสำรวจ โดยอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย โดยตุลยเทพ สุวรรณจินดา สมบูรณ์ สุขสำราญ และเขียน ธีระวิทย์ โดยเนื้อหาของหนังสือแบ่งออกเป็น 6 ตอน ประกอบด้วย แนะนำหมู่บ้านซับแดง สภาพเศรษฐกิจและสังคม การศึกษา ช่วยงานของรัฐกับหมู่บ้านซับแดง บทส่งท้าย ความเห็นของผู้สำรวจ และภาคผนวก

ในหนังสือรายงานการสำรวจ ได้พูดถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านซับแดงในอดีตขึ้นอยู่กับตำบลโคกโพธิ์ชัย อำเภอมัญจาคีรี จังหวัดขอนแก่น

คำว่า “ซับ” หมายถึงตาน้ำที่อยู่ทางด้านทิศใต้ของหมู่บ้าน ส่วน “แดง” หมายถึงต้นแดงที่อยู่ติดกับหมู่บ้าน จึงรวมกับเป็นซับแดง และถือว่าเป็นแหล่งน้ำสำคัญของหมู่บ้าน ปัจจุบันได้ปรับเป็นระบบประปาประจำหมู่บ้าน ในอดีตการคมนาคมจะมีรถประจำทางสายแก้งคร้อ – มัญจาคีรี วิ่งบริการ มีระยะทางห่างจากอำเภอมัญจาคีรี ประมาณ 25 กิโลเมตร และห่างจากตัวจังหวัดขอนแก่น 80 กิโลเมตร อาชีพหลักของชาวบ้านในยุคนั้นคือการทำนาทำไร่ และส่วนใหญ่มีฐานะยากจน

ทั้งสมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ เข้าศึกษาที่คณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยในระหว่างที่ศึกษาได้นำนักศึกษาออกพื้นที่ที่บ้านเกิด จนเมื่อกลางปี 2516 จึงได้ชักชวนประเสริฐ จันดำ คืนสู่บ้านเกิดรรวมจัดตั้งฝ่ายการศึกษากลุ่มเยาวชนซับแดงขึ้น โดยเป็นลักษณะการจัดการศึกษานอกระบบ โดยส่วนหนึ่งจะใช้ที่นาของสมคิด สิงสง เป็นที่ตั้งโรงเรียน นอกจากนั้นยังใช้เถียงนาเป็นที่สอนกลุ่มเล็ก ๆ หลังเลิกจากการทำไร่ทำนา ใช้หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการ และการศึกษานอกโรงเรียน ภายหลังเหตุการณ์ 16 ตุลา สมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ ได้คืนสู่หมู่บ้านซับแดงอีกครั้งทำให้ได้รับรู้สภาพปัญหาในชุมชนถึงระบบเศรษฐกิจชุมชนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ รวมทั้งระบบการศึกษาในท้องถิ่น และได้สานต่ออุดมการณ์ในการจัดตั้งฝ่ายการศึกษาเยาวชนซับแดง
ฝ่ายการศึกษาเยาวชนซับแดง ตั้งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 800 เมตร โดยจะเป็นทั้งห้องสมุดสำหรับชุมชน ลักษณะเป็นศูนย์อบรมหลังเล็ก ๆ หลังคามุงสังกะสีพื้นยกสูงเพียงเล็กน้อยปูด้วยไม้กระดาน แบ่งเป็นสองห้องระหว่างห้องเรียนกับห้องสมุด ทั้งนี้โดยมีสมคิด สิงสง และประเสริฐ จันดำ เป็นผู้ประสานงานกับหน่วยงานทางการศึกษาของรัฐ และครูในหมู่บ้านใกล้เคียงมาช่วยสอน

ภาพบรรยากาศการเรียนการสอนที่หมู่บ้านซับแดงในอดีต

 

สำหรับผู้เรียนเป็นเยาวชนและหนุ่มสาวในหมู่บ้าน ภิกษุ สามเณร มีค่าบำรุงคนละ 20 บาท ไม่มีการเช็คชื่อ วิชาที่สอนจะมีภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และหน้าที่พลเมืองศีลธรรม ทั้งนี้จากการไม่เห็นด้วยจากเจ้าหน้าบ้านเมืองฝ่ายปกครอง
คณะผู้สำรวจได้ทำการสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หลายฝ่ายทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และคณะสำรวจได้สรุปผลจากการศึกษาได้ว่า “ซับแดง” มิได้มีลักษณะที่จะเป็น “เขตปลดปล่อย” แต่เป็นความพยายามของผู้นำหมู่บ้านที่จะต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ด้านการศึกษาทำให้ประชาชนเข้าใจสิทธิและบทบาทของตน โดยมีผู้นำเป็นผู้กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และได้สรุปในบทสุดท้ายว่าหมู่บ้าน “ซับดง” ควรได้รับการส่งเสริมให้เป็นหมู่บ้านตัวอย่างเพื่อให้ชาวไร่ชาวนาได้เรียนรู้และช่วยตนเอง เพื่อลดช่องว่างระหว่างหน่วยงานรัฐและประชาชน และเป็นสัญญาณแจ้งภัยที่ควรได้รับการสดับตรับรับฟังด้วยความรอบคอบด้วยอนาทรอันบริสุทธิ์ ด้วยน้ำใจอารี และด้วยจิตสำนึกจากมนุษยธรรมสมคิด สิงสง ถ่ายภาพสถานที่ตั้งฝ่ายการศึกษาเยาวชนซับแดงในอดีต ภาพจากหนังสือพลิกตำนานเพื่อชีวิต : สำนักพิมพ์ดอกหญ้า : 2532

