RSS

คำให้การของ “คนกับควาย” : “ผมคงจะดูแลควายตามลำพังต่อไปไม่ไหวแล้ว”

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-1

ก่อนจะเอ่ยปากเรื่องนี้ ผมได้ไตร่ตรองอยู่หลายวัน และในที่สุดก็ถึงขั้นจำเป็นต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อจัดการปัญหาที่ถมทับผมอยู่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเล่าเรื่องนี้ให้ปรากฏแก่เพื่อนมิตรพี่น้อง เพื่อขอรับฟังความคิดความเห็น เพื่อผมจะใช้ประกอบการตัดสินใจต่อไป

ผมเริ่มมีควายที่จะต้องดูแลมาราว 10 ปีที่ผ่านมา แรกๆ มีชาวบ้านอาสารับเลี้ยงให้ ก็ไม่สู้เป็นภาระกับผมสักเท่าไหร่ แต่ต่อมาเกิดมีเหตุการณ์บางอย่าง คนที่เคยเลี้ยงควายให้ผมถูกจำคุกด้วยคดีร้ายแรงบางอย่าง ผมจึงต้องแบกภาระเลี้ยงควายเหล่านั้นเสียเอง

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-11ต้นปี พ.ศ.2554 (6 ปีก่อนถึงวันนี้) คุณแจม อนันตยา (ขออภัยถ้าเอ่ยไม่ถูกต้อง เพราะผมเดาเอาจากนามภาษาอังกฤษในหน้าเฟสบุ๊คเวลานั้น) ศิษย์เก่า ม.ธ.รุ่นน้อง ผู้มีศรัทธาในการจัดซื้อลูกควายอายุ 2 ขวบตัวนี้มาจากอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ผมตั้งชื่อเขาว่า “บัวขาว”

บัวขาวเป็นควายลักษณะดี เข้าตำรา “พญาควาย” ก็ว่าได้ เขาอยู่กับผมมาจนถึงขณะนี้ โดยที่ก่อนหน้านั้น คราวเมื่อเราจัดกิจกรรม “คนกับควาย” ปีที่เท่าไรก็จำไม่ได้ซะแล้ว ผมได้รับบริจาคควายเพศเมียตัวหนึ่ง ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาได้ไถ่ถอนมาจากโรงฆ่าสัตว์

ตอนนั้น… มีครอบครัวชาวบ้านรุ่นน้องครอบ ครัวหนึ่งรับภาระดูแลให้ ผมมารับรู้ในภายหลังว่าเขาได้ขายควายเพศเมียตัวนั้นออกไป ด้วยเหตุที่มันเลี้ยงยาก ไม่เชื่อง อาจเนื่องจากมันเคยถูกทรมานตอนอยู่ที่โรงฆ่าสัตว์ จึงติดนิสัยหวาดระแวงคนเลี้ยง แต่เมื่อขายออกไปแล้วเขาได้ซื้อตัวใหม่เข้ามาแทน ซึ่งผมตั้งชื่อให้ว่า “นางสายบัว” และเป็นควายแม่พันธุ์อยู่คู่กับ “บัวขาว” มาจนถึงวันนี้

ผมก็นึกฉุนอยู่เหมือนกันว่า ทำไมจะขายควายไม่ปรึกษาผมก่อน แต่ก็ไม่ได้ว่ากระไร เพราะแม่ที่เขาซื้อมาทดแทนไว้ก็เชื่องดี และให้ลูกสม่ำเสมอมาทุกปี

ต่อมา.. มีเหตุทำให้ผมต้องอพยพควายมาเลี้ยงเองในสวนวนเกษตรอินทรีย์ฯ โดยที่ไม่ได้ตระเตรียมความพร้อมอะไรล่วงหน้าเลย เมื่อคนที่เลี้ยงอยู่เดิม ต้องโทษจำคุกในคดีร้ายแรงอันหนึ่ง อันทำให้ผมต้องรับภาระหนัก ทั้งๆ ที่สุขภาพร่าง กายในเวลานั้นก็ค่อนข้างแย่ ทีแรกผมคิดว่าจะแบ่ง ปันลูกควายให้เป็นค่าตอบแทนการเลี้ยง แต่ไม่แน่ ใจว่าควายที่ผมแบ่งให้นั้น จะไม่ถูกขายเข้าโรงฆ่าสัตว์ ผมจึงเปลี่ยนใจรอจังหวะที่มีเงินให้เป็นค่า ตอบแทนครอบครัวเขาไป

มีอยู่ระยะหนึ่ง น้องสาวน้องเขยอาสาดูแลให้ ก็ได้แค่ชั่วคราว ผมจำเป็นต้องดูแลเองอีกตามเคย เมื่อพวกเขาพากันหันเหทิศทางเข้าไปหากินในเมืองโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวให้ผมรู้ก่อนล่วงหน้า

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-2มีอยู่ช่วงหนึ่ง ครอบครัวผมมีความยากลำบากรอบด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ปัญหาสุขภาพของตัวเอง ของลูกชายคนโตที่ต้องวนเวียนเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการไตเสื่อม จนผมจำเป็นต้องขายลูกควายในวัยหนุ่มสาวออกไป 2 ตัว เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว มันคือ “นางจิ้งหรีด” กับ “นายบัวแดง” ทั้งคู่เป็นลูกนางสายบัว ในเวลานี้จึงเหลือควายที่เลี้ยงอยู่คือบัวขาว สายบัว กับลูกนางสายบัวที่เกิดใหม่อีก 2 ตัวคือ “บัวตอง” เพศเมียอายุ 2 ขวบปี กับ “บัวหลวง” เพศผู้อายุยังน้อย ไม่ครบขวบปีแรก

 

ตกมาถึงปีนี้ ผมรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในเรือนร่างของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟูสุขภาพ จนฟื้นคืนสู่สุขภาวะ “กินได้นอนหลับ” น้ำหนักตัวกลับคืนมาโดยลำดับ แต่รู้สึกว่าความกระฉับกระเฉงมันลดลงเป็นอันมาก แม้แต่เดินตามควายก็ไม่ค่อยท่วงทัน นี่ยังไม่พูดถึงเรี่ยว แรงที่จะฉุดจะดึงเชือกควาย โดยเฉพาะควาย “บัวขาว” ซึ่งอยู่ในวัยเติบโตเต็มกำลัง มันจะไปทิศทางใดต้องปล่อยมันไปก่อน แล้วค่อยไปต้อนมันคืนมา

นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของผม ซึ่งนับวันจะสูงวัยขึ้นไปเรื่อยๆ และระยะนี้ก็เป็นช่วงปลายๆ ของทศวรรษที่ 6 แล้ว อีกหน่อยก็จะเคลื่อนเข้าหาเลข 7 เลข 8.. ซึ่งก็ไม่แน่นอนตามพุทธพจน์ท่านว่าไว้นั่นแล้ว..

