RSS

[๕] พุทธทำนายในอุรังคะทาดนิทาน

2010820_82123

2010823_27534

ชาวจีนสิบสองปันนาเรียกแม่น้ำโขงว่า “หลันชางเจียง” หรือแม่น้ำล้านช้าง มีนัยหมายถึงแม่น้ำที่ไหลเชี่ยวกราก ทว่าใน “นิทานอุรังคธาต” เรียกแม่น้ำนี้ว่า “ทะนะนะทีเทวา” อันหมายถึงแม่น้ำแห่งทรัพย์สินเงินทองอันเทวดาเสกสรรให้
ทรัพย์สมบัติดังกล่าว คำลาวเรียก “ของ” และเรียกทะนะนะทีเทวาว่า “แม่น้ำของ” และเพี้ยนมาเป็น “แม่น้ำโขง” ในสำเนียงคนไทยกรุงเทพฯ และ Mekong River ในภาษาอังกฤษ
แม่น้ำล้านช้างในความหมายของชาวเชียงรุ่งที่ขนานนามแม่น้ำโขงที่คนไทยรู้จัก

2010823_27701

พระธาตุพนมองค์เดิม ถ่าย พ.ศ.๒๔๘๐ สูง ๔๓ เมตร

2010823_27618

พระธาตุพนมภายหลังปฏิสังขรณ์

 

 

 

 

 

 

 

2010823_27774

 ภูมิทัศน์พระธาตุหลวง (เวียงจันทน์ : สปป.ลาว) ดอนคอนพะเนา ภูเขาหลวง หนองคันแทเสื้อน้ำ (ปัจจุบัน)

ผมจะลองสังเคราะห์กำเนิดภูมิประเทศ แม่น้ำลำคลอง ภูเขาเลากา สภาพบ้านเมืองและการลงหลักปักฐานลัทธิความเชื่อในพระพุทธศาสนา จากนิทานอุรังคธาตุ วรรณกรรมโบราณแห่งลุ่มแม่น้ำโขง พอเป็นสังเขปดังต่อไปนี้
แม่น้ำอู : ชีวายนาคขุดคลองมาด้วยหน้าอก (อุระ) ของตน จึงได้ชื่อว่าอุรังคะนที คือแม่น้ำอู
แม่น้ำปิง : พินทะโยวัตตีนาค ขุดเป็นแม่น้ำไปเมืองเชียงใหม่ ชื่อแม่น้ำพิน หรือ พิงค์ และใส่ชื่อเมืองนั้นว่า โยนาควัตตีนคร หรือโยนกนาควัตตี หรือพิงคนครเชียงใหม่ ในเวลาต่อมา
“…ส่วนว่าน้ำหนองแสนั้น สัตว์ทั้งหลาย มีแข่ เหี่ย เต่า และแลนก็ล้มตายเป็นอันมาก พวกผีทั้งหลายเห็นก็พากันไปเอามาซุมกันกิน เวลานั้นนาคทั้งหลาย คือสุวันนะนาค กุทโธปาปนาค ปัพพารนาค สุกขหัตถีนาค สีสัตตนาค และถหัตถีนาค เป็นต้น ตลอดนาคทั้งหลายผู้เป็นบริวารที่อยู่ในหนองแสบ่สามารถอาศัยอยู่ได้
เพราะว่าน้ำหนองแสขุ่นมัวเป็นตมหมด จึงพากันออกมาอยู่แม่น้ำและบนบก ในที่ต่างๆ กัน พวกผีทั้งหลายรู้ว่าพวกนาคจักมายาด (แย่งชิง) ชิงกินนำ ก็เฮ็ดให้นาคทั้งหลายตาย บางพ่องพญาทั้งหลายก็ตาย ตลอดฮอดเงือกงูก็ตายเช่นเดียวกัน แล้วจึงพากันออกหนีจากแคมหนองแสนั้น นาคและเงือกงูทั้งหลายอยู่ตามน้ำของ (โขง) ก็ยอมมาเป็นบริวารของพญานันทกังฮีสุวันนะนาค และก็พากันไปอาศัยอยู่ภูกู่เวียน ภูนั้นจึงได้ชื่อว่าภูกู่เวียน ส่วนพุทโธปาปนาคควัด (ขุด) แต่ภูกู่เวียนจนเกิดเป็นหนองใหญ่ มีชื่อว่าหนองบัวบานในบัดนี้…”
แม่น้ำงึม : “…แต่นั้นมานาคทั้งหลายมักใคร่อยู่บ่อนใดก็อยู่บ่ได้แล เงือก งูทั้ง หลายอันเป็นบริวารก็ไปนำทุกแห่ง ส่วนปัพพาสนาค (ปัพพารนาค) ก็ควัดไปอาศัยอยู่ภูเขาหลวง พญานาค พญางู โตบ่อยากอยู่ดอมนาคทั้งหลาย จึงควัดออกเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง เอิ้นว่าแม่น้ำเงือกงู ภายลุนมาจึงเอิ้นว่าแม่น้ำงึมเท่าทุกวันนี้แล…”
หลี่ผี : “…ส่วนสุกขรนาคและหัตถีนาคอาศัยอยู่เวินสุก ส่วนว่าทะนะมุนละนาค ผู้อาศัยอยู่เมืองศรีโคตบองก็ควัดฮ่องจากนั้นลงไปฮอดเมืองอินทะปัตถะนคร จนฮอดแม่น้ำสมุทร ฮ่องนี้เอิ้นว่าน้ำหลี่ผีนั้นแล…”
แม่น้ำมูน : “แม่น้ำที่เป็นบ่อนอยู่ของทะนะมุนละนาคนั้นก็ไหลท่วมเป็นแกว่ง ดังนั้นทะนะมุนละนาคจึงควัดให้เป็นฮ่องฮอดเมืองกุลุนทนคร ฮ่องน้ำนี้มีชื่อว่า มุนละนที ตามชื่อพญานาคโตนั้นแล”
แม่น้ำซี : “ส่วนซีวายนาค ก็ควัดแต่แม่น้ำมูนจนฮอดเมืองพญาสุรอุทกะผู้ปกครองหนองหานหลวง พร้อมทั้งเมืองใหญ่น้อยเขตนครนั้น และตลอดฮอดเมืองหนองหานน้อย ตราบเท่าฮอดเมืองกุลุนทนคร แต่นั้นมาน้ำนั้นจึงมีชื่อว่าซีวายนทีตามชื่อนาคโตนั้น…”
เรื่องราวที่หยิบยกมานี้เป็นส่วนหนึ่งในบั้นที่ 1 ของนิทานอุรังคธาตุ เพื่อนำเสนอภาพลักษณ์ทางภูมิศาสตร์ลุ่มแม่น้ำโขงในวรรณกรรมโบราณ
ทีนี้ลองมาดูเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาในลุ่มแม่น้ำโขงจากวรรณกรรมโบราณเรื่องนี้ในบั้นที่ 2 “บั้นอุรังคะทาดนิทาน”
“…เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และได้เสด็จประทับอยู่ในวัดเชตวัน เมื่อ เวลาใกล้รุ่ง พระอานนท์เถระเจ้าผู้เป็นอุปัฏฐากได้จัดแจงไม้สีฟันและน้ำส่วยหน้า (น้ำล้าง หน้า) ถวายแก่พระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชำระเรียบร้อยแล้ว ทรงหลิง (รำลึก) เห็นพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ที่ผ่านมาในอดีต พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นยังได้ก่อธาตุไว้ในดอยกัปปันนคีรี (หมายถึงภูกำพร้า) อยู่ใกล้เมืองศรีโคตบอง (หมายถึงเมืองนครพนม) นั้น เมื่อหลิงเห็นอย่างนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงผ้ากำพลสีแดง ซึ่งนางโคตมีได้ถวายเป็นทาน ผ้ากำพลผืนนี้มีประวัติเล่าไว้ว่า นางโคตมีเมื่อจะปลูกฝ้ายนางได้เอาคำ (ทองคำ) มาทำอ่าง (กระถางปลูก) แล้วจึงเอาแก่นจันทน์แดงพร้อมทั้งคันธรสทั้งมวล แล้วเอาคำเป็นฝุ่น (เอาทองคำเป็นปุ๋ย) ใส่ลงในอ่างคำ (กระถางทองคำ) นั้น ครั้นแล้วจึงเอาฝ้ายมาปลูกลงที่นั้น เหตุนั้นดอกฝ้ายจึงแดงดั่งแสงสุริยะกำลังขึ้น (เหนือขอบฟ้า)
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงผ้าแล้วจึงทรงบาตรผินหน้าไปทางทิศตะวันออก พระอานนท์เถระเจ้าผู้เป็นปัจฉาสมณะลีลานำทาง (เสด็จตาม)อากาศ และได้เสด็จมาประทับที่ดอนคอนพะเนานั้นก่อน จึงมาประทับที่หนองคันแทเสื้อน้ำ
ขณะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงหลิงเห็นแลนคำ (แลนเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ชนิดครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างตะกวด แลนคำคือแลนที่มีเกล็ดทองคำ) ตัวหนึ่งแลบลิ้นอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ใต้ปากห้วยคุก เมื่อทรงเห็นดังนั้นแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงทำอาการแย้มหัวให้เห็นเป็นนิมิตร พระอานนท์เถระเจ้าเมื่อเห็นดังนั้นจึงทูลถามหาเหตุแย้มหัว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูราอานนท์ พระตถาคตเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้นให้เป็นเหตุแล แล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า เมืองสุวรรณภูมินั้นเป็นที่อยู่ของนาคทั้งหลาย มีสุวรรณนาคเป็นเค้า (เป็นต้น) พร้อมทั้งผีเสื้อบก (บางสำนวนว่าพร้อมทั้งผีเสื้อบกและผี เสื้อน้ำ…) ทั้งหลายแล ในอนาคตภายหน้า คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเมืองอันนี้ แม้นว่ารู้แตกฉานในธรรมของตถาคตก็ดี จักเลือกหาผู้มีสัจจะซื่อสัตย์สุจริตนั้นยาก แท้แล
บ้านเมืองจักย้ายที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปมาเป็นหลายชื่อหลายเสียงแล… เหตุว่า พระตถาคตเห็นแลนแลบลิ้นสองแง่ม (แฉก) เป็นนิมิตรแล หากเมื่อใด หากท้าวพญาองค์ เป็นหน่อพุทธังกูรได้มาเสวยราชบ้านเมือง พระพุทธศาสนาของพระตถาคตก็จักรุ่งเรือง เหมือนดังพระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่นั้นแล…”
บั้นอุรังคะทาดนิทานนี้ เป็นที่มาของวรรณกรรมพุทธทำนายที่ศิลปินรุ่นครบรอบ 25 พุทธศตวรรษนำมาขยายความในรูปกลอนลำ แพร่หลายขยายตัวตามสองฟากฝั่งแม่น้ำโขงที่ใช้ภาษาลาวเป็นภาษาหลักในชีวิตประจำวัน
ตามเส้นทางโขงสองฝั่ง เราจะพบ เห็นการทำลายป่าต้นน้ำ เพื่อใช้ ประโยชน์ในการเพาะปลูก และถือ ครองเป็นเจ้าของ พบเห็นทั่วไป เกือบทุกเขตน้ำแดนดินทั้ง 6 ประ เทศ รวมทั้งในจีนตอนใต้