แม้วันเวลาจะผ่านพ้นไป แต่กลับไปอ่านอีกครั้งก็ยังมีความหมาย ซับแดงหมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว

หมายเหตุ : ภาพประกอบจากหนังสือ
“ซับแดง” หมู่บ้านเคียวเกี่ยวดาว
พลิกตำนานเพื่อชีวิต ; สำนักพิมพ์ดอกหญ้า, 2532.
โดย เจนอักษราพิจารณ์

 

ย้อนตำนานซับแดง (5) ตอนจบ

5. ลูกผู้ชาย “บ่ตายก็ยัง”

สมคิด สิงสง : เล่าเรื่อง

สังคม เภสัชมาลา : บันทึกและเรียบเรียง

ปี พ.ศ.2519 คาราวานนำโดย หงา-สุรชัย จันทิมาธรมาเปิดแสดงที่ซับแดง แล้วย้ายการแสดงไปเรื่อยๆ สมคิดและเพื่อนติดตามคาราวานไปด้วยเช่นกัน ติดตามกันลงไปกรุงเทพฯ พักอยู่บ้านเช่าคาราวาน ส่วนมหาเสริฐหรือสนั่น ทากาง ไปเดินเตร่อยู่แถวมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เผอิญขบวนการประท้วงการกลับมาของจอมพลถนอม กิตติขจรกำลังดำเนินอยู่พอดี แต่เหตุการณ์ไม่ค่อยจะดีเสียแล้ว มีการปะทะกันระหว่างกลุ่มไม่เห็นด้วยกับการเดินขบวนของนักศึกษา มีการจับนักศึกษาผู้บริสุทธิ์แขวนคอ

มหาเสริฐได้เข้าไปอยู่ในเหตุการณ์สยองนั้นด้วย เขาเป็นห่วงสมคิดว่าอยู่อย่างไร ในภาวะอึมครึมเช่นนี้จะคิดอ่านอย่างไรต่อไป ครั้นตอนเช้าตรู่ ของวันที่ 6 ต.ค. 19 มีเหตุการณ์ยิงกัน การชุมนุมกลายเป็นสนามนองเลือด ตอนนี้ล่ะที่นักศึกษาประชาชนแตกพ่าย ไปทิศ ไปทาง สนั่น กางทากับศักดา กาญจนพาณิชย์ นั่งแท็กซี่มาบ้านพักของหงา-คาราวาน อย่างอกสั่นขวัญแขวน เพราะตอนนั้นพวกกระทิงแดง นวพล พร้อมที่จะห้ำหั่นฝ่ายนิสิตนักศึกษาฯ ทุกขณะ ขอให้ทราบเถอะว่าพวกอยู่ไหน โชคดีที่วันนั้นหลุดมาได้อย่างปลอดภัย โดยนั่งรถมาลงที่สี่แยกสะพานควาย ไปพบสมคิด และเพื่อน ซึ่งกำลังปรึกษากันอยู่ว่าจะไปที่ไหน อย่างไร