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

ดังนั้น ช่วงเวลาที่กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางสายอัศดงคตนี้ จึงต้องมีการตระเตรียมที่เหมาะที่ควร

ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจผัน “บัวขาว” ออกไปเสียแล้ว มันโตและแข็งแรงเกินกว่าผู้สูงวัยอย่างผมจะดูแลมันได้ดีเสียแล้ว นี่เป็นเหตุผลแรก ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง ระยะนี้ครอบครัวผมก็เข้าตาจนอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะพยายามพึ่งตนเองอย่างถึงที่สุด ถึงขั้นที่แม่บ้านผมต้องไปเป็นแม่บ้านรับจ้าง ทำงานขายแรงมาจุนเจือครอบครัว ก็ยังไม่สามารถแก้ไขความยากลำบากทางเศรษฐกิจของครอบครัวได้โดยพื้นฐาน

ลูกคนโตอยู่ในสภาพผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อยอยู่มาก คนกลางก็ดิ้นรนทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวของเขา คนเล็กซึ่งเป็นลูกสาวก็ยังอยู่ในวัยเรียน เวลานี้อยู่สภาพนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง

%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b9%8b%e0%b8%99ผมไม่อยากจะใช้คำว่า “ขายควาย” กับการตัดสินใจผัน “บัวขาว” ออกไป เพราะผมมีพันธะสัญญาทางใจกับรุ่นน้อง ม.ธ.คนนั้นซึ่งเป็นผู้ซื้อลูกควายตัวนี้ให้ผม เธอบอกว่าถ้าผมเลี้ยงไม่ไหวให้บอก เธอจะนำไปน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

screenshot-www-kasorn-com-2017-01-29-07-06-49ผมเองก็รักและผูกพันกับ “บัวขาว” อย่างสุดซึ้ง เพราะได้เลี้ยงมันมาตั้งแต่น้อยจนใหญ่ และไม่อยากให้มันเดินไปบนเส้นทางของพ่อค้าควาย ที่ปลายทางอาจเป็น “โรงฆ่าสัตว์”

ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้อง “ผัน” มันออกไป ผมอยากให้มันเดินทางไปเป็นสมาชิกใหม่ของโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ในสมเด็จฯ ท่าน ถ้าเป็นได้อย่างนี้ผมจะมีความสุขมากในฐานะ “คนกับควาย” ที่ได้ลงมือเลี้ยงควายด้วยตนเองจริงๆ และผมก็เชื่อว่าคุณแจม อนันตยาก็คงจะปรารถนาเช่นนี้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าผมไม่รู้จะติดต่อสื่อสารถึงเธอได้อย่างไร หากไม่สื่อผ่านโซเชียลมีเดียนี้

ผมปรารถนาที่จะผัน “บัวขาว” ออกไปเพื่อจัดหาลูกควายเพศผู้และเพศเมียเข้ามาทดแทนควายใหญ่สักคู่หนึ่ง หากมีกองทุนมากพอที่เกิดจากการผัน “บัวขาว” ครั้งนี้ ผมอยากจะปรับปรุงคอกควายให้ได้มาตรฐาน สามารถกันยุงและสัตว์แมลงรบกวน สามารถให้อาหารข้น อาหารหยาบได้อย่างสะดวก และมีแปลงหญ้าที่สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญก็คือผมต้องการเงินเพื่อเป็นค่าจ้างแรงงานสำหรับคนที่จะมาช่วยผมดูแลควาย ให้ผมสามารถออกไปทำภารกิจอื่นๆ นอกสถานที่ได้สะดวกตามสมควร

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ที่ผมได้ใฝ่ฝันและทุ่มเทแรงกายแรงใจมานานนับสิบปี ให้บังเกิดให้จงได้ อันจักเป็นคุณูปการต่อการสร้างแหล่งเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำอีกทางหนึ่งด้วย

นี่คำ “ปากคำ” ของผมในวันนี้ ที่ต้องการสื่อสารถึงเพื่อนมิตรพี่น้อง เพื่อขอความคิดเห็นต่อสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ หากแม้นว่าชีพนี้ กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใด ทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อกันอีกเลยฯ

ในทางตรงกันข้าม แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้นกลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป

ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมทั้ง ครอบครัว ตลอดจนวงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ยากลำบากเข็ญใจความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอได้มีความสุขสวัสดีมีชัย เสนียดจัญไรและอุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใดที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้สิ่งนั้นจงพลันสำเร็จ ลงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จเทอญ

กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง

อะสัญจิจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม.

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-3

 

 

 

ความฝัน : ทำให้ฝันเป็นจริงได้ไหม?

คืนวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งเมื่อหลังเที่ยงคืนไปแล้วจะกลายเป็นวันที่ ๒๐ ผมฝันว่าได้ขับรถยนต์ขึ้นบนภูเขาสูงลูกหนึ่ง พร้อมคณะผู้คนจำนวนหนึ่ง ในฝันผมไม่เห็นภูมิทัศน์ของถนนที่ผมขับรถขึ้นไป เห็นแต่ภูเขาซึ่งมีสภาพสูงต่ำลาดชัน และสภาพเป็นป่าโปร่ง หรือป่าเบญจพรรณที่ต้นไม้กำลังผลัดใบในฤดูแล้ง

ป่าซับเม็ก-2_1          ในภาพฝัน ผมเห็นมีกระแสน้ำพวยพุ่งออกจากซอกหลืบหินบนพื้นดินตรงโคนต้นไม้ใหญ่ใบโกร๋นต้นหนึ่ง ผมจึงใช้สายยางที่ติดกระบะรถมาด้วย เสียบปลายข้างหนึ่งเข้าไปในรูที่มีน้ำไหลออกมานั้น ในความรู้สึกคล้ายๆ กับการเสียบสายยางเข้าตรงก๊อกน้ำ ด้วยคิดว่าคงจะมีแรงดันน้ำพอที่จะฉีดขึ้นไปบนต้นไม้

ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างนั้น ผมสามารถฉีดพ่นกระแสน้ำขึ้นบนคาคบต้นไม้สูงใหญ่ได้โดยสะดวก ทำกระแสน้ำให้แตกกระจายคล้ายน้ำฝนที่ตกลงมาจากเบื้องบน และด้วยแรงดันค่อนข้างแรง ผมจึงลองปล่อยน้ำให้ไหลออกจากปลายสายยางโดยไม่ต้องบังคับ ให้มันไหลไปเองตามความลาดเอียงของพื้นที่ภูเขา

%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3          ปริมาณน้ำที่ไหลออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทางน้ำไหลกลายเป็นลำธารย่อมๆ และเพิ่มมากขึ้น.. มากขึ้น กลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก และกลายเป็นน้ำตกอันตระหง่านตรงหน้าผาที่สูงชัน

ดูเหมือนว่าในบรรดาผู้คนที่อยู่ในความฝันนั้น มีคนหนึ่งเป็นนายอำเภอหนุ่มใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอำเภอและจังหวัดใด ในความรู้สึกดูเหมือนผมกับเขาต่างรู้จักกันดี และต่างพากันอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนักที่เห็นปริมาณน้ำมากมายพวยพุ่งออกมาจากยอดภูเขาที่แห้งแล้งแห่งนั้น แล้วไหลบ่าลงกลายสภาพเป็นลำห้วยและน้ำตกที่งามสง่าและรื่นรมย์

พวกเราวางแผนกันว่าจะทำการประชาสัมพันธ์ให้คนมาท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ และลงเล่นน้ำตกของเราบนภูเขาลูกนั้น

ช่างเป็นความฝันที่เป็นเรื่องเป็นราว และนำมาซึ่งอารมณ์ปิติยินดี จนเมื่อลืมตาตื่นขึ้นในเช้าตรู่วันใหม่ วันศุกร์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๐ ผมยังจดจำภาพฝันนั้นได้แจ่มชัด ราวกับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากสถานที่แห่งนั้น

อาจเป็นเพราะว่าระยะนี้ผมกำลังเป็นกังวลใจกับสถานการณ์แห้งแล้งในสวนวนเกษตรอินทรีย์ฯ “เฮือนดินตีนภู” และกำลังคิดอ่านที่จะขุดบ่อเติมน้ำลงใต้ดิน ตามหลักการ “ธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground Water Bank)” ของพระเดชพระคุณพระนืเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) แห่งสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ

s__10731817          หลักการที่ว่านี้ คือการเติมปริมาณน้ำผิวดินลงสู่ชั้นน้ำบาดาลในฤดูฝน ที่มีปริมาณน้ำไหลทิ้งลงสู่ระบบลุ่มน้ำ จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จนถึงท้องทะเลและมหาสมุทรในที่สุด ก่อนที่จะระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจับตัวเป็นกลุ่มเมฆฝน และกลั่นตัวกลายเป็นน้ำฝน ตกลงมาสู่ภาคพื้นอีกตามวัฏจักรของน้ำ (Water Cycle)