Advertisements
 

[๔] ลุ่มน้ำโขงในอุรังคะทาดนิทาน

2010820_82123
ในความรับรู้ของคนไทยส่วนใหญ่ เมื่อพูดถึงสายสัมพันธ์สองฝั่งโขงจะนึกถึงแต่ลาวกับไทย โดยที่ลืมคิดถึงความจริงที่ว่าแม่น้ำโขงนั้นมีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงธิเบตในประเทศจีน แล้วไหลผ่านมณฑลยูนนานและประเทศริมฝั่งแม่น้ำอีก ๕ ประเทศ คือพม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม
ยิ่งหากจะนับชนชาติชนเผ่าที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำโขง ทั้งที่มีรัฐประเทศเป็นของตนเอง และที่กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในรัฐประเทศต่างๆ ทั้ง ๖ ประเทศนั้นแล้ว ผมต้องยอมรับอย่างเต็มหน้าเต็มตาว่า “ยังไม่ทราบจำนวนที่แท้จริง” เพราะข้อมูลเรื่องชนชาติชนเผ่าในลุ่มแม่น้ำโขงในยุคสมัยปัจจุบันไม่ใช่เรื่องที่หาได้ง่ายนัก
เนื่องจากมีบางยุคสมัยที่บ้านเมืองในลุ่มแม่น้ำโขงถูกตัดขาดออกจากกันด้วยเหตุผลทางการเมืองการปกครอง และแต่ละรัฐประเทศก็มีระบอบการเมืองการปกครองที่แตกต่างกัน กระทั่งถึงยุคสมัยปัจจุบันทุกประเทศมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันในทางเศรษฐกิจ ทำให้กระแสการเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่โอนอ่อนผ่อนหากันมากขึ้น ทำให้การไปมาหาสู่กันของประชาชนในลุ่มแม่น้ำโขงมีมากขึ้น และได้รับการส่งเสริมในฐานะที่เป็นกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่นำรายได้เข้าสู่ประเทศนั้นๆ
อย่างเวียดนามเมื่อสองปีก่อน (น่าจะช่วงปี พ.ศ.๒๕๔๗) เปิดฟรีวีซ่า ก็เพื่อดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศตน และต่อมา สปป.ลาว คนไทยสามารถข้ามแม่น้ำโขงไปสู่เขตน้ำแดนดินของลาวโดยประทับวีซ่าได้ที่ด่านศุลกากร สะดวกขึ้นแยะ
เมื่อก่อนรัฐบาลทหารพม่าก็ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเชียงตุง และแม้แต่จีนก็ปิดกั้นสิบสองปันนา เขตน้ำแดนดินของชาวไทลื้อไว้อย่างมิดชิด แต่เมื่อถึงเวลานี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว ในพม่าถึงแม้เหตุการณ์ภายในยังไม่สงบ แต่ด้วยพันธสัญญาที่มีต่อกันในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง พม่าก็จำเป็นต้องเปิดด่านท่าขี้เหล็กให้พ่อค้าแม่ค้าและนักท่องเที่ยวเดินทางไปมาหาสู่กัน
พลอยทำให้ผมมีโอกาสเข้าไปสัมผัสผู้คนและแผ่นดินที่เคยได้ยินแต่ชื่อ!
วัดเชียงรุ่งวัดเก่าแก่อายุกว่า ๑ พันปี ที่เมืองเชียงรุ่ง (Jinghong) เขตปกครองตนเองสิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นถิ่นฐานของชาวไตลื้อ รากเหง้าชนชาติไตลาว
เมื่อไปพบเห็นมาแล้ว ทำให้ตื่นตาตื่นใจ จนไม่สามารถเก็บงำความรู้สึกที่รับรู้มาไว้แต่ผู้เดียว จึงต้องระบายออกมาเป็นตัวหนังสือ เพื่อสื่อสารไปถึงคนที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปพบเห็น
ผมพยายามเชื่อมโยงเรื่องราวต่างๆ ทั้งเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม วรรณกรรม และ วิถีชีวิตของผู้คน โปรดติดตามให้ตลอดนะครับ!
ขอพูดถึงลุ่มแม่น้ำโขงในวรรณกรรมโบราณอีกสักเรื่องหนึ่ง… คัดจากวารสาร “รักษ์ลุ่มน้ำ” จดหมายข่าวของมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต ฉบับประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๘ เรื่อง “นิทานอุรังคธาตุ : วรรณกรรมโบราณแห่งลุ่มแม่น้ำโขง” ดังต่อไปนี้ครับ!
หลังกลับมาจากแม่น้ำโขงตอนบน ผมกำลังนึกอยากลงมือเขียนเรื่องราวในลุ่มแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา ทำให้เสียดายหนังสือเก่าเก็บเล่มหนึ่งที่ผมได้มาจากเวียงจันทน์เมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่มาถึงวันนี้มันหาไม่พบเสียแล้ว
จำได้ว่าผมได้ “นิทานอุรังคะทาด” ฉบับภาษาลาวที่วัดธาตุหลวงเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๔ ตอนที่นำคณะนักเขียนชาวไทยจากสโมสรนักเขียนภาคอีสานไปเยือนนครหลวงเวียงจันทน์อย่างเป็นทางการ เป็นหนังสือขนาด ๘ หน้ายก (ขนาดเท่ากับจดหมายข่าวเล่มนี้) พิมพ์ระบบเล็ตเตอร์เพรสบนกระดาษปรู๊ฟเก่าๆ ตัวอักษรสีดำ เนื้อกระดาษสีออกเหลืองและกรอบ จนต้องหยิบจับอย่างระมัดระวัง
เชื่อไหมครับ?
หนังสือเล่มนั้นพิมพ์ที่กรุงเทพฯ แถวเสาชิงช้า ไม่น่าเชื่อว่าโรงพิมพ์บ้านเราในเวลานั้นจะมีตัวเรียงภาษาลาวไว้รับงานพิมพ์จากเวียงจันทน์ด้วย แต่ก็แสดงให้เห็นว่าอักขรวิธีสองฝั่งโขงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น
พูดถึง “ตัวเรียง” นักวารสารศาสตร์หรือนิเทศศาสตร์รุ่นใหม่อาจไม่รู้จัก เพราะเวลานี้เราเรียงตัวหนังสือจากคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์ แต่สมัยก่อนเขาเรียงจาก “ตัวเรียง” ที่หล่อด้วยตะกั่วเป็นตัวๆ ไป
กลับเข้าเรื่องนิทานอุรังคธาตุ เมื่อต้นเดือนนี้ (พ.ค.๒๕๔๘) ผมปรารภเรื่องอยากได้หนังสือเล่มนี้กับคุณกิตติ์ไทย (ชาญชัย) คณะพาณิชย์เกษม ประธานมูลนิธิน้ำและคุณภาพชีวิต ขณะกำลังเดินทางไปในงานสวดพระอภิธรรมศพอาจารย์มาลัย ภู่สกุล ที่วัดหนองแวงพระอารามหลวง เมืองเก่า
เหมือนปาฏิหาริย์ครับ
2010820_61628พอไปจุดธูปคารวะศพเสร็จเรียบร้อย หันไปทักทายอาจารย์ ดร.บุรินทร์ ภู่สกุล สามีของผู้วายชนม์ ผมเหลือบไปเห็นหนังสือ “นิทานอุรังคธาตุ” เล่มหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะในศาลาสวด ใกล้ๆ โต๊ะเตี้ยตัวนั้นเห็นอาจารย์ ดร.อุดร จันทวัน นั่งขัดสมาธิยิ้มกริ่มอยู่