10.00 น. ออกจากบ้านคาราวาน จับรถมาลงที่อำเภอปากช่อง เข้าพักที่โรงแรมวันชัย (โรงแรมปากช่อง) รุ่งขึ้น ( 7 ต.ค.2519) จึงเข้าไปที่ไร่ธารเกษมของคำสิงห์ ศรีนอก (ลาว คำหอม) ไปได้ไม่ถึงชั่วโมง ภรรยาลุงคำสิงห์ (ป้าตุ่น) ตะโกนบอกว่า “ทหารมา หลบออกไปก่อนได้ไหม?”
จากคิดว่าจะได้กินกาแฟร้อน และหอมกรุ่นจากฝีมือป้าตุ่น กลายเป็นตาลีตาเหลือกหลบเข้าไปซ่อนอยู่ในป่าหญ้าคอมมิวนิสต์สากคาย นิ่งเงียบอยู่ภายใต้อกระทึก เบิ่งมองมาทางบ้านคำสิงห์ ซึ่งช่วงนั้นเป็นตอนที่เขาปล่อยวัวออกจากคอกพอดี จึงไม่ทราบว่าไหนขาวัว ขาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร มันเยอะจริง ๆ ลายตาไปหมด จนกระทั่งเจ้าหน้าที่กลับออกไป เขาและมหาเสริฐ จึงค่อยคลานย่องแย่งออกมาจากป่าหญ้าคอมมิวนิสต์
ทั้งสองทำลายบัตรประจำตัวประชาชน หลักฐานต่างๆ ของตัวเองแทบทุกอย่าง ก่อนที่จะเดินทางออกมาจากไร่ธารเกษม ถึงตอนนี้ต้องคิดอ่านเรื่องเปลี่ยนรูปลักษณ์เสียแล้ว ทำตัวให้เป็นชาวบ้านมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไปขอซื้อกล้วย ซื้อของหิ้วพะรุงพะรัง เหมือนตาสีตาสาจอมเปิ่น นั่งรถสองแถวจากปากช่องมาลงที่สีคิ้วก่อนแล้วค่อยต่อรถมาที่ชัยภูมิ ถึงชัยภูมิเวลา ประมาณ 5 โมงเย็น ไปขอนอนที่วัดบ้านโนนสาทอน เผอิญพระคุณเจ้าจับปลามาได้มากโข ท่านจึงแบ่งให้เป็นกับข้าวมื้อเย็น
รุ่งขึ้น (8 ต.ค.2519) เดินเท้าออกจากวัดมาถึงโรงต้ม สี่แยกนอกเมืองจังหวัดชัยภูมิ ตอนแรกคิดว่าจะเดินทางกลับซับแดงเลย แต่มาเปลี่ยนใจกลางทาง จับรถโดยสารสีส้ม ชัยภูมิ – ชุมแพ มาลงทางแยกเข้าอำเภอคอนสวรรค์ โชคดียิ่งที่ไม่ไปถึงช่องสามหมอ หรือเข้าไปซับแดง เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจอยู่ตรงนั้น สังหรณ์ครั้งนี้ช่วยเขารอดมาได้อย่างประหลาด ลงรถแล้วเดินลัดเลาะเข้าป่าเข้าพงมาที่ห้วยสามหมอ ซึ่งปีนั้นน้ำกำลังไหลเชี่ยวหน้ากลัว กระนั้นต้องตัดสินว่ายข้ามไปให้ได้ วิธีว่ายไม่ยากหรอก ทิ้งตัวลงไป ประคองตัวปล่อยให้น้ำมันพัดไปเรื่อยๆ จะสามารถเข้าหาฝั่งตรงข้ามได้เอง แต่ที่ยุ่งยากคือ กลัวว่าปืนมันจะเปียก จึงต้องว่ายน้ำแบบมืออีกข้างยกปืนยกไว้เหนือน้ำตลอด เมื่อข้ามไปได้ ปรึกษากันว่า “จะไปปรากฏตัวไม่ได้หรอกเนาะ เพราะไม่รู้ว่าบ้านเราจะมีเหตุการณ์อะไรไหม?”
ปรึกษาหารือกันอย่างนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะไม่กลับบ้าน เพียงแต่รอดูสักระยะ ช่วงรออยู่นี้น่าจะมีข้าวน้ำลูบท้อง รองท้องไว้บ้าง พูดง่าย คือ หิวจนตาลาย พยายามเดินเลียบเลาะ ตัดเข้าเขตบ้านซับแดง จนกระทั่งหลบไปอยู่ป่ากล้วยนายทอง หล่มแสง วันนั้นตรงกับวันออกพรรษาพอดี ที่วัดจึงมีงานเทศกาลแห่เทศน์กัณฑ์หลอนกัน
กำลังจะกินขนมเส้นกับข้าวต้มมัด ที่มีคนนำมาส่ง พลันได้ยินเสียงเฮลิคอบเตอร์ 2-3 ลำบินเลียบภูผาแดงมาต่ำๆ
“มันมากันแล้ว!” สมคิดบอกมหาเสริฐและพรรคพวกที่กำลังจะล้อมวงกินข้าวมื้อเช้าบนเถียงนานายทอง หล่มแสง
จริงดังคาด อึดใจต่อมานายเพลิง(จำนามสกุลไม่ได้) วิ่งกระหืดกระหอบมาส่งข่าวว่าตำรวจทหารเข้าล้อมไว้หมดแล้ว อย่าเข้าไปในบ้านนะ อันตราย…