เป็นหลักการเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่ระบบน้ำใต้ดิน เพื่อสูบขึ้นมาใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งในบางจุดที่พอเหมาะด้วยเหตุผลทางธรณีวิทยา น้ำใต้ดินอาจพวยพุ่งขึ้นมาได้เอง แบบภาพที่ผมฝันเห็น โดยไม่ต้องใช้พลังงานในการสูบขึ้นมา เพียงแต่มีการขุดเจาะพื้นผิวดินให้ถึงชั้นน้ำบาดาล น้ำก็อาจพวยพุ่งขึ้นมาได้เองตามแรงเหวี่ยงของโลกในขณะที่หมุนรอบตัวเองตามธรรมชาติ

อาจเป็นเพราะว่าผมกำลังหมกมุ่นกับเรื่องนี้ จนกลายเป็นความฝันในค่ำคืนที่หลับสนิทวันนั้น ซึ่งนำมาซึ่งความปิติยินดีอย่างยิ่งในความฝัน ซึ่งในความเป็นจริงผมยังต้องเผชิญหน้าอยู่กับสภาพที่แห้งแล้งตามฤดูกาลของมัน

คุณอั๋น “รัตนศักดิ์ รัตนมณี” หัวหน้าสำนักงานปฏิบัติการน้ำใต้ดิน สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ สาขาชัยภูมิ บอกผมว่าในวันพุธที่ ๒๕ มกราคม ศกนี้ (๒๕๖๐) จะมีปฏิบัติการกิจกรรมธนาคารน้ำใต้ดินในท้องที่ตำบลนางแดด อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของที่นั่น และบอกให้ผมและผู้สนใจไปดูและร่วมกันปฏิบัติการดังกล่าว

11749          ผมจึงกระตือรือร้นยิ่งที่จะไปเรียนรู้ให้แจ้งประจักษ์ และคุณอั๋นยังบอกว่าจะเอาวิธีเดียวกันนี้มาทำที่สวนวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย “เฮือนดินตีนภู” ซึ่งผมได้ร้องขอความเมตตาไปยังพระเดชพระคุณพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เอาไว้ ให้เป็นปฏิบัติการนำร่องของลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๒๐ ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี

ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงสูงวัยมาแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะใช้ชีวิตในช่วงวัยใกล้อัศดงคตนี้ทำการเกษตร ภายใต้แนวทางเกษตรอินทรีย์ อันเป็นวิถีที่ดีและยั่งยืนต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม นำพาเกษตรกร “ยุติเกษตรเคมีแบบฆ่าตัวตายหมู่ คืนสู่เกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน”

ความจริงวันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๐ คือวันพรุ่งนี้ ผมมีนัดกับลูกค้ารายหนึ่ง ที่จะเดินทางมาซื้อมันเทศหวาน (Sweet Potato) พันธุ์โอกินาว่า ที่เขาซื้อขายกันราคาค่อนข้างสูงในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้า แต่ผมจะขายในราคาชาวไร่ ที่ชาวบ้านก็สามารถซื้อกินได้ และเป็นผลผลิตเกษตรอินทรีย์ (Organic) ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%95-1          ทว่า ผมจำเป็นต้องบอกยกเลิกลูกค้าเนื่องจากวันนี้ผมลองขุดหัวมัน ปรากฎว่ามันหัวเล็กและมีแมลงเจาะไชเสียเป็นส่วนมาก

“ผมลองขุดดูแล้ว คงไม่ได้เรื่องดอกครับ.. หัวเท่านิ้วมือ ที่ใหญ่หน่อยก็แมงเจาะซะส่วนใหญ่ เอาไว้ต้องลองผิดลองถูกต่อไปอีก ทำเกษตรอินทรีย์นี่ไม่ง่ายจริงๆ” ผมเขียนบอกลูกค้าในกล่องข้อความหน้าเฟสบุ๊ค

ผมตระหนักดีว่า การเกษตรแนวทางอินทรีย์นี้มันเป็นการสวนทางกับการเกษตรกระแสหลักที่ชาวบ้านกำลังนิยมดำเนินกันอยู่ เพราะมันง่ายกับการกำจัดศัตรูพืช แต่มันก่อผลร้ายทั้งต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ทั้งชีวิตผู้ผลิตและผู้บริโภค

คุณบำรุง คะโยธา แนะนำให้ผมปลูกดาวเรืองพันธุ์พื้นบ้านแซมกับแปลงมันเทศหวาน เพื่อไล่แมลงทั้งบนดินและใต้ดิน เวลานี้ผมกำลังเพาะกล้าดาวเรือง พร้อมๆ กับเอาหัวมันเทศที่ถูกแมลงเจาะไช (ชาวบ้านว่ามันเป็นขี้เหล้า) มาเพาะชำใหม่ เพื่อให้ได้ยอดอ่อนสำหรับทำเป็นยอดพันธุ์ในรุ่นการเพาะปลูก (Crop) ถัดไป

นอกจากวัชพืช แมลงศัตรูพืช ยังต้องบริหารจัดการดินและน้ำให้ดีด้วย เรื่องดินผมมีปุ๋ยที่เป็นอินทรียวัตถุจากคอกควายและคอกไก่ ที่ติดขัดคือเรื่องน้ำ จนต้องเก็บเอามาฝันอย่างที่เล่ามานั่นล่ะครับ

6326           ล่าสุด คุณอั๋น รัตนศักดิ์ รัตนมณี หน. ฝ่ายปฏิบัติการธนาคารน้ำใต้ดิน สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ สาขาย่อยจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ที่ผ่านมา (๒๕๖๐) ได้ดำเนินการจัดทำบ่อส่งน้ำลงใต้ดิน ที่วัดป่าหม่อมเจ้าสมาคม กิติยากร บ้านใหม่ห้วยกนทา อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ตามทฤษฎีธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground Water Bank) ซึ่งคิดค้นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

6323          หลังจากลงมือทำไปได้เพียง ๘๕% ของแบบ ก็แสดงอานุภาพตามทฤษฎีน้ำใต้ดิน ส่งผลให้ที่วัดสามารถเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้แล้ว คุณภาพน้ำจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ใส และไหลแรง แม้จะยังไม่ถึงฤดูฝน (ขณะขุด) ทางสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ สาขาย่อยชัยภูมิ และผู้ร่วมงานทุกคนจึงมีความดีใจและภูมิใจในการดำเนินการบ่อส่งน้ำลงใต้ดิน (Ground Water Bank) ได้สำเร็จตามคำสั่งของท่านหลวงพ่อ สมาน สิริปัญโญ ที่มอบความรู้ให้ช่วยเหลือแก้ปัญหาเรื่องน้ำแก่ส่วนรวมอย่าง “จิตอาสาสละ”

          ทำให้ผมมั่นใจที่จะหวังว่า หากแนวทางนี้ได้นำมาทำที่สวนวนเกษตรอินทรีย์ฯ “เฮือนดินตีนภู” ในไม่ช้าไม่นานนี้ ผมอาจมีศักยภาพสูงขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสามารถทำให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าความฝันของผมที่วาดหวังไว้ และความฝันที่นิมิตเห็นในคืนนั้น อาจเป็นจริงขึ้นมาก็ได้
 

ทรัพยากรน้ำของประเทศ แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ (๑)