ผมหยิบขึ้นมาดูจึงรู้ว่าเป็นหนังสือที่จัดพิมพ์เป็นครั้งที่ ๒ แล้ว เป็นผลงานการปริวรรตจากอักษรลาวของ ดร.อุดร จันทวัน ขณะที่เป็นนิสิตพุทธศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงฆ์ดังกล่าว วิทยาเขตขอนแก่น ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้ว โดยวิทยาลัยสงฆ์เลย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตศรีล้านช้าง
คุณค่าของหนังสือเล่มนี้ อยู่ที่ความเป็นวรรณกรรมเก่าแก่ชิ้นหนึ่งในอู่อารยธรรมลุ่มน้ำโขง และมีวิธีนำเสนออย่างแยบยลในการกล่าวถึงภูมิศาสตร์เขตน้ำแดนดิน ประวัติศาสตร์ประชาชาติแห่งลุ่มแม่น้ำโขง การหยั่งรากฝังลึกของพระพุทธศาสนาในลุ่มน้ำนี้ และการสถาปนาบ้านเมืองสองฝั่งแม่น้ำโขง เป็นต้น
นิทานอุรังคธาตุ อุรังคธาตุนิทาน หรืออุรังคธาตุเทศนา เป็นนามหนังสือเรื่องเดียวกัน มีเนื้อหารวม ๑๒ บั้น (บท) เริ่มจากบทแรกที่ว่าด้วย “พระปรเมศวรตั้งพระพานเป็นใหญ่” ที่กล่าวถึงเหตุวิวาทบาดหมางในหมู่พญานาคที่อาศัยอยู่หนองแส
หนองแสที่ว่านี้คือ “ทะเลสาบเอ๋อไห่” ในมณฑลยูนนาน เหนือเมืองเชียงรุ่ง แคว้นสิบสองปันนาขึ้นไป ซึ่งเป็นเขตน้ำแดนดินในของลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน
ในอดีตเขตแดนดังกล่าวคืออาณาจักรน่านเจ้าของชนชาติไทหรือไต ก่อนที่จะขยับขยายไปยังเขตแดนต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ในแดนดินที่เป็นรัฐพม่า ลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น
เรื่องราวในนิทานกล่าวว่า เวลานั้นยังมีนาคสองตัวเป็นเสี่ยวฮักแพงกัน ตัวหนึ่งอยู่หัวหนองชื่อ “พินทะโยนาควัตตี” อีกตัวอยู่ท้ายหนองชื่อ “ทะนะมุนละนาค” และ มีหลานชื่อ “ชีวายะนาค” ทั้งสองมีสัญญากันว่าใครได้อาหารสิ่งใดในเขตแดนของตน ต้องแบ่งปันกันและกัน โดยให้หลานที่ชื่อชีวายะนาคเป็นพยาน
ครั้งหนึ่งนาคตัวที่อยู่ท้ายหนองได้ช้างสารที่ตกลงมาตายในน้ำ จึงแบ่งปันช้างนั้นซีกหนึ่ง ต่อมาอีกสองสามวันมีเม่นตกน้ำตายทางหัวหนอง คู่สัญญาก็ปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือแบ่งเนื้อเม่นซีกหนึ่งให้เพื่อน
ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากนาคไม่รู้ว่าช้างกับเม่นมันต่างขนาดกัน จึงเกิดข้อกังขา โดยดูจากขนแล้วเม่นน่าจะตัวใหญ่กว่าช้างมากนัก แต่ส่วนแบ่งที่ได้ทำไมน้อยนิด กินไม่พออิ่มท้อง ทั้งคู่ถกเถียงและใช้กำลังต่อสู้กันจนน้ำหนองแสขุ่นเป็นตม สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยในน้ำล้มตายหลวงหลาย พวกเทวดาผู้รักษาหนองแสห้ามปานใดก็ไม่ฟัง
เทวดาจึงขึ้นไปไหว้พญาอินทร์ เมื่อพญาอินทร์รู้เหตุจึงให้ท้าวจตุโลกบาลลงมาไล่นาคทั้งสามนั้นหนีไปจากหนองแส นาคทั้งสามจึงพากันเลื้อยหนีจนเกิดเป็นแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ เช่นอุรังคนที หรือแม่น้ำอู (อุระ) เกิดจากการขุดด้วยอกของตน
พินทะโยนาควัตตีหนีไปทางเมืองเชียงใหม่ เกิดเป็นแม่น้ำพินหรือพิงค์ (ปิง) ตั้งชื่อบ้านเมืองว่าโยนาควัตตีนคร หรือโยนก ตามชื่อโยนาควัตตี
ทะนะมุนละนาคและชีวายนาคขุดลงไปถึงเมืองสีโคดตะบอง เส้นทางจากอุรังคนทีจนถึงเมืองสีโคดตะบองเกิดเป็นทะนะนทีเทวา หรือแม่น้ำโขง และมีเรื่องราวการเกิดแม่น้ำมูน (ทะนะมุนละนาค) แม่น้ำซี (ชีวายะนาค) และแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนภูเขาเลากาอื่นๆ โดยที่มีเหตุมาจากการอพยพเคลื่อนย้ายจากหนองแสคราวนั้น
เรื่องราวในนิทานอุรังคธาตุบทต่อๆ ไปเป็นเรื่องราวพุทธทำนาย และการลงหลักปักฐานของพระพุทธศาสนาในเขตน้ำแดนดินแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอันเกิดแต่การขุดก่นของเหล่านาคจากหนองแส
เริ่มจากบั้นที่ 2 อุรังคะทาดนิทาน ครั้งเมื่อพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์อยู่ ทรงทำนายเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และบั้นต่อๆ ไปกล่าวถึงการประทับรอยพระพุทธบาท การนำพระอุรังคธาตุ (พระธาตุทรวงอก) มาประดิษฐานที่ภูกำพร้า ซึ่งก็คือพระธาตุพนมในเวลานี้
นอกจากนั้นมีการกล่าวถึงการนำพระธาตุไปประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ เช่น พระธาตุหลวง เป็นต้น กล่าวถึงบ้านเมืองต่างๆ ที่มีบทบาทในการก่อสร้างและปฏิสังขรพระอุรังคธาตุ (พระธาตุพนม) เช่นเมืองสุวรรณภูมิ และกล่าวถึงการราชาภิเษกบุรีจันอ่วยล่วย ซึ่งเป็นหน่อพุทธังกูรที่มาเกิดในตระกูลสามัญชนขึ้นครองเวียงจันทน์ ทรงพระนามว่า “พระยาจันทบุรีประสิทธิสักกะเทวะ”
“…คนทั้งหลายจึงกล่าวกับพราหมณ์ว่า หน่อพุทธางกูรย่อมเกิดในขัตติยะตระกูล และพราหมณะตระกูล เหตุใดเจ้าบุรีจันจึงเกิดเป็นพ่อไฮ่พ่อนา
เมื่อพราหมณ์ทั้ง 5 ได้ยินดังนั้น จึงชักเอาปัญหาโคลงมากล่าวว่า มีสระพังน้ำอันหนึ่งแห้งบกเสีย เมื่อฝนตกมาจึงมีน้ำ เมื่อมีน้ำแล้วดอกบัวจึงได้มาเกิดในสระนั้น ทั้งนี้ด้วยเหตุอันใด?
คนทั้งหลายจึงตอบว่า ที่ดอกบัวเกิดเพราะมีน้ำ พรามหณ์จึงถามว่าน้ำนั้นอาศัยสิ่งใด? คนทั้งหลายจึงตอบว่าน้ำต้องอาศัยตม และตมก็อาศัยน้ำเข้าสังโยคซึ่งกันและกัน ดอกบัวจึงได้เกิดขึ้น
พราหมณ์ทั้งหลายจึงกล่าวว่าตมและน้ำมีกลิ่นหอมหรือบ่? คนทั้งหลายจึงตอบว่า ตมและน้ำบ่มีกลิ่นหอมเลย มีแต่ดอกบัวเท่านั้นที่มีกลิ่นหอม พราหมณ์ทั้ง 5 จึงกล่าวว่า ตมและน้ำเป็นดั่งพ่อและแม่ของบุรีจันอันเกิดในตระกูลพ่อไฮ่พ่อนา ชาติที่บุคคลผู้ประเสริฐมาเกิดในที่ใด ก็เฮ็ดให้ที่นั้นประเสริฐไปด้วย…”
นี่เป็นปรัชญาที่มีอยู่ในวรรณกรรมโบราณเรื่องนี้ และยังมีวรรณกรรมเก่าแก่อีกมากมายหลายเรื่องในอู่อารยธรรมลุ่มน้ำโขง สมควรมีการสัมมนาเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง จะได้ประเมินคุณค่ากันให้ถูกต้องเสียที
นั่นเป็นถ้อยคำอันย่นย่อที่ผมต้องเขียนให้จบลงในเนื้อที่ไม่เกิน 3 หน้ากระดาษ ขนาด B5 ดังนั้นจึงจำเป็นต้องนำมาขยายความกันอีกต่อไป