สมคิดถามมหาเสริฐว่า “เอาไงกันดี จะมอบตัวหรือสู้ตาย?”
สำรวจลูกกระสุนแล้วมีอยู่ประมาณ ๓๐ เศษๆ ปืนสั้น ๒ คน ๓ กระบอก
“สู้ตายพี่ ไม่ยอมให้จับเป็น!”
สนั่น กางทา หรือมหาเสริฐยืนคำแข็ง
สมคิดตัดสินใจในเวลานั้นว่า ถ้าขึ้นภูคงไม่ดี พวกนั้นคงสนใจภูเขา จึงตัดสินใจสวนทางออกมายังที่ราบ ไปซ่อนตัวอยู่ในป่ามอน(หม่อน)ของนางสา กางทา เข้าไปอยู่ในนั้นโดยนอนหงายดู ฮ.ฯว่ามันจะบินลงจอดที่ใด ที่สุด มองเห็นมันบินเข้าไปจอดที่สนามโรงเรียนบ้านซับแดง
บ้านซับแดง ตกอยู่ในอาการตึงเครียด กองกำลังเจ้าหน้าที่รวมแล้วประมาณ ๒ กองพัน มีผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นต้น เข้าไปบัญชาการสู้รบ เสมือนชาวซับแดงเป็นข้าศึกศัตรูไปแล้ว เลือดไทยกำลังจะฆ่ากันเอง
ผู้กำอำนาจกำลังจะเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์และมือเปล่า เหตุเพราะทรรศนะทางการเมืองไม่ตรงกัน จริงแท้เทียวที่คนมีอำนาจย่อมกำจัดผู้อ่อนแอกว่าได้ง่ายดาย
สมคิด สิงสง , สนั่น ทากาง หรือ ชาวบ้านเป็นยิ่งกว่ามดแมง กล่าวไปไยถึงการใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ ดีดนิ้วมือเปาะเดียว หัวร้างข้างแตกกันแล้ว แต่นี่,เขาจะเอากันถึงชีวิต ทำยังกับว่าซับแดงคือสมรภูมิที่รัฐจะต้องยึดคืนด้วยการรบหรือการเข่นฆ่า น่าขันเพียงไรกับความขี้เท่อของฝ่ายบ้านเมืองในครั้งนั้น
จะไปไหน จะไปหลบอยู่ที่ใด…บ้านที่เคยฝั่งสายแห่แผ่สายดือ บ้านที่เคยคิดว่าไม่มีที่ใดปลอดภัยไปยิ่งกว่านี้แล้วกลับเต็มอยู่ด้วยภยันตรายทุกซอกทุกมุม เจ้าหน้าที่เข้าค้น ขึ้นรื้อหาเขาเสมือนว่าเขาไม่ใช่คน ใช่ล่ะ คนรักหวังดีต่อเขายังมี ตารางนิ้วที่ใดอันตรายเขาย่อมรู้ จึ่งมีที่ว่างพอจะแอบเข้าหลบ ซึ่งได้แก่รั้วบ้านรกๆ ของเพื่อนบ้านนั่นแล เผอิญตามรั้วตามราวจะปลูกหม่อนไว้เลี้ยงไหม ปลูกกล้วยไว้กิน ส่วนข่าวคราวก็ได้จากเจ้าของรั้วนั่นเอง เช่นยายคนหนึ่งทำทีหาบตะกร้าเดินหยับๆ ผ่านเจ้าหน้าที่ไป โดยบอกว่าควายอีฉันสิออกลูก สิไปเบิ่ง (ดู) มัน บ่ไป บ่ได้ กะยังว่า ควายสิออกลูก….
วันนั้นทางการวางกำลังไว้ทุกทาง ทุกที่ซึ่งคาดกันว่าสมคิดจะเล็ดลอดออกไป โดยเฉพาะด้านภูเขา สมมุติพากันขึ้นภู เดินไปถึงตีนเขาได้คงต้องนับว่าไกลที่สุดแล้วสำหรับชีวิตวันนั้น
เตชะบุญ ทำให้เขาไม่เลือกที่จะไปทางนั้น พวกเขาหลบไปอยู่กับเด็กเลี้ยงควายจนค่ำ และค่ำคืนนั้นเทวดาฟ้าดินมาโปรด
ฝนตกมาขนานใหญ่ ยังกับฟ้ารั่ว
ทางการสั่งถอนกำลัง สมคิดเวลานั้นคิดแต่เพียงต้องหาทางออกจากหมู่บ้านให้ได้ จึ่งต่อมาลัดเลาะตามชายป่า มาที่บ้านซับบอน หนองทุ่ม โสกนาดี หนองหวาย โดยมีจุดหมายปลายทางที่จะข้ามแม่น้ำซีไปเขตอำเภอชนบท ระหว่างนั้นความหิวกลับเดินทางมาทักทายแล้วคงอยู่ยาวนาน ระโหยโรยแรงจนจะยกขาไม่ขึ้น เมื่อมาพบเจอป่ากล้วยชาวบ้านจึงรี่เข้าหาทันที เอื้อมมือไปปิดมากัดกินก๋วมๆ
“ขอยืมกินก่อนเด้อ…” ร้องบอกตามลมไป เพราะโดยนิสัยสันดาน ไม่เคยคิดว่าจะขโมยของใครกินเด็ดขาด