ลุ่มน้ำศึกษา

ทรัพยากรน้ำของประเทศ

แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ (๑)

บทวิพากษ์โดย

นายสมคิด สิงสง

นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

ต้นเดือนสิงหาคมนี้ (๒๕๕๘) มีเวทีโรดโชว์เรื่อง “แผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ” เวทีอุดรธานี (๑ ใน ๑๐ เวทีทั่วประเทศ) เพื่อสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่นิทรรศการแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีผู้ได้รับเชิญเข้าร่วมกิจกรรมนี้ราว ๕๐๐ คน จากพื้นที่ภาคอีสานตอนบน

ผมได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานนี้ในฐานะที่เคยเป็นกรรมการลุ่มน้ำ และยังเป็นประธานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำชี

ด้วยคณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ให้ความเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (ปี ๒๕๕๘-๒๕๖๙) ตามที่คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเสนอ เพื่อให้หน่วยงานที่รับผิดชอบนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ

ยุทธศาสตร์น้ำ

บทวิพากษ์นี้ผมจะนำเสนอในฐานะนายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย และประธานคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอในคณะกรรมการลุ่มน้ำชี โดยจะแบ่งเป็น ๒ ส่วนใหญ่ๆ คือส่วนแรกจะถ่ายทอดเนื้อสาระของแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวนี้ แต่ส่วนหลังจะเป็นข้อวิพากษ์ของสมาคมฯ ในฐานะที่ได้ร่วมงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำกับกรมทรัพยากรน้ำ นับตั้งแต่มีการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๕ เป็นต้นมา

ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

คงไม่ต้องเสียเวลาเล่าที่ไปที่มาและกระบวนการที่ก่อให้เกิดแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ระยะ ๑๐ ปี ฉบับนี้ เอาเป็นว่า.. ล่าสุดคือนับแต่มีการปฏิรูประบบราชการในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ มีการจัดตั้งกรมทรัพยากรน้ำ สังกัดกระทรวงที่ตั้งขึ้นมาใหม่ คือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พร้อมกันนั้นก็มีการปัดฝุ่นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ ก่อให้เกิดคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ทำหน้าที่ระดับนโยบายในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้หลักการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำหลักของประเทศออกเป็น ๒๕ ลุ่มน้ำ ที่มีคณะกรรมการลุ่มน้ำหลัก และคณะทำงานลุ่มน้ำสาขาอีกจำนวนหนึ่ง

ต่อมามีการปรับปรุงระเบียบดังกล่าวในสมัยรัฐบาล พลเอกสุรยุทธ จุฬานนท์ โดยที่ยังคงหลักการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำ โดยพหุภาคี แบบบูรณาการ (Integrated Water Resources Management: IWRM) ทว่ายังติดขัดอยู่ที่ระบบโครงสร้างการบริหารราชการ หลักการดังกล่าวจึงไม่ปรากฏเป็นจริง

ตัวชี้วัดที่เด่นชัดมากที่สนับสนุนข้อสรุปข้างต้น คือกรณีมหาอุทกภัยเมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๔ ที่ไม่มีการนำหลักการ IWRM ที่ว่าบริหารจัดการโดยพหุภาคี แบบบูรณาการมาใช้ปฏิบัติเลย ดังนั้นภายใต้สถานการณ์วิกฤติครั้งนั้น เราจึงไม่เห็นบทบาทขององค์กรลุ่มน้ำแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันก็มีการร้องแรกแหกกระเชอในเรื่องภัยแล้ง ภัยน้ำท่วม (อุทกภัย) และภัยหนาว เป็นระยะๆ สุดแท้แต่สถานการณ์ในเวลานั้นจะเป็นไปเช่นไร โดยที่ไม่ได้มองดูความเป็นจริงที่เป็นมา เป็นอยู่ และจะเป็นไป อย่างเข้าใจถ่องแท้ ดังนั้นจึงเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ภายใต้จินตนาการของแต่ละคน แต่ละหน่วยงาน แต่ละรัฐบาลร่ำมา

ในท่ามกลางสถานการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ถึงขั้นวิกฤติ ทั้งทรัพยากรดิน น้ำ และป่าไม้ สถานการณ์บ้านเมืองก็ยิ่งตกต่ำย่ำแย่ มีการแบ่งสีแบ่งฝ่ายเพื่อเอาชนะคะคานกันทางการเมือง ภายใต้ผลประโยชน์ของฝ่ายการเมืองที่ฉ้อฉล จนบ้านเมืองจะเกิดกลียุค ที่ผู้คนในชาติจะลุกขึ้นมาใช้ความรุนแรงประหัตประหารกันเอง จนในที่สุดก็ระงับยับยั้งด้วยอำนาจรัฐประหารโดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาจัดระบบระเบียบบ้านเมืองเสียใหม่ รวมทั้งระบบระเบียบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ ๑๐ ปี ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้

หลังจากมีการวิเคราะห์สถาน-การณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแล้ว คณะกรรมการกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำได้กำหนดวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ บอกว่าภายใต้วิสัยทัศน์ “ทุกหมู่บ้านมีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการผลิตมั่นคง ความเสียหายจากอุทกภัยลดลง คุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน บริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ภายใต้การพัฒนาอย่างสมดุล โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน”

กำหนดยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำออกเป็น ๖ ยุทธศาสตร์

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การจัดการน้ำอุปโภคบริโภค

จากข้อมูล กชช.๒ ค. ในปี พ.ศ.๒๕๕๖ พบว่ามีจำนวนหมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา จำนวน ๗,๔๙๐ หมู่บ้าน และในเขตเมืองก็มีผู้อพยพเคลื่อนย้ายเข้าไปมากขึ้น รวมทั้งเมืองการค้าชายแดนและเมืองหลักและการท่องเที่ยว

วางเป้าหมายไว้ว่าจะต้องจัดการน้ำผิวดินและน้ำใต้ดินเพื่อให้ ๗,๔๙๐ หมู่บ้านที่ไม่มีระบบประปา มีน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคและบริโภคภายในปี พ.ศ.๒๕๖๐ รวมทั้งปรับปรุงระบบที่มีอยู่แล้วให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ทั้งในโรงเรียนและชุมชนนอกเมืองในเมือง ภายในปี พ.ศ.๒๕๖๙

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การสร้างความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต (เกษตรและอุตสาหกรรม)

โดยที่วิเคราะห์ว่าพื้นที่เกษตรกรรมของประเทศ ทั้งในและนอกเขตชลประทานล้วนแต่เผชิญความเสี่ยงในเรื่องขาดปริมาณน้ำในช่วงฝนทิ้งช่วง จึงมีความจำเป็นต้องปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานในด้านทรัพยากรน้ำ คือพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำตามศักยภาพภายใน ประเทศ โดยประเมินจากหลักการของสมดุลน้ำ อันนอกเหนือไปจากความต้องการน้ำเพื่อการอุปโภคและบริโภค การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่ และการรักษาระบบนิเวศของลุ่มน้ำ

ตัวเลขของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๕๖ รายงานว่าเทศไทยมีผู้ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น ณ วันสำมะโน (๑ พฤษภาคม ๒๕๕๖) ๕.๙ ล้านราย (ร้อยละ ๒๕.๙ ของครัวเรือนทั้งประเทศ) มีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรทั้งสิ้น ๑๑๔.๖ ล้านไร่ (เฉลี่ย ๑๙.๔ ไร่/ราย)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวนผู้ถือครองทำการเกษตรมากที่สุด คือ ๒.๘ ล้านราย (ร้อยละ ๔๖.๕) และมีเนื้อที่ถือครองทำการเกษตรมากที่สุด เช่นกัน คือ ๕๓.๕ ล้านไร่ (ร้อยละ ๔๖.๗) รองลงมาคือภาคเหนือ ๑.๓ ล้านราย และ ๒๗.๒ ล้านไร่ (ร้อยละ ๒๒.๐ และ ๒๓.๗ ตามลำดับ) ภาคใต้ ๑.๐ ล้านราย และ ๑๔.๗ ล้านไร่ (ร้อยละ ๑๗.๒ และ๑๒.๘ ตามลำดับ) และภาคกลางมีผู้ถือครองทำการเกษตรน้อยที่สุด ๐.๘ ล้านราย (ร้อยละ ๑๔.๓) และมีเนื้อที่ถือครอง ๑๙.๒ ล้านไร่ (ร้อยละ ๑๖.๘)

จำแนกเป็นพื้นที่ชลประทานตั้งแต่แรกเริ่มจนสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ สรุปพื้นที่ชลประทาน ภาคเหนือ ๖,๕๕๐,๕๒๑ ไร่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๖,๓๔๔,๕๐๐ ไร่ ภาคกลาง ๑๔,๐๒๗,๑๖๑ ไร่ ภาคใต้ ๒,๘๕๙,๘๖๑  ไร่ รวมทั้งประเทศ ๒๙,๗๘๒,๐๔๓ ไร่

(ที่มา : รายงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๕๕ กรมชลประทาน)

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ การจัดการน้ำท่วมและอุทกภัย

ทั้งๆ ทั้งที่รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน โดยเฉพาะพื้นที่ป่าต้นน้ำ แต่ก็ไม่เคยมีรัฐบาลใดสามารถควบคุมสถานการณ์การบุกรุกป่าต้นน้ำเอาไว้ได้ ทั้งนี้เนื่องจากประเทศไทยได้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของกลุ่มผลประโยชน์สามานย์มานับชั่วนาตาปี

แผนยุทธศาสตร์นี้จึงกำหนดเป้าหมายเพิ่มศักยภาพการไหลของลำน้ำสายหลักและลำน้ำสาขาให้สูงขึ้นมากกว่าร้อยละ ๑๐ พร้อมกับพัฒนาพื้นที่รับน้ำ (แก้มลิง) ป้องกันน้ำท่วมเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ รวมทั้งสนับสนุนการปรับตัวและหนีภัย

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ การจัดการคุณภาพน้ำ

วางเป้าหมายไว้ว่า ให้แหล่งน้ำทั่วประเทศมีคุณภาพน้ำอยู่ในระดับพอใช้ให้ได้ร้อยละ ๘๐ โดยเน้นการจัดการน้ำเสียจากแหล่งกำเนิด และการควบคุมความเค็มของน้ำที่ปากน้ำ ณ จุดควบคุม ไม่ให้เกินมาตรฐานของการเกษตรและการประปา

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การอนุรักษ์ฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรมและป้องกันการพังทลายของดิน

โดยที่ตระหนักว่า เวลานี้ทั่วทั้งประเทศมีพื้นที่ป่าเหลือเพียง ๑๓๒ ล้านไร่ (๒๕๕๗) หรือประมาณร้อยละ ๓๗ ของพื้นที่ประเทศ จึงวางเป้าหมายว่าจะต้องให้มีพื้นที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ ๔๐ ของพื้นที่ประเทศ ภายในระยะเวลา ๑๐ ปีนับแต่นี้

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การบริหารจัดการ

มีการเปลี่ยนแปลงไปจากระบบเดิมคือองค์กรระดับนโยบายสูงสุดคือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ กนช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงและปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง พร้อมด้วยตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องทรัพยากรน้ำ และจะให้มี พรบ.ทรัพยากรน้ำแห่งชาติภายในปี พ.ศ.๒๕๕๘

ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรทั้งระดับชาติและระดับลุ่มน้ำ สนับสนุนองค์กรผู้ใช้น้ำ องค์กรชุมชน องค์กรลุ่มน้ำและเครือข่ายระหว่างลุ่มน้ำทั้งในและระหว่างประเทศให้มีความเข้มแข็ง

การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท แผนปฏิบัติการจำแนกเป็นภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ทั้งในระดับประเทศและระดับลุ่มน้ำ

ให้มีการศึกษาวิจัยแนวทางการจัดการทรัพยากรน้ำ/ลุ่มน้ำสาขา ทั้งแหล่งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมทั้งพัฒนาระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ตรวจสอบ ประเมินเพื่อบำรุงรักษาและปรับปรุงซ่อมแซมระบบ รวมทั้งอาคารโครงการพัฒนาแหล่งน้ำเดิม

ให้มีการควบคุมการบุกรุกทางน้ำ การติดตามประเมินผลโดยรวม การประชาสัมพันธ์และการมีส่วนร่วม ฯลฯ

ทั้งหมดนี้คือแผนยุทธศาสตร์การบริหารจดการทรัพยากรน้ำของประเทศในระยะ ๑๐ ปีต่อไปนี้ คือระหว่างปี พ.ศ.๒๕๕๘-๒๕๖๙ ที่ผมพยายามนำเสนอเฉพาะแก่นเนื้อ ส่วนรายละเอียดท่านสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากเอกสารเผยแพร่ของกรมทรัพยากรน้ำ

เป็นเนื้อหาส่วนแรกของบทวิพากย์ฉบับนี้ และผมขอสงวนที่จะนำเสนอบทวิพากษ์ส่วนหลังที่ได้จากการสังเคราะห์ประสบการณ์ทั้งชีวิต และประสบการณ์กว่า ๑๓ ปีของคณะทำงานลุ่มน้ำห้วยสามหมอ รวมทั้งสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ซึ่งบางประเด็นผมได้นำเสนอผ่านสื่ออื่นไปบ้างแล้ว และจะนำเสนอที่นี่เพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ.. โปรดติดตามต่อไปครับ

 

เฉลิมพระชนมพรรษา ๑๒ สิงหาบรมมหาราชินี

DinDee_2

๑๒ สิงหาคม ประนมน้อม

ศิระค้อมเบื้องพระยุคลบาท

ถวายความภักดีแม่ศรีชาติ

พระมหาราชินีนาถจอมนารี

ประกาศคุณเกริกฟ้า หล้าประจักษ์

แม่พิทักษ์รักษ์ถิ่นแผ่นดินศรี

สมเป็นมิ่งมหาราชินี

คู่บุญนฤบดีศรีบวร

ค้อมถวายจตุรพิธพรชัย

แม่ไผทเพชรฉัตรประภัสสร

ทวยราษฎร์สดุดี ชุลีกร ถวายพร

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า วารสารดินดีเจอร์นัล

เพลงผ้าปรพากย์ : ประพันธ์

 

วารสารดินดีเจอร์นัล : dindee journal

DinDee_1_Paper_Front DinDee_1_Paper_Team“ความอยาก” ในเรื่องการทำหนังสือ ผมให้การไว้แล้วในคอลัมน์ “ปากคำ” ว่าเกิดจากสองเรื่อง ประการแรกคือมันมีเรื่องราวที่อยากเผยแผ่ค่อนข้างหลากหลาย และประการหลัง ที่นี่มักเป็นแหล่งชุมนุมของเหล่าผู้นิยมการอ่านและการเขียน จึงควรจะสร้าง “สื่อ” หนังสือขึ้นสักเล่ม ให้เป็นเวทีถ่ายทอดเรื่องราว และรองรับผลงานการเขียนของชุมชนผู้นิยมการอ่านการเขียนแห่งนี้