 

โขงสองฝั่ง [๓]

2010820_82123
๓. จากเด็กบ้านป่าเข้าไปเรียนเมืองหลวง

ถ้ากล้องโฟกัสมาที่ผม ผมก็คงเป็นได้แค่จุลินทรีย์ตัวหนึ่งบนเขตน้ำแดนดินแห่งลุ่มแม่น้ำโขง ๘ แสนตารางกิโลเมตร ไม่น่าเชื่อว่าในช่วงชีวิตผมจะมีโอกาสไปสัมผัสแม่น้ำสายสำคัญนี้หลายครั้งหลายหน และผูกพันกับความคิดจิตสำนึกของผมมาตราบเท่าทุกวันนี้
ผมเกิดและเติบโตในวัยเด็ก ได้เข้าโรงเรียนประชาบาลจนจบชั้นประถมปีที่ ๔ ที่บ้านซับแดง ตำบลซับสมบูรณ์ อำเภอโคกโพธิ์ไชย จังหวัดขอนแก่น (เมื่อก่อนคือตำบลโพธิ์ไชย อำเภอมัญจาคีรี) หลังจากนั้นก็มีเหตุให้ต้องเดินทางเข้าเมืองหลวงของประเทศ ด้วยวัตถุประสงค์เดียวคือเพื่อเรียนต่อ… เป็นการเรียนต่อที่ไม่มีวันจบ เพราะกระบวนการเรียนรู้ของผมเป็นการศึกษาต่อเนื่องตลอดชีวิต

MyPhoto_04

ในชุดสารวัตรลูกเสือสามัญ น่าจะเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา หรือไม่ก็ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่โรงเรียนวัดน้อยใน

ผมเรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย (ป.๕-ป๗) รุ่นแรก (เมื่อก่อนจะเป็น ม.๑) ที่โรงเรียนวัดชัยพฤกษมาลา มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.ศ.๑-๓) ที่โรงเรียนวัดน้อยใน ตำบลตลิ่งชัน อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี และมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.ศ.๔-๕) ที่โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี (ต่อมาจังหวัดธนบุรีรวมเข้ากับจังหวัดพระนคร ตั้งชื่อใหม่เป็นจังหวัดพระนครธนบุรี และเป็นเขตปกครองพิเศษชื่อกรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา) เพื่อนร่วมรุ่นที่สุวรรณารามวิทยาคม ที่จำได้มีคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ จำได้อีกว่าตอนสอบไล่ ม.ศ.๕ พวกผมต้องสอบ ๒ ครั้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าครั้งแรกข้อสอบรั่ว พอสอบครั้งที่ ๒ ผมลืมสอบไปวิชาหนึ่ง อาจารย์จงกล วิทยาธิกรณศักดิ์ อาจารย์ใหญ่ ให้คนไปตามแต่ไม่พบผม ผลสอบออกมา ผมสอบผ่านด้วยคะแนนแค่ ๕๗% แต่เมื่อไปสอบเอ็นทร้านซ์เข้ามหาวิทยาลัย ปรากฏว่าผมได้เข้าเรียนที่แผนกอิสระวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชนภาคค่ำ คณะ สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อปีการศึกษา ๒๕๑๒ เวลานี้คือคณะวารสารศาสตร์นั่นเอง