กล้วยดิบ คาคอ แค้นจ่อหล่อ…มันกลืนไม่ลง แม้จะหิวแสนหิวยังคงติดคอฝืดฝืน กัดฟันเดินทางต่อจากหนองหวายไปบ้านหนองแก แต่ไปเจอเข้ากับน้ำซีที่บ้านดอนหมูเสียก่อน คนพื้นถิ่นเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “น้ำแก่งขึ้น” มองไหนต่างขาวพร่าไปสุดแนว ต้องเดินลัดเลาะไปเรื่อย กะว่าจะหาที่ข้ามง่าย หรือแคบๆ แต่ไม่เจอ จนถึงป่ามันสำปะหลังแห่งหนึ่ง ทราบภายหลังว่าเป็นป่ามันบ้านหนองหวาย หยุดพักโดยนอนราบลงกับพื้น สมคิดบอกมหาเสริฐว่า กินมันเนาะ…
“เอางั้นนี่?”
ถามทั้งที่รู้ว่าต้องกินมันอยู่แล้ว หัวมันนั่นเยอะจริงล่ะ ถอนขึ้นง่ายๆ แต่จะหาไฟไหนมาจี่มาเผา ไม้เขิดไม้ขีดไม่ติดตัวมาเลย เอาเหอะ ตั้งแต่ควายงัวมันยังไม่ปิ้งไม่จี่ ฟาดมันโลด…
ว่าแล้วกัดกินหัวมันสำปะหลังดิบเสมือนเอร็ดอร่อยเหลือกำลัง ส่วนใครจะตดก่อนใครค่อยว่ากันทีหลัง เพราะดูเหมือนท้องกำลังอืดขึ้นๆ
พักอยู่ในป่ามันสำปะหลังราว ๓ ชั่วโมง จึงออกเดินต่อ มุ่งหน้าไปบ้านโนนสาวเอ้ ไปถึงแล้วกลับข้ามไม่ได้อีก งานนี้ต้องใช้เรือ ขืนลอยข้ามไปมีหวังกลายเป็นหนึ่งเดียวกับแม่น้ำซี หายลับไปจากโลกแน่นอน สมคิดบอกให้มหาเสริฐเข้าไปติดต่อเรือ เขาเข้าไปถามขาวบ้านว่าใครมีเรือข้ามฟากบ้าง
“ตาปานไง ตาปานแกมี”
“ปานไหนครับ?”
“ทำไมหรือ มีปานเดียวแหละบ้านนี้”
อะไร ไม่อะไร งานนี้ต้องรอบคอบทุกอย่าง ที่ต้องถามให้อย่างนั้น เพราะจ่าปาน กำลังกระเหี้ยนกระหือรือในการสร้างผลงาน จนประกาศเสียงก้องว่า บักสมคิด กูสิจับเอง บ่ได้ตัวเป็นสิจับตาย จับบ่ได้บ่มี… บ่สั้นกูสิลาออก
หน้าที่แกจะมั่นใจอย่างนั้น เพราะนายจ่าท่านนี้ได้ชื่อว่ามือปราบปืนโหด ตำนานเหล่าเสือลุ่มน้ำซีอย่างพวกเสือหงัด เสือหนัก เสือหลาย ลูกนารี ยืนยันได้เป็นอย่างดี วีรเวร วีรกรรมครั้งกระโน้น เล่าขานมาตราบปัจจุบัน
สนั่น ไปติดต่อเรือด้วยความระแวงระวัง เขาได้หมวกขาดที่ชาวนาทิ้งไว้มาใบหนึ่ง ให้พี่สมคิดใส่ปิดบังใบหน้า
เขาบอกกับตาปานว่าจะข้ามไปบ้านวังแสง พ่อใหญ่ปาน เป็นคนมีน้ำใจ ถามพวกเขาว่า “สู กินข้าวกันมาหรือยังล่ะหือ?” เมื่อตอบว่ายังหรอกพ่อใหญ่ แกเข้าไปวัดนำข้าวต้มมัดมาให้กินกัน(ที่วัดมีงานบุญออกพรรษา) แต่เมื่อมาเห็นเรือแล้วใจแป้ว ใจหาย มองเห็นความตายกวักมืออยู่หย็อยๆ
เรียกกันว่าเรือก้านตาล ลำเล็กนิดเดียว
จะข้ามไปได้ต้องนั่งคนเดียว แสดงว่าต้องขนกันสองเที่ยว ไม่เสียวได้ไง แต่เอาเถอะ หนีตายมาหมาดๆ กลัวตายเพราะเรือล่มกระไรอยู่ จึงตัดสินใจข้ามไปกับแก ตอนหนึ่งกลางลำน้ำ พ่อเฒ่ากล่าวขึ้นคำหนึ่ง
“ชีวิตลูกผู้ชาย ไม่ตายกะยังล่ะวะ แม่นบ่…”
นัยของมัน ทำให้ทราบว่าจริงๆ แล้วพ่อใหญ่ปานน่าจะรู้อะไรมาบ้างหรอก อย่างน้อยก็เรื่องที่ว่าเขาเป็นใคร จะไปไหน และทำไมต้องไป แต่แกเองไม่สร้างความอึดอัดใจใดๆ แก่คนทั้งสองเลย กระทั่งข้ามมาสำเร็จ ได้ขึ้นฝั่งทางบ้านวังแสง เขตอำเภอชนบทอย่างที่ตั้งใจไว้เรียบร้อย