เนื่องจากโลกเวลานี้ได้เข้าสู่ยุคการสื่อสารดิจิตัลอย่างเต็มรูปแบบ มีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถรับสารจากสื่อดิจิตัลนี้ได้โดยง่าย เราจึงพุ่งเป้าหมายความสนใจไปที่วารสารอิเลคทรอนิคส์ ก่อนที่จะพิจารณารูปแบบหนังสือที่พิมพ์เป็นรูปเล่มกระดาษ

ในการจัดทำรูปแบบหน้าหนังสืออิเลคทรอนิคส์ จำเป็นต้องใช้ขนาดตัวอักษร (Font) ขนาดที่อ่านง่าย เหมาะกับเครื่องมือที่ใช้อ่านทุกระบบปฏิบัติการ ทั้ง iOS, Andriod หรือ Windows

หากจะมีการตีพิมพ์เป็นรูปเล่มกระ-ดาษ คงต้องออกแบบจัดหน้า Art Work เสียใหม่ ซึ่งจะทำให้จำนวนหน้าของวารสาร แบบหนังสืออิเลคทรอนิคส์และแบบกระดาษ อาจแตกต่างกัน

ในวงการวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน (Journalism & Mass Communications) สิ่งที่จะต้องพิถีพิถันอย่างจริงจัง นอกจากเรื่องเนื้อหาสาระของสื่อแล้ว รูปแบบการบรรณาธิกร (Makeup Editors) ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน เนื่องจากเนื้อหาที่ดีจะน่าสนใจก็ต่อเมื่อได้นำเสนอด้วยรูปลักษณ์ที่เหมาะสมด้วย เสมือนการปรุงอาหารที่ทรงคุณประ-โยชน์ทางโภชนาการนั้น จำเป็นต้องเลือกเฟ้นวัตถุดิบ และการปรุงแต่งที่เลิศรสด้วย

DinDee_1_Paper_Cont1DinDee_1_Paper_Cont2ทั้งนี้ ก็ต้องขึ้นอยู่กับ “รสนิยม” ของผู้ปรุงแต่งด้วยว่าจะสอดคล้องกับรสนิยมของผู้บริโภคมากน้อยเพียงใดอีกด้วย

จึงไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้หนังสือเล่มหนึ่งเป็นที่ต้องตาต้องใจของผู้อ่านทุกๆ คน จึงเป็นภาระที่คณะบรรณาธิการจะต้องตระหนักว่ากลุ่มผู้อ่านของตนส่วนใหญ่เป็นใคร? สนใจเรื่องราวแบบไหนเป็นพิเศษ? และจะทำหนังสือให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้า-หมายนั้นๆ ได้อย่างไร?

สำหรับเรา วารสารดินดีเจอร์นัล เรากำหนดกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้สนใจเรื่องที่เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม วรรณกรรม สังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และนี่คือแนวทางของเราที่จะก้าวเดินร่วมกัน

วันนี้ (๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘) แกนนำในกองบรรณาธิการนัดคุยกันที่ “เฮือนดินตีนภู” อาจมีการปรึกษากันเรื่องการจัดทำหนังสือในรูปแบบพิมพ์กระดาษ เนื่องจากมีผู้เสนอว่าต้องการให้มีหนังสือเชิงพื้นที่ “ท้องถิ่น” เพื่อจำหน่ายจ่ายแจกในหมู่ผู้สนใจด้วย

เรื่องนี้ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความจำเป็นที่จะต้องมีเงินทุนจำนวนหนึ่งเพื่อจ่ายให้โรงพิมพ์ ก่อนที่จะมีรายรับที่อาจได้มาจากการจัดจำหน่าย ทั้งจำหน่ายหนังสือและจำหน่ายพื้นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ในหน้าหนังสือ และสื่อต่างๆ ในเครือข่ายวนเกษตรอินทรีย์ “เฮือนดินตีนภู” ซึ่งหมายถึงสื่ออิเลคทรอนิคส์ หรือสื่อ Internet ที่เราจัดทำเผยแพร่อยู่ในเวลานี้ ซึ่งมีอยู่สองแบบ คือแบบที่เราเช่าพื้นที่เก็บข้อมูลของโฮสต์เซิร์ฟเวอร์ คือ http://www.somkhitsin.net และ http://www.dindee.info ซึ่งสามารถวางชิ้นงานโฆษณาประชาสัมพันธ์เผยแพร่ได้โดยชอบธรรม

ส่วนเซิร์ฟเวอร์ที่เราใช้ได้ฟรีๆ อย่างเช่นบล็อคนี้ (https://www.dindeejournal.wordpress.com) หรือบล็อคและเพ็จอื่นอีกจำนวนหนึ่ง เราคงไม่มีความเหมาะสมที่จะไปใช้พื้นที่ของสื่อเหล่านั้นเพื่อการขายโฆษณาประชาสัมพันธ์ เว้นแต่เราจะต้องชำระค่าโฆษณาเป็นกรณีไป

DinDee_1_Paper_Backจึงเรียนมาเพื่อทำความเข้าใจร่วมกัน

วนเกษตรอินทรีย์ฯ “เฮือนดินตีนภู”

๒ กรกฎาคม ๒๕๕๘

 

(12) เศรษฐกิจสีเขียวในภาคเกษตร “มีแต่ต้องปฏิวัติเขียวครั้งใหม่ “

ทรงพระเจริญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ทรงพระเจริญ
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ปฏิวัติเขียวครั้งใหม่ (ตอนจบ)

บทความพิเศษ/สมคิด สิงสง/นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

(12)

เศรษฐกิจสีเขียวในภาคเกษตร

“มีแต่ต้องปฏิวัติเขียวครั้งใหม่ “

เมื่อโลกเผชิญปัญหามลพิษในสิ่งแวดล้อมอย่างถึงที่สุด เรื่องสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารจะเป็นประเด็นใหญ่ที่คุกคามชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์และสิ่งมีชีวิตทั้งมวล การแสวงหาอาหารปลอดภัยจะเป็นแนวโน้มหลักของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มที่มีทางเลือกเนื่องจากมีศักยภาพสูงในด้านกำลังซื้อ

ASTVผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2557 อ้างสำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า “รัฐบาลนานาชาติประกาศผนึกกำลังต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกอย่างจริงจังวานนี้ (23) โดยมีการระดมเงินทุนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อส่งเสริมประเทศกำลังพัฒนาให้เปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน (renewable energy) แทนเชื้อเพลิงฟอสซิล และปูทางไปสู่การลงนามข้อตกลงสากลว่าด้วยการแก้ไขปัญหาโลกร้อนแบบครอบคลุมในปี 2015”

เนื้อข่าวระบุว่า “การประชุมสุดยอดผู้นำยูเอ็นว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมี บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เป็นประธานการประชุมที่นครนิวยอร์กเมื่อวานนี้(23) ได้ตั้งเป้าที่จะลดการทำลายผืนป่าเขตร้อน รวมถึงปรับปรุงการผลิตอาหาร และเพิ่มสัดส่วนรถยนต์พลังงานไฟฟ้าให้ได้ถึง 30 เปอร์เซ็นต์ของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ภายในปี 2030

ความริเริ่มซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายนี้ได้รับการเห็นชอบจากรัฐบาลต่างๆ ตลอดจนบริษัทข้ามชาติ เมือง กลุ่มธุรกิจการเงิน นักลงทุน องค์กรด้านสิ่งแวดล้อม และองค์กรประเภทอื่นๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมไปสู่การลงนามข้อตกลงสากลว่าด้วยการป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระหว่างประชุมซัมมิตยูเอ็นที่กรุงปารีสในช่วงปลายปี 2015

ปัจจุบันนี้ การรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่จะมักให้ความสำคัญต่อปัญหาสังคมด้านอื่นๆ มากกว่า เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ และการสร้างงาน เป็นต้น

รัฐบาลหลายประเทศรวมถึงนักลงทุนให้คำมั่นที่จะระดมเงินอุดหนุนกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อสู้ปัญหาโลกร้อนภายในสิ้นปี 2015 ในจำนวนนี้รวมถึงการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม (green bonds) มูลค่า 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยธนาคารต่างๆ และวงเงินช่วยเหลือราว 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯจากกลุ่มธนาคารเพื่อการพัฒนา..”