เขาให้สิทธิ์เลือกสอบถึง ๖ คณะ สถาบันใดก็ได้ แต่ผมเลือกสอบคณะเดียว ด้วยเหตุผลประการเดียวคือความขาดแคลนนั่นเอง จึงเลือกวารสารศาสตร์ภาคค่ำ เพื่อทำงานหาเงินเลี้ยงชีพในเวลากลางวัน
ทำไมผมต้องเล่าประวัติชีวิตของตัวเอง?
เพราะมันมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเป็นไปของสถานการณ์ในลุ่มแม่น้ำโขงครับ!
สำนักไหนหมายชูประเทศชาติ สำนักนั้นธรรมศาสตร์และการเมือง
ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมไม่มีจินตภาพเกี่ยวกับอินโดจีนแม้แต่น้อย เพราะไม่เคยได้ไปสัมผัส อย่างที่บอกแล้วว่าผมเกิดที่บ้านซับแดง จบ ป.๔ แล้วเข้ากรุงเทพฯ โดยขึ้นรถไฟที่อำเภอบ้านไผ่ ไม่เคยเห็นแม้แต่ตัวเมืองขอนแก่น จนเมื่อได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา ผมเคยนำสมาชิกกลุ่มแนวร่วมนิสิตนักศึกษาอาสาพัฒนาไปออกค่ายที่บ้านต้าย อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ราวปี พ.ศ.๒๕๑๔

2010820_60431นักศึกษาธรรมศาสตร์ปี ๑ เมื่อปีการศึกษา ๒๕๑๒ พ่อ (ลอด สิงสง) กับ อาว์ (คำมูล มูลวารี) ไปเยี่ยมที่กรุงเทพฯ ผมพาไปถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ร้านฉายาจิตรกร
ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าที่นั่นมีขบวนการต่อต้านอำนาจการปกครองที่กรุงเทพฯ
ผมใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวงรวม ๑๒ ปี นับแต่เดินทางจากซับแดงและได้โดยสารรถไฟเป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๔ เรียนชั้นประถมศึกษาตอนปลาย มัธยมศึกษาตอนต้นและตอนปลาย และเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระหว่างปี ๒๕๑๒-๒๕๑๖
ผมจะยังไม่ลงรายละเอียด โปรดติดตามเรื่องราวซึ่งจะเชื่อมโยงกับเหตุการณ์บ้านเมือง

 

[๒] ลำล่องของ

2010820_82123

๒. ลำล่องของ*

นาฮ่อมตีนภู ป่าข้าวสูงเทียมป่าหญ้าแฝก พอออกพรรษาพากันออกรวงส่งกลิ่นหอมเต็มทุ่ง ก่อนบุญกฐินแม่พาเก็บเกี่ยวรวงข้าวอ่อนไปคั่วข้าวเม่า ถ้าอ่อนนักก็ตำยาก ข้าวเม่ากลายเป็นขี้แมว

บ่ายคล้อยแสงแดดอ่อนในวันงานโฮมบุญกฐินมาถึง พ่อกับแม่ยังก้มๆ เงยๆ อยู่ข้างคันนา ผมนั่งเพลินอารมณ์อยู่บนหลังควายบักตู้ พามันเลาะกินหญ้างามตามข้างคันนา แว่วเสียงลำล่องของ (โขง) ดังผ่านดอกลำโพงไฮไฟปลายต้นโพธิ์หน้าศาลาวัด ผมชักเชือกดึงปากควายบักตู้ ให้เงยขึ้นจากกอหญ้าเขียว พลางเอาตีนกระตุกสีข้างเตือนบักตู้ไปหาหมู่ควายแม่ควายน้อย

image_35

“เร็วเข้า กูสิไปเอาบุญ!”

วัยเด็กของผมช่างหฤหรรษ์ยิ่งนัก

“…โอนอ สิได้พรรณนาเรื่องลำโขงยาวย่าน

น้ำมันไหลมาจากเขาทิเบตใหญ่กว้างเหนือพุ้นล่วงลง

ฮ้อยคดฮ้อยโค้งลำโขงยาวย่าน

พอมาเหลียวเห็นก้ำเมืองหลวงพระบางแจ้งขางข่าย

เห็นแต่ภูเขาตั้งซ้ายล้ายเมืองนั้นอยู่กลาง

มันหากเป็นแบบนั้นตั้งแต่ก่อนปฐม

เป็นเมืองหลวงของลาวตั้งแต่คราวหลังพุ้น

เหิงนานล้ำหลายปีแถมถ่าย

จึงได้คึดค่อยย้ายเมืองก้ำเก่าหลัง

ลงมาตั้งเมืองหลวงแห่งใหม่

คือเวียงจันทน์พันพร้าวคราวนั้นต่อมา…”

10714786-low

บุญเพ็ง ไฝผิวชัย ขอบคุณภาพ http://www.oknation.net

หมอลำจอมศรี บรรลุศิลป์ หมอลำหญิงเสียงดีของเมืองอุบลฯ สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕ เป็นผู้ลำกลอนลำล่องของ(โขง) ด้วยทำนองลำยาวหรือลำล่อง (เอ๊ะทำไมพ้องกับคำว่า Long ของฝรั่ง? ซึ่งแปลว่ายาว)

สมัยพวกผมอยู่ในวัยเด็ก ป.๑ ป.๒ ไม่ทันหมอลำจอมศรีแน่ แต่ที่จดจำติดหูอยู่จนถึงทุกวันนี้คือน้ำเสียงของหมอลำบุญเพ็ง ที่โด่งดังคู่กับหมอลำเคน ดาเหลา และทราบว่าเวลานี้ทั้งสองท่านใช้ชีวิตในบั้นปลายร่วมกันอยู่ (ปัจจุบันศิลปินแห่งชาติทั้งสองท่านนี้เสียชีวิตแล้ว-ผู้เขียน)

“ได้ยินลมพานต้องใบไผ่โวกวีโว

ลมพานต้องใบโพธิ์โวกวีเวก

โจ้กเจ้กน้ำล้นต้อนใจน้องฮ่ำคะนิง…”

นั่นคือ “โขง” ที่คนรุ่นพวกผมรับรู้อย่างซาบซึ้งมาตั้งแต่เยาว์วัย

“…เหลียวไปทางเหนือพุ้นเวียงจันทน์ปากน้ำงึ่ม

เห็นแต่ดอนต่อขั้นขันต่อแก้งกระแสน้ำปั่นปลิว

เลาะไปตามทิวถ้านโพธารามก้ำบ้านโป่ง

เลาะไปสายแม่น้ำโขง น้ำหั่งไหลต่อซ้งลงแก้งแก่งกะเบา

เฮามาเหลียวไปหน้าดอนทับควงป้องจี่

เห็นแต่ดอนหมากอี่ ติดกับดอนปากเจ้าเวินเข้าท่ากะดิง

หลิงไปก้ำดอนนาคำน้ำไหลโซ่

สุดที่โอ๋แล้วโอ้ดีฮ้ายก้ำฝ่ายเหนือ

เห็นแต่เฮือชาวค้าจอดแฮอยู่แคมท่า

เห็นภูผาป่าไม้เขียวสะอื้นแม่นป่งใบ

ยามเมื่อแลเล็งน้ำตามโขงแจ้งจ่างป่าง

เหลียวไปทางฝั่งซ้ายเป็นบ้านหมู่ผู้ไทย

เหลียวเห็นไม้เลียบล่ำภูชน

คือสิเพพังทับจุ่มจมลงน้ำ

เลาะไปนำโขงกว้างโขดอนตั้งหลายย่าน

เห็นแต่น้ำฟัดฟ้งตีต้องตลิ่งเนิน…”