บ้านวังแสง ก็คือแห่งหนคนลุ่มน้ำซีที่อพยพไปหาที่ทำกินใหม่แถวซับแดงครั้งกะโน้น กระนี้จึงเสมือนได้คืนสู่สถานแห่งบรรพบุรุษของพวกเขา คืนสู่อ้อมกอดญาติมิตรข้างแม่ ได้นอนตาหลับเต็มอิ่มครั้งแรก ณ ที่แห่งนี้ ตื่นขึ้นเราค่อยคิดกันว่าจะเอายังไงต่อ สมคิดเปรยกับสหายร่วมตาย แล้วบอกกับสนั่นให้เดินทางเข้าเมืองขอนแก่น เพื่อไปพบทนายอุดม ตะนังสูงเนิน ซึ่งจะมาว่าความที่ศาลจังหวัด แต่โชคไม่ดี สนั่นไม่ได้พบทนาย กลับมาด้วยอาการผิดหวัง ไม่ทราบจะทำยังไงต่อ
11 ตุลาคม 2519 ยังคงอยู่ที่บ้านวังแสง ระหว่างนั้นชาววังแสงบางคนกลับจากไปเอาบุญบ้านซับแดง จึงได้นำข่าวบางอย่างมาเล่าให้ฟัง เขาบอกว่า ทั้งทหารตำรวจ มาจับนายสมคิด “ถ้าใครจับนายสมคิดได้ จะให้สองแสน”
กลายเป็นคนมีค่าหัวไปจนได้ไหมล่ะ…
12 ตุลา ฯ ให้สนั่น กางทา ไปติดต่อกับเพื่อนทางอีสานใต้ แต่ไม่เจอใครเลย ตอนนี้สมคิดคิดว่าน่าที่เราจะต้องออกจากวังแสงเสียแล้ว เพราะไม่แน่ใจว่า “ค่าหัว” จะยั่วน้ำลายใคร หรือไม่?
อย่างว่าเงินทองเข้าใครออกใครที่ไหน สองแสนสมัยนั้นเทียบกับสมัยนี้ไม่ต่ำกว่าสองล้านแน่ แต่จะไปไหนล่ะหวา เออ ต้องไปเขมร ผ่าเถอะ ความคิดตอนนั้นมีอย่างเดียว คือ ไปเขมร แต่ไม่รู้หรอกว่าจะไปทำไม เอาเป็นว่าขอไปให้ไกลเข้าไว้เป็นพอ และในความรู้สึกของเขา เขมรไกลกว่าลาว
ที่บ้าน (จำไม่ได้) รอยต่อระหว่างอำเภอบ้านไผ่กับอำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม ทำทีไปติดต่อซื้อมันสำปะหลัง ขณะเจ้าบ้านกำลังจะแกงไก่ใส่หน่อไม้ส้ม พลันมีรถกะบะคันหนึ่งบึ่งมาจอดกึกที่หน้าบ้าน ถามหาสมคิด สิงสง
ที่แรกนึกว่า จนท.ตามมาเอาตัว จึงตบเอวจะชักปืน โดยที่ลืมไปว่ารีวอลเวอร์ .357 แม็กนั่มกระบอกนั้นจำนำไว้ที่บ้านวังแสงแล้ว เพราะต้องการเงินติดตัว แต่เมื่อเห็นหน้าก็รู้ว่าคืออาจารย์สุเมธ คนผู้นี้สมคิดรู้ว่าเป็นอดีตเสรีไทย แต่ไม่รู้ว่าเป็นคนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) หรือไม่ คืนนั้นจึงถูกนำไปนอนที่บ้านดง (ถ้าจำไม่ผิดนะ แต่จำได้ว่าบ้านนี้อยู่ในท้องที่ อ.บ้านไผ่ แถวแก่งละว้า)
รุ่งเช้า (13 ตุลาคม 2519) ชาวคณะได้นำคนทั้งสองผ่านเข้ามาทางสามเหลี่ยมขอนแก่น เพื่อผ่านตัวเมืองไปยังจุดหมายปลายทางคือดงมูล นอนคืนที่บ้านดุนสาดต่อมาวันใหม่ 14 ตุลาคม 2519 สมคิดบอกกับสนั่นเสียงเครือว่าอย่าเข้าไปด้วยเลย กลับไปส่งข่าวคนบ้านเราเถอะว่าปลอดภัยแล้วไม่ต้องห่วง…ห้วงเวลาที่หลบหนีมานั้น เป็นตายเท่ากัน คนอยู่หลังโดยเฉพาะพ่อและแม่ คงห่วงหาปิ่มจะขาดใจ
แม่..แม่..ลูกปลอดภัยแล้ว…
รำพึงแผ่วในห้วงนึก แต่กังวานสะท้านสะเทือนนัก
และแล้วชีวิตก็จากบ้านไปสู่ป่า แล้วก็จากวนากลับสู่นาคร ชีวิตยอกย้อนเหมือนละครโรงใหญ่ ตราบใดที่ม่านยังเปิด การแสดงยังคงดำเนินต่อไป
เวลานี้สมคิด สิงสง อดีตผู้ใหญ่บ้านซับแดงคนที่ 5 ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ์ ส่วนสนั่น กางทา สหายศึกผู้ตายแทนกันได้ในเวลานั้น ขณะนี้เขาเป็นผู้ใหญ่บ้านซับแดงคนที่ 7
หมายเหตุ : ขณะนี้ (2552) สมคิดพ้นวาระนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ์ เปลี่ยนผ่านให้คนรุ่นใหม่ ผันตัวเองมาบริหารจัดการลุ่มน้ำ ส่วนสนั่นดำรงตำแหน่งรองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลซับสมบูรณ

 

ย้อนตำนานซับแดง (4)

สมคิด สิงสง : เล่าเรื่อง

สังคม เภสัชมาลา : บันทึกและเรียบเรียง

๔. ล้มแผนเผาซับแดง

18788463_1532546980121111_557451401_n
แน่นอนซับแดงถูกทาสีเสียเปรอะ สถานการณ์เสมือนเตะลูกไปเข้าเท้าฝ่ายตรงข้าม รัฐกล่าวหาว่าซับแดงกำลังจะทำตัวเป็นเขตปลดปล่อย มีการซ่องสุมกำลังเพื่อจะล้มล้างระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ตอนนั้น ยามค่ำคืนจะมีเครื่องบิน บินผ่านมาทางซับแดงออกไปทางเขาภูผาเพ บางครั้งเสียงสนั่นหวั่นไหว ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นของฝ่ายไหน ที่แน่ๆ กำลังเกิดสงครามเวียดนาม ไทยอนุญาตให้สหรัฐอเมริกาใช้เป็นฐานทัพ ขนอาวุธไปถล่มเพื่อนบ้าน เช่นที่ฐานทัพอู่ตะเภา เป็นต้น เครื่องบินบี ๕๒ บรรทุกลูกระเบิดจากฐานฯอู่ตะเภามักจะบินผ่านแถวนี้ ไม่ว่ากลางวัน กลางคืน จะได้ยินมันแผดคำรามให้ตระหนกตกใจอยู่บ่อยๆ บางทีเครื่องบินจากฝ่ายสร้างสถานการณ์อาจเข้าผสมโรง อย่างเช่นตอนกลางคืน จะมาบินวน ส่องไฟวาบๆ อยู่แถวตีนเขาแล้วหายไปในความมืด

บทรายงานของคณะสำรวจซับแดง จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ดร.เขียน ธีระวิทย์