United Nations Secretary General Ban Ki-moon speaks during the closing of the Climate Summit at the United Nations headquarters in New York, September 23, 2014. REUTERS/Lucas Jackson (UNITED STATES - Tags: POLITICS ENVIRONMENT)

United Nations Secretary General Ban Ki-moon speaks during the closing of the Climate Summit at the United Nations headquarters in New York, September 23, 2014. REUTERS/Lucas Jackson (UNITED STATES – Tags: POLITICS ENVIRONMENT)

บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ เอ่ยถึงวงเงินดังกล่าวว่า “เงินก้อนนี้จะเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาไปสู่การทำข้อตกลงสากลว่าด้วยการต่อสู้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่มีความหมายอย่างสมบูรณ์ที่กรุงปารีส ในปี 2015”

ถ้อยแถลงจากยูเอ็นระบุว่า คำสัญญาเรื่องวงเงินสนับสนุนจะเป็น “พลังขับเคลื่อน” นำไปสู่เป้าหมายของบรรดาประเทศร่ำรวย ซึ่งต้องการระดมทุนให้ได้ถึง 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯต่อปีภายในปี 2020 จากทุกๆแหล่งเพื่อส่งเสริมประเทศยากจนให้เปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียน ตลอดจนรับมือกับคลื่นความร้อน ภัยแล้ง และปัญหาระดับน้ำทะเลเพิ่มสูง นอกจากนี้พันธมิตร 30 ประเทศรวมถึงสหรัฐฯ และกลุ่มบริษัทข้ามชาติ ยังตั้งเป้าที่จะลดการสูญเสียผืนป่าลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2020 และหยุดการทำลายป่าไม้โดยสิ้นเชิงภายในปี 2030 ซึ่งหากมาตรการเหล่านี้ทำได้จริงก็จะช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้ระหว่าง 4,500-8,800 ล้านตันต่อปี หรือเท่ากับปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ถูกปล่อยจากท่อไอเสียรถยนต์ 1,000 ล้านคันทั่วโลกเผาป่าเพื่อแปลงเป็นพื้นที่เกษตรกรรมตั้งแต่แถบแอมะซอนเรื่อยไปจนถึงคองโกจึงเป็นต้นเหตุของก๊าซเรือนกระจกมากถึง 1 ใน 5 ของทั้งหมดที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์

เจ้าของธุรกิจรายใหญ่ๆ เช่น วอลมาร์ท, ยูนิลีเวอร์, วิลมาร์ อินเทอร์เนชันแนล, เจเนอรัล มิลส์, เอเชียพัลพ์ และ เปเปอร์ แอนด์ เนสท์เล ตลอดจนกลุ่มเอ็นจีโอและสมาคมชนพื้นเมืองต่างๆ ได้ร่วมลงนามในแผนปฏิบัติการนี้ ขณะที่อังกฤษ, เยอรมนี และนอร์เวย์ ประกาศสนับสนุนเงินทุนกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และในส่วนของนอร์เวย์เองนั้นระบุว่าจะมอบเงินช่วยเหลือแก่เปรูสูงสุด 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และอีก 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯแก่ไลบีเรีย

แนวทางลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่มีการพูดถึงด้วยก็คือ การนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ผลิตไฟฟ้าใน 19 ประเทศทางภาคตะวันออกและภาคใต้ของแอฟริกาให้เพิ่มเป็น 40 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2030 จากปัจจุบันที่ใช้อยู่ราวๆ 10 เปอร์เซ็นต์

กลุ่มประเทศขนาดใหญ่และบริษัทพลังงานเช่น อีเอ็นไอ ของอิตาลี และเซาท์เวสเทิร์น เอเนอร์จี ของสหรัฐฯ ก็ได้ร่วมลงนามแผนลดการปลดปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งถือเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อโลกมากเป็นอันดับ 2 รองจากคาร์บอนไดออกไซด์

ด้านผู้ผลิตอาหาร เช่น แมคโดนัลด์ และเคลล็อกก์ ก็ให้คำมั่นว่าจะส่งเสริม “การเกษตรแบบเท่าทันต่อสภาพอากาศ” (climate-smart agriculture) เพื่อปกป้องเกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชจากผลกระทบของภาวะโลกร้อน และปรับปรุงผลผลิตให้สามารถตอบสนองความต้องการบริโภคของประชากรโลกที่เพิ่มขึ้น

จากกระแสข่าวดังกล่าว จึงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่านอกจากโลกจะตระหนักในผลร้ายอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว การ “ปรับปรุงการผลิตอาหาร” ก็เป็นแนวโน้มหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้ ดังผู้ผลิตรายใหญ่อย่างแมคโดนัลด์ และเคลล็อกก์ระบุว่าจะส่งเสริม “การเกษตรแบบเท่าทันต่อสภาพอากาศ” (climate-smart agriculture) นั่นมิได้มีนัยจำเพาะแต่เรื่องปริมาณการผลิต หากแต่มุ่งหมายไปที่เรื่องคุณภาพของอาหารด้วย

คุณภาพที่ว่านี้ ประเด็นสำคัญคือเรื่อง “ความปลอดภัย” จากการบริโภคนั่นเอง และแนวทางการผลิตเกษตรอินทรีย์เท่านั้นที่จะเป็นหลักประกันได้อย่างสิ้นเชิงในเรื่องนี้

ดังนั้นจึงไม่ต้องลังเลใจอีกแล้วที่จะลงมือร่วมก่อการ “ปฏิวัติเขียวครั้งใหม่” เพื่อนำสถานการณ์ด้านอาหารให้หลุดพ้นไปจาก “การฆ่าตัวตายหมู่” ด้วยสารพิษตกค้างจากเกษตรเคมี อันเป็นผลพวงของการปฏิวัติเขียวครั้งก่อน สู่สถานการณ์ใหม่ที่ “ผู้ผลิตปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย”

 

(11) เกษตรยั่งยืน “พึ่งธรรมชาติและพึ่งตนเอง”

images (3)(11)

เกษตรยั่งยืน “พึ่งธรรมชาติและพึ่งตนเอง”

สมคิด สิงสง/นายกสมาคมวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย

แนวทางสำคัญของเกษตรอินทรีย์ก็คือ การอนุรักษ์ระบบนิเวศการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ด้วยการปฏิเสธการใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด ทั้งนี้เพราะปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทำลายสมดุลของนิเวศการเกษตรและส่งผลกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อม การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช (ไม่ว่าจะเป็นสารเคมีฆ่าแมลง สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา และสารเคมีกำจัดวัชพืช) มีผลต่อสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่อยู่ในฟาร์มทั้งที่อยู่บนผิวดินและใต้ดิน เช่น สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์

ในกลไกธรรมชาติสิ่งมีชีวิตต่างๆ เหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการสร้างสมดุลของนิเวศการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นการช่วยควบคุมประชากรของสิ่งมีชีวิตอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศัตรูพืช หรือการพึ่งพาอาศัยกันในการดำรงชีวิต เช่น การผสมเกสร และการช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ซึ่งสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ส่วนใหญ่มีทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อพืชที่เกษตรกร เพาะปลูก หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้สร้างผลเสียกับพืชที่ปลูกแต่อย่างใด แต่การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นมีผลทำลายสิ่งมีชีวิตทั้งหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ ในขณะที่โรคและแมลงศัตรูพืชมักจะมีความสามารถพิเศษในการพัฒนาภูมิต้านทานต่อสารเคมี