1620879_827940733898834_881015806_n

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

อย่าหาว่าผมเอาอะไรมาลงจนเยิ่นเย้อเถอะครับ เพราะมันทิ้งไม่ได้จริงๆ เสียดายก็แต่ท่านที่ไม่เข้าใจสำนวนและสำเนียงภาษาลาว หากอ่านไปภาษาไทยนอกจากไม่ได้อรรถรสทางวรรณศิลป์แล้ว ท่านคงรำคาญตารำคาญใจเพราะไม่เข้าใจความหมายของบทกลอนลำ

“…เลาะลงไปตามเลี้ยวดอนเสียวเฮียงห่ม

เหลียวเห็นธาตุพนมตั้งอยู่ฮิมแม่น้ำคนไหว้อยู่บ่เซา

หากแม่นธาตุพระเจ้าตั้งแต่ก่อเดิมปฐม

เป็นที่เจดีย์สูงหมู่คนถนอมไหว้

กลายลงไปทางใต้ดอนสาปาละแวก

ลมหากตีแหวกน้ำเป็นก้อนไง่ละออง

เห็นแต่อาโปน้ำไหลลงเวินอยู่ปลิวปั่น

คันนกหอคันนกยางหมู่นั้นเป็นน่าไคร่สะออน

มันหากหลายดอนขั้นดอนโขงใต้เมืองเก่า

ดอนโขงอยู่ใต้เวินข้องต่อลี่ผี

หนีไปดอนไทยพุ้นดอนมดแดงแก้งส้มป่อย

ดอนนางลอยอยู่ใต้ไปหั้นแม่นทะเล

บ่อาจพรรณนาโค้งโขงกะโขหลายบ่อน

ไหลไปตกเมืองไซ่ง่อน โขงสะดุดท่อนั้นไหลเลี้ยวสู่ทะเล…”

สรรพชีวิตถือกำเนิดและดำรงชีพอยู่ได้ด้วยน้ำ ดังนั้นแม่น้ำก็คือแม่ของสรรพชีวิต เช่นเดียวกับแม่น้ำโขง (Mekong River) แม่น้ำที่มีปริมาณน้ำเฉลี่ยต่อปีที่ปากแม่น้ำ มากเป็นอันดับที่ ๘ ของโลก (๔๗๕,๐๐๐ ล้าน ลบ.ม.) มีความยาวเป็นลำดับที่ ๑๒ ของโลก (๔,๘๐๐ ก.ม.) และมีพื้นที่ทั้งลุ่มน้ำมากเป็นอันดับที่ ๒๑ ของโลก (๗๙๕,๐๐๐ ตร.ก.ม.) ไล่ลงมาจากธิเบตจนถึงปากแม่น้ำโขงดินแดนประเทศเวียดนาม

แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อพูดถึงเรื่องสองฝั่งโขง หรือโขงสองฝั่ง เรามักจะนึกถึงความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับไทย เหมือนอย่างกลอนลำโบราณที่ผมยกมาข้างต้น จนลืมไปว่าเขตน้ำแดนดินที่แม่น้ำโขงไหลผ่านนั้น นับบ้านเมืองที่เป็นรัฐประเทศได้ถึง 6 ประเทศ คือจีนตอนใต้ พม่า ลาว ไทย เวียดนาม และ กัมพูชา

 

*  “ของ” คือนามแม่น้ำโขงในภาษาลาว ภาษาอังกฤษใช้ Mekong River ภาษาไทยเรียกแม่น้ำโขง

 

[๑] คล้ายคำนำ

โขงสองฝั่ง

2010820_82123

๑. คล้ายคำนำ

ผมตัดสินใจรื้อโครงสร้างเดิมของสารคดีชุด “โขงสองฝั่ง” ที่ทำไว้ ๕๐ ตอนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๙ เพื่อเรียบเรียงใหม่ พร้อมเพิ่มเติมข้อมูลที่ทันสมัย (Up to date) ยิ่งขึ้น และแสดงเจตนาให้ชัดเจนว่าผมเขียนงานชิ้นนี้จากประสบการณ์ตรง คำบอกเล่าของผู้รู้ และหลักฐานทางวรรณกรรมที่ผมอ่านพบ

Exif_JPEG_420ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าส่วนหนึ่งมันจะเป็นคล้ายอัตชีวประวัติ ซึ่งปกติแล้วไม่ค่อยมีใครกล้าเขียนเรื่องราวชีวิตของตัวเอง เกรงจะเข้าทำนองสุนัขยกหางตนเอง แต่มาคิดดูอีกด้านหนึ่ง ถ้าเรื่องของตนเอง ตัวเองไม่เขียนเอง มันคงได้ความจริงไม่เต็มร้อย ผมจึงตัดสินใจใหม่ จำเป็นต้องนำเรื่องราวของตนเองไปเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ในบางช่วงบางตอนด้วย