ทุกอย่างประจวบเข้ากันไปหมด เพราะวันหนึ่งชาวบ้านซับแดง ได้เดินขบวนไปร่วมชุมนุมเรียกร้องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับที่ทำกินในตัวเมืองขอนแก่น(๒๕๑๗) เผอิญมีเด็กหนุ่มชาวซับแดงคนหนึ่งขึ้นพูดบนเวที พูดจาฉะฉาน มีเหตุมีผล จนอาจารย์เขียน ธีรวิทย์ที่มาสังเกตเหตุการณ์สงสัยว่าคนพูดเป็นใคร เป็นนักศึกษา หรือชาวบ้าน เมื่อเขาพูดจบเรียกมาถามหรือชวนพูดคุย
“เป็นคนบ้านซับแดงครับ”
ตรงนี้แหละที่อาจารย์เขียนฉุกคิด และเป็นกังวลว่าซับแดงอาจจะเป็น “นาทราย” รายต่อไป จึงกลับไปตั้งทีมงานขึ้นเพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆ หนึ่งในทีมงานที่จำได้คือ ดร.โกร่ง-วีระพงษ์ รามางกูร (ปัจจุบัน) อ.สมบูรณ์ สุขสำราญ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์จากจุฬาฯ คณะทำงานได้มาสำรวจข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ไม่ว่าชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐ เช่น ผู้ว่าฯ ผู้กำกับ ฯลฯ หลังจากรวบรวมข้อมูลเสร็จแล้วกลับไปพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่งโดยวันแถลงข่าวคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมาร่วมรับฟังด้วย
วันนั้นซับแดงได้ส่งตัวแทนไปร่วมด้วยสามสี่คน เช่นตาผิว, สนั่นและสมคิด เป็นต้น ปรากฏว่ามีสื่อมวลชนมาเตรียมทำข่าวมากมาย ประชาชนสนใจเข้าฟังก็มาก แต่กลับปรากฏเหตุการณ์ประหลาด “คนของทางการ” ไม่มาร่วมงานสักคน ตอนหนึ่งผู้สื่อข่าวถามคณะผู้จัดงานว่า “ทำไมไม่เห็นตัวแทนทางราชการมาสักทีนะ”
พอดีสมคิดเหลือบไปเห็น พ.อ.วีระ ชินวัตร และ พ.ท. หาญ พงศ์สิตานนท์ นั่งอยู่แถวหลังสุด จึงบอกไปว่า
“มีทางการมาอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่ครั้งนี้คงมาไม่เป็นทางการใช่ไหมครับ เออ เชิญถามท่านได้เลย”
มีเสียงฮือฮาดังขึ้น จากนั้นผู้สื่อข่าวก็บินเข้าตอมนายทหารทั้งสองชนิดตั้งตัวตั้งหลักไม่ทันทีเดียว ต่างขอสัมภาษณ์จ้าละหวั่น แม้นายทหารท่านจะตอบว่าไม่มาเป็นทางการ ผมมาเป็นการส่วนตัว ผมทราบว่าเหตุการณ์ที่ซับแดง ไม่มีอะไร ผมเข้าใจ ผมเข้าใจ…
จากการสัมภาษณ์ด้วยใจครั้งนั้น ทำให้นายทหารทั้งสองอยู่กันลำบาก อึดอัดขัดข้อง จน พ.ท. หาญ ตัดสินใจลาอออกจากราชการ คนอื่นที่เหลือก็เดือดร้อนตามๆ กัน ทั้งหมดถูกลงโทษฐานพูดความจริงเกินไป ความจริงที่ไม่สอดคล้องกับทางการ และเป็นความจริงที่อำนาจไม่ต้องการ…
ซับแดงตกอยู่ในอาการหวาดผวา เพราะมีคนมาปล่อยข่าวต่างๆ นานา บางคืนมีเครื่องบินมาบินวนเวียนเหมือนกำลังจะหย่อนระเบิดลงใส่ให้ราบพนาสูร มีการส่งไส้ศึกเข้ามาแยกทำลาย ปั่นป่วนสารพัด แต่ส่วนมากยังยืนอยู่ข้างสมคิด แน่นอน ‘ผู้เข้าข้าง’ ย่อมมีหน่วยสอดแนมของรัฐปนอยู่ด้วย อย่างที่ทราบเหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบเสียแล้ว ปรากฏกลุ่มต่างๆ ขึ้นมากมาย บางกลุ่มจัดตั้งเพื่อทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่น กระทิงแดง นวพล
ใช่ล่ะ ปฏิบัติการของกลุ่มเหล่านี้ ฮึกเหิมและได้ใจ ใช้อำนาจในมือเที่ยวจัดการเข่นฆ่าใครต่อใครหลายคน โดยการปลุกกระแสของหัวขบวน สร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนและยัดเยียดข้อหาให้ฝ่ายตรงข้าม แต่สมคิด ไม่ย่อท้อ สร้างเสริมอาวุธทางปัญญา และสะสมอาวุธปืนป้องกันตัวด้วยเหมือนกัน ผ่าซี ลูกปืนสมัยนั้นหาง่ายจะตาย ราคาลูกละ ๑.๕๐ บาท รวบรวมมาได้เป็นเข่ง แต่เชื่อไหมไม่เคยได้ใช้ยิงใครเลย อย่างเก่งแค่ฝึกยิงเป้าตามหัวนาปลายไร่
การต่อสู้ในเมืองหลวงยังระอุ ต่างชิงไหวชิงพริบ ขณะที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้ทางการเปิดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส. โดยเร็ว ที่สุดการรับสมัครเลือกตั้ง ส.ส. ก็เกิดขึ้นในปี ๒๕๑๘ ตอนแรกมีข่าวเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ที่จะรับเข้ารับเลือกเป็น ส.ส. ว่าจะต้องมีอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ สมคิดเองคิดว่างานนี้ต้องคลุกวงในให้ได้ โดยเตรียมที่จะลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย แต่เอาเข้าจริง เขากำหนดอายุผู้สมัครไว้ที่ไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปี สมคิดจึงไม่มีสิทธิ์ด้วยประการฉะนี้
ตอนนั้น ถ้ามีสิทธิ์ ก็ไม่แน่เหมือนกันว่าจะไม่มี ส.ส.ชื่อสมคิด สิงสง เนื่องจากกระแสนิยมพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยมาแรงจริง ๆ คนหนุ่ม เลือดใหม่ ต่างเข้ามาเพียบ เช่น สุทัศน์ เงินหมื่น อุดร ทองน้อย ประยงค์ มูลสาร เป็นต้น ที่จังหวัดชัยภูมิ คุณสมัคร ชาลีกุล ในนามพรรคแนวร่วมสังคมนิยม ได้คะแนนมาเป็นอันดับหนึ่ง และแล้วสภาฯ ถูกยุบ มีการเลือกตั้งผู้เทนฯ ในปีถัดมา (๒๕๑๙) สมคิด สิงสง อายุครบตามกำหนดพอดี จึงอาสาวัดดวงในเขต ๓ จังหวัดขอนแก่น สังกัดพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทย ปรากฏว่าได้คะแนนมาแค่ ๓ พันกว่าคะแนน
ทำไมเป็นเช่นนั้น?
สาเหตุเนื่องจาก พรรคฯ ได้ถูกโจมตีต่างๆ นานาจนกระแสตกวูบ เชื่อไม่เชื่อ สมัคร ชาลีกุล ที่หนึ่งของจังหวัดชัยภูมิ ได้มาแค่ ๔ ร้อยกว่าแต้มเอง คนของพรรคสังคมนิยม ถูกฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยม ดร.บุญสนอง บุญโยทยาน ถูกยิงตาย สมคิด และสมัครพรรคพวกพากันแห่ป้ายดำลงไปที่กรุงเทพฯ