ดังนั้นเมื่อมีการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช แมลงที่เป็นประโยชน์จึงถูกทำลายได้โดยง่าย ในขณะที่แมลงศัตรูพืชสามารถอยู่รอดได้โดยไม่เป็นอันตราย แม้แต่ปุ๋ยเคมีก็มีผลเสียต่อจุลินทรีย์และสิ่งมีชีวิตในดิน ทำให้สมดุลของนิเวศดินเสีย ดังนั้นเกษตรอินทรีย์จึงห้ามใช้ปัจจัยการผลิตที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิดในการเพาะปลูก

นอกเหนือจากการอนุรักษ์แล้ว แนวทางเกษตรอินทรีย์ยังเน้นให้เกษตรกรต้องฟื้นฟูสมดุลและความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศด้วย ซึ่งหลักการนี้ทำให้เกษตรอินทรีย์มีความแตกต่างอย่างมากจากระบบเกษตรปลอดสารเคมีที่รู้จักกันในประเทศไทย แนวทางหลักในการฟื้นฟูนิเวศการเกษตรก็คือ การปรับปรุงบำรุงดินด้วยอินทรีย์วัตถุ และการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับระบบเกษตรอินทรีย์ ดินถือว่าเป็นกุญแจสำคัญ เพราะการปรับปรุงบำรุงดินทำให้ต้นไม้ได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วนและสมดุล ซึ่งจะช่วยให้ต้นไม้แข็งแรง มีความต้านทานต่อการระบาดของโรคและแมลง อันจะทำให้เกษตรกรไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ทั้งยังสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างยั่งยืนกว่าการเพาะปลูกด้วยระบบเกษตรเคมี อีกด้วย นอกจากนี้ผลผลิตของเกษตรอินทรีย์ยังมีรสชาติดี และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน

ปลาเนื้ออ่อน (ปลานาง) ขนาดเกิน ๑ กิโลกรัม/ตัว ที่ห้วยสามหมอไหลสบซี

ปลาเนื้ออ่อน (ปลานาง) ขนาดเกิน ๑ กิโลกรัม/ตัว ที่ห้วยสามหมอไหลสบซี

นอกเหนือจากการปรับปรุงบำรุงดินแล้ว การเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพในไร่นาก็เป็นสิ่งจำเป็น นับเป็นเรื่องสำคัญต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศการเกษตร เพราะการที่สิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิดอยู่ร่วมกันย่อมก่อให้เกิดความเกื้อกูล และสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระบวนการและพลวัตทางธรรมชาติที่เกื้อหนุนต่อการทำเกษตรอินทรีย์อีกต่อหนึ่ง วิธีการเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพอาจทำได้หลายรูปแบบ เช่น การปลูกพืชร่วม, พืชแซม, พืชหมุนเวียน, ไม้ยืนต้น หรือการฟื้นฟูแหล่งนิเวศธรรมชาติในไร่นาหรือบริเวณใกล้เคียง

หลักการสำคัญของเกษตรอินทรีย์คือการพึ่งพากลไกธรรมชาติในการทำเกษตร เนื่องจากเกษตรอินทรีย์ตั้งอยู่บนปรัชญาแนวคิดที่ว่า การเกษตรที่ยั่งยืนต้องเป็นการเกษตรที่เป็นไปตามครรลองของธรรมชาติ ไม่ใช่การเกษตรที่ฝืนวิถีธรรมชาติ ดังนั้นการทำเกษตรจึงไม่ใช่การพยายามเอาชนะธรรมชาติ หรือการพยายามดัดแปลงธรรมชาติเพื่อการเพาะปลูก แต่เป็นการเรียนรู้จากธรรมชาติและปรับระบบการทำเกษตรให้เข้ากับวิถีแห่งธรรมชาติ

กลไกในธรรมชาติที่สำคัญต่อการทำเกษตรอินทรีย์ได้แก่วงจรการหมุนเวียนธาตุอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งวงจรไนโตรเจนและคาร์บอน วงจรการหมุนเวียนของน้ำ พลวัตของภูมิอากาศและแสงอาทิตย์ รวมทั้งการพึ่งพากันของสิ่งมีชีวิตอย่างสมดุลในระบบนิเวศ ทั้งในเชิงของการเกื้อกูล การพึ่งพา และห่วงโซ่อาหาร

ตามที่ต่างๆ ทั่วโลกย่อมมีระบบนิเวศและกลไกตามธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไป เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์จึงจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ถึงสภาพเงื่อนไขของท้องถิ่นที่ตนเองทำการเกษตรอยู่ การหมั่นสังเกต เรียนรู้ วิเคราะห์-สังเคราะห์ และทำการทดลอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ต้องดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ว่าระบบฟาร์มเกษตรอินทรีย์ของเกษตรกรแต่ละรายจะได้ใช้ประโยชน์จากกลไกธรรมชาติและสภาพนิเวศท้องถิ่นอย่างเต็มที่

นอกจากการพึ่งกลไกในธรรมชาติแล้ว การพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิต เกษตรอินทรีย์มีแนวทางที่มุ่งให้เกษตรกรพยายามผลิตปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ปุ๋ยอินทรีย์ เมล็ดพันธุ์ ฯลฯ ด้วยตนเองในฟาร์มให้ได้มากที่สุด แต่ในกรณีที่เกษตรกรไม่สามารถผลิตได้เอง (เช่น มีพื้นที่การผลิตไม่พอเพียง หรือต้องมีการลงทุนสูงสำหรับการผลิตปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต้องใช้) เกษตรกรก็สามารถซื้อหาปัจจัยการผลิตจากภายนอกฟาร์มได้ แต่ควรเป็นปัจจัยการผลิตที่มีอยู่แล้วในท้องถิ่น

แนวทางนี้เป็นไปตามหลักการสร้างสมดุลของวงจรธาตุอาหารที่กระตุ้นให้เกษตรกรพยายามจัดสมดุลของวงจรธาตุอาหารในระบบที่เล็กที่สุด (ซึ่งก็คือในฟาร์มของเกษตรกร) และมีความสอดคล้องกับนิเวศของท้องถิ่น อันจะช่วยสร้างเสถียรภาพและความยั่งยืนของระบบการผลิตในระยะยาว นอกจากนี้การเลือกใช้ปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในท้องถิ่นยังเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขนย้ายปัจจัยการผลิตเป็นระยะทางไกลๆ

๔การพึ่งพาตนเองด้านปัจจัยการผลิตยังมีนัยทางเศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ กล่าวคือ เกษตรอินทรีย์ไม่ใช่เพียงแค่เทคนิคการผลิต แต่เป็นวิถีชีวิตและกระบวนการทางสังคม จากประสบการณ์ของการพัฒนาระบบเกษตรเคมีที่ผ่านมา เกษตรกรสูญเสียการเข้าถึงและการควบคุมปัจจัยการผลิตและกระบวนการผลิตในเกือบทุกขั้นตอน จำเป็นต้องพึ่งพิงองค์กรภาครัฐและธุรกิจเอกชนในการจัดหาปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตเกือบทุกด้าน จนเกษตรกรเองแทบไม่ต่างไปจากแรงงานรับจ้างในฟาร์มที่ทำงานในที่ดินของตนเอง

การส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของเกษตรกรในระบบเกษตรอินทรีย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความเข้มแข็งและความเป็นอิสระของเกษตรกรและองค์กรเกษตรกร ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยระดับรากแก้วอีกด้วย