ผมแสดงความจริงใจในการเขียนงานชุดนี้ไว้ใน “ปากคำของผู้เขียนโขงสองฝั่ง” เมื่อเดือนมิถุนายน ๒๕๔๙ มีข้อความครบถ้วนดังนี้
ปากคำของผู้เขียน
“โขงสองฝั่ง”
บันทึกประสบการณ์จริงของ “สมคิด สิงสง”
เชื่อมโยงกับสถานการณ์ที่เป็นไปในลุ่มแม่น้ำโขง
“ผมเกิดในลุ่มแม่น้ำซี แม่น้ำสายยาวที่สุดของประเทศ ลุ่มน้ำซีเป็นสาขาของลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำโขงตามลำดับ แม่น้ำโขงมีต้นกำเนิดบริเวณที่ราบสูงธิเบตบนเทือกเขาตังกุลา (Tanggula) ในมณฑลฉิงไห่ (Qinghai) ของประเทศจีน ไหลผ่านมณฑลยูนนานและออกจากประเทศจีนที่เมืองเชียงรุ่ง
แม่น้ำโขงเป็นเส้นเขตแดนระหว่างจีนกับพม่า ลาวกับพม่า รวมทั้งระหว่างไทยกับลาว จากนั้นแม่น้ำโขงจะไหลออกจากประเทศลาวเข้าสู่ประเทศกัมพูชา และจากประเทศกัมพูชาเข้าสู่ประเทศเวียดนาม ก่อนจะลงสู่ทะเลจีนใต้บริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง
ในแต่ละปีน้ำจากแม่น้ำโขงมีปริมาณเฉลี่ยประมาณ ๔๗๕,๐๐๐ ล้าน ลบ.ม. มากเป็นอันดับที่ ๘ ของโลก โดยปริมาณน้ำของแม่น้ำโขงตอนบนเกิดจากการละลายของหิมะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตอนล่างได้รับน้ำจากแม่น้ำสาขาสายต่างๆ
ลักษณะทางกายภาพที่สำคัญของแม่น้ำโขงคือตลิ่งทั้งสองฝั่งสูงชันมาก ระดับน้ำในฤดูแล้งกับฤดูฝนแตกต่างกันมากถึง ๑๔ เมตร สภาพในลำน้ำโขงจะมีลักษณะเป็นเกาะ แก่งหิน โขดหิน ดอน และสันทรายปรากฏอยู่ทั่วไป และมีพื้นที่ลุ่มน้ำถึง ๗๙๕,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ลักษณะดังกล่าวก่อให้เกิดระบบนิเวศเฉพาะของแม่น้ำโขง ที่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งวางไข่ของปลาจำนวนมาก แม่น้ำโขงจึงเป็นแม่น้ำที่มีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ปลามากเป็นอันดับ ๓ ของโลก รองจากแม่น้ำอะเมซอนในอเมริกาใต้ และแม่น้ำแชร์ในแอฟริกา
ชะตาชีวิตของผมมีอันต้องพลัดพรากไปจากบ้านเกิดเมืองนอน ไปแสวงหาโอกาสทางการศึกษาที่เมืองหลวงของประเทศ และมีโอกาสเข้าร่วมในขบวนแถวอันยาวเหยียดของนิสิตนักศึกษาและประชาชนเรือนแสนเรือนล้านที่ลุกขึ้นต่อสู้โค่นล้มระบอบเผด็จการทรราช ขณะที่มีสภาพเป็นนักศึกษาคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๑๖
ใต้สถานการณ์การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม ผมตัดสินใจหันหลังให้เมืองหลวง และกลับไปบ้านเกิดเมืองนอน นำพาญาติพี่น้องดำเนินกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น โดยพึ่งแรงตนเองเป็นสำคัญ
2010820_47760การไม่ยอมค้อมหัวให้ระบอบเจ้านายกลายเป็นความผิด และถูกล้อมปราบด้วยกองกำลังติดอาวุธนับกองพัน จนต้องหนีตายเข้าป่าเมื่อมีเหตุการณ์เข่นฆ่านิสิตนักศึกษาและประชาชนที่เคยต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยและความเป็นธรรมในสังคม เมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๑๙
๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ ชี้ชะตาชีวิตของผม ผมเลือกหวนคืนบ้านเกิด
๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ กำหนดชะตากรรมให้ผมไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากแหกวงล้อม ๒ กองพัน เล็ดลอดออกจากกรงเล็บของพญามัจจุราชที่จ้องจะเอาชีวิตผม เปรียบได้ดังพญานกเหยี่ยวที่กำลังถลาร่อนลง พุ่งจะงอยปากและกางกรงเล็บหมายเอาชีวิตลูกไก่น้อยตัวเดียว
สถานการณ์เหล่านั้นทำให้ผมต้องใช้ชีวิตเดินเท้าทางไกล ขึ้นเขาลงห้วย ประทับรอยเท้าของผู้หนีตายลงบนเทือกเขาดงมูล ภูพาน ข้ามฝั่งแม่น้ำโขงเลาะเรื่อยไปจนถึงชายแดนจีนลาว แล้วก็กลับสู่เทือกภูพาน ข้ามลุ่มน้ำลำพันชาด ข้ามลำน้ำปาวหวนคืนสู่ดงมูล เขาสวนกวาง ภูพานช่อฟ้า ข้ามลำน้ำพองสู่ภูพานคำ มุ่งหน้าสู่หัวภูเม็ง เดินเท้าไปตามทิวเทือกภูผาดำ ภูผาแดง เพื่อกลับไปพบหน้าญาติพี่น้องที่ซับแดง
ในเส้นทางเหยียดยาวและทุรกันดาร ย่อมมีเรื่องราวมากมายนับไม่ถ้วนที่ผมอยากเล่า อันนอกเหนือไปจากบางฉากที่มีผู้เล่าไปก่อนหน้านี้แล้ว
โดยเฉพาะเมื่อสืบสาวราวเรื่องลึกลงไปในประวัติศาสตร์ ยังมีหลายเรื่องที่เราไม่รู้
เมื่อไม่มีความรู้ในเรื่องรากเหง้าดั้งเดิมของตน จะหาความทะนงใจในชาติกำเนิดของตนได้อย่างไร?
ผมคิดอย่างนี้!
การเรียนรู้ประวัติศาสตร์จะทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบัน ทำให้สามารถกำหนดชะตาอนาคตได้อย่างเหมาะสม
ยิ่งเรียนรู้ย้อนกลับเข้าไปในประวัติศาสตร์ได้ลึกซึ้งและยาวนานเพียงใด ยิ่งจะทำให้วิสัยทัศน์ต่ออนาคตของเรามีความแจ่มแจ้งและมั่นใจที่จะฝ่าข้ามไป
องค์ความรู้ในเรื่องศิลปะ วรรณกรรม วัฒนธรรม วิถีชีวิตของผู้คนตลอดลุ่มน้ำโขง เป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน สิ่งที่ผมเพียรค้นคว้าและพบเห็นมาด้วยตาของตัวเองในช่วงชีวิตที่ผ่านมา เป็นเพียงเศษเสี้ยวที่เล็กน้อยเท่านั้น
จึงหวังว่า “โขงสองฝั่ง” ในความคิดอ่านและประสบการณ์ที่ผมนำเสนอไว้นี้ อย่างน้อยก็จะเป็นการเปิดประเด็นการเรียนรู้รากเหง้าเหล่ากอของตน เพื่อนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้ที่ละเอียดลออ ลึกซึ้ง และครบถ้วนรอบด้านยิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป”
อ่านความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 7 อณูทิพย์ธารทอง วันที่ : 05/11/2010 เวลา : 19.21 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Anutip
ประสบการณ์..วิถีชีวิตอีสานและแถบลุ่มน้ำโขง..ยากที่จะหาคนถ่ายทอดฝากไว้ในแผ่นดินอย่างหลากหลาย..แบบคนรู้จริง พี่สมคิด สิงสงน่าเป็นคนหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดตำนานแถบนี้ในบางช่วงเวลาของการมีชีวิตอยู่ได้อย่างไม่เคอะเขิน..ด้วยจิตคาวะครับพี่..

ความคิดเห็นที่ 6 เยี่ยมทองน้อย วันที่ : 22/08/2010 เวลา : 06.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/yiumthongnoy
จากกาสรคำฉันท์ถึงโขงสองฝั่ง นี่คือชิ้นงานที่บอกเล่าตัวตนของสมคิด สิงสง เขาไม่เพียงเป็นคนที่มีหัวใจมอบให้กับผู้คนที่ทุกข์เข็ญ หากทว่ายังร่ำรวยในศิลปะวัฒนธรรม วรรณกรรม และวิถีชีวิตผู้คน สมแล้วทีคณะวารสารศาสตร์จะมอบปริญญาดุษฎีกิติมศักดิ์ให้อย่างไม่เคอะเขิน ผมไม่ทราบว่า อธิการบดี คหบดีเอาหูเอาตาไปอยู่ใส จึงมองไม่เห็นคุณค่าของสมคิด สิงสง หรือเพราะว่าเขาเคยเข้าป่าจับปืนสู้กำอำนาจเผด็จการทรราช จั่งซี้มันต้องถอน งึกๆงักๆมันเป็นงึกๆงักๆ

ความคิดเห็นที่ 5 มะอึก วันที่ : 21/08/2010 เวลา : 11.27 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/panakom
ผมจะตามอ่านครับ
แม้จะเป็นชาวใต้…แต่รักแม่น้ำโขงมาก ๆ

ความคิดเห็นที่ 4 เช่นนั้นเอง วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 18.43 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kbd
ความเพียรเป็นกิจที่ต้องทำวันนี้, ใครจะรู้ความตาย แม้พรุ่งนี้
ลุงสมคิด สิงสง เป็นคน up-to-date (ทันสมัย) อยู่เสมอ ใช่ไหมคะ อย่าลืมทำเป็นไฟล์ pdf สำหรับเผยแพร่ที่อื่นๆ ด้วยนะคะ รอชมผลงานอดีตนักศึกษาวารสารศาสตร์ มธ. ค่ะ
ปล. ขออนุญาตนำคลิป(แอบถ่าย) บรรยายพิเศษเรื่อง นโยบายสาธารณะในยุคธรรมาภิบาล ไปเผยแพร่ที่บล็อกเคบีดีนะคะ

ความคิดเห็นที่ 3 สมคิด_สิงสง วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 14.48 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
ขอเปลี่ยนคำว่า Update เป็น Up to Date ครับ

ความคิดเห็นที่ 2 สมคิด_สิงสง วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 13.35 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kongsongfang
ผมจะขอผ่านบทคล้ายคำนำไปสู่บทต่อไปในวันนี้เลยครับ

ความคิดเห็นที่ 1 nuphong26 วันที่ : 20/08/2010 เวลา : 13.26 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/nuphong26
รออ่านตอนต่อไปด้วยใจจดจ่อครับ

 

ขายควาย

เรื่องสั้น : สมคิด สิงสง

ขายควาย

พ่อกับแม่แลตามหลังบักแหลมไปจนรถควายเลี้ยวโค้งออกถนนใหญ่ลาดยาง มันเป็นควายตัวที่งามและแข็งแรงที่สุดที่เคยมีมา ทั้งพ่อและแม่รักมันเสมอลูกในไส้ เมื่อจำเป็นต้องขายไปจึงเท่ากับขายลูกกิน สองเฒ่าถึงกับคอตกไปเป็นผักลวก

“กูรู้ว่าพวกสูคึดฮอดมัน” ลุงจารย์คนใกล้ชิดออกปากเป็นเชิงปลอบใจ

พ่อได้แต่สั่นหัว เพราะไม่รู้จะพูดจาด้วยถ้อยคำใด

“ควายกับนาเป็นของคู่กัน ถ้าขายควายก็ไม่รู้จะเอาอะไรทำนา”

“ใช่พ่อลุง แต่ฟ้าฝนสิมันไม่ช่วย ถ้าไม่ขายก็อดตาย”

“จริงของมึง ถึงมีควาย มีนา ถ้าไม่มีน้ำก็ไม่มีความหมาย”

พ่อทรุดตัวลงนั่งอย่างเหนื่อยใจ ส่วนแม่เลี่ยงขึ้นเรือนไปเตรียมสำรับมื้อเช้า

“นั่งก่อนสิลุงจารย์ ไม่รีบไปไหนไม่ใช่รึ?” พ่อเอาผ้าขาวม้าผืนที่พาดบ่าปัดแคร่ไม้ไผ่ปุบปับ

“กูว่าราคามันไม่สมควาย” เฒ่าลุงจารย์เปรยขึ้นเมื่อหย่อนก้นลงนั่งข้างๆ พ่อ

“มันก็ไม่สมอย่างพ่อลุงว่า แต่ก็จนใจ เขาไม่ยอมขึ้นให้อีกแม้สักบาทเดียว”

“ก็อย่างว่า..”

คนทั้งสองเงียบงันไปเหมือนหมดคำพูด

ขายควายเล็ก

“ข้าวจะเป็นเกลือ เสือจะครองบ้าน ปอป่านจะเป็นทองคำ”

พ่อได้ยินคำทำนายทายทักอย่างนี้ปีแล้วปีเล่า นับแต่ทางการเริ่มตัดทาง คำทำนายจะเปลี่ยนไปทุกๆ ปี มันจะเป็นถ้อยคำคล้องจองเหมือนคำกลอน ฟังดูมีความศักดิ์สิทธิ์และเฉียบขาดแฝงอยู่ในนั้น ไม่มีใครรู้ว่ามันออกจากปากของใครก่อนที่จะเข้าหูตน รู้แต่ว่าถ้อยคำศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะเล่าลือกันมาจากในตลาด คนที่สามารถตีความถ้อยคำเหล่านี้คือผู้ที่เคยบวชเรียนเขียนอ่านมาบ้าง หรือไม่ก็ต้องเคยผ่านเมืองผ่านนามาสักหน่อย

“กูว่าข้าวเปลือกมันจะราคาตกต่ำเหมือนเกลือ ที่ว่าเสือจะครองบ้านนั่นคงจะหมายถึงหมูว่ะ หมูคงจะขายไม่ออก คงจะต้องเลี้ยงไว้เต็มบ้านเต็มช่องเพราะไม่เป็นราคา แต่ที่แน่ๆ ปอจะเป็นราคาแหงๆ เลย..”

ลุงจารย์วางท่าเป็นนักปราชญ์แห่งหมู่บ้าน แกมักจะเป็นผู้ตีความหมายถ้อยคำปริศนาที่ว่านี้เสมอมาทุกๆ ปี

“งั้นทำไร่ปอก็มีทางรวย” ผู้คนโสเหล่กันเมื่อปีที่ทางการตัดถนนเสร็จใหม่ๆ

แล้วป่าดงพงหนาอันเป็นทำเลที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพรรณและสัตว์ป่าก็ถูกโค่นถาง แปรเป็นพื้นที่เพาะปลูก ไม่กี่ปีก็เหี้ยนเตียนสุดสายหูสายตา พอถึงหน้าเก็บเกี่ยวหมากผลก็จะมีรถบรรทุกเข้ามารับซื้อถึงบันไดเรือน

ใครๆ ล้วนพูดกันแต่ว่าสมัยนี้บ้านเมืองเจริญแล้ว ทางการท่านทุ่มเทงบประมาณมหาศาลในการพัฒนาประเทศ เรื่องนี้ไม่เพียงแต่ลุงจารย์ปราชญ์ประจำหมู่บ้านเท่านั้นที่รู้ดี แม้แต่พ่อผู้อ่านหนังสือไม่ออกสักตัวก็พอจะรู้อยู่เหมือนกัน สิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะมีก็เกิดมีขึ้น สิ่งที่ไม่เคยคาดว่าจะเห็นก็ได้เห็น

“ทางการจะสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำพองนะมึง เมื่อวานกูไปแจ้งเกิดให้บักหำน้อยได้ยินกำนันแกว่า” ลุงจารย์รู้ข่าวก่อนผู้ใหญ่แพงด้วยซ้ำไป

“เขาจะปั้นเขื่อนกั้นตรงช่องภูพานคำต่อกับภูพานน้อย”

แล้ววงโสเหล่เสวนาก็หยิบยกเรื่องเขื่อนขึ้นมาถกกันรอบกองไฟในฤดูหนาวจัดปีนั้น

“คงจะใหญ่กว่าฝายใหญ่กำนันแสง?” บางคนพยายามวาดภาพสิ่งที่เรียกว่าเขื่อน

พ่อเป็นคนพูดน้อย ได้แต่นั่งฟัง

“ไอ้บ้า.. มันคนละเรื่อง นี่เขื่อน บ่แม่นฝาย” ลุงจารย์อวดภูมิของแก หลายคนต้องหุบปาก “ฝายน่ะเขาเอาดินทำ แต่เขื่อนต้องทำด้วยปูน..”

“อ้อ.. ถ้างั้นนาแถวนั้นก็สบายสิ?”

“แถวไหน?”

“ก็หน้าเขื่อนนั่นไง”

“ไอ้บ้า.. ถ้าปั้นเขื่อนขึ้นมา แถวหน้าเขื่อนมันจะทำนาได้ไง ไม่เชื่อพวกมึงคอยดู กูว่ามันจะต้องเป็นทะเลเชียวล่ะ..” ลุงจารย์พูดเหมือนกับว่าตัวเองเคยเห็นทะเลมาแล้ว ความจริงก็เคยเห็นแต่ในหนังขายยา

“อ้าว.. ถ้าทำนาไม่ได้แล้ว เขาทำเขื่อนทำไมล่ะ?” หลายคนพยักหน้าเห็นดีกับคำถามนี้

“เขาก็ทำไฟฟ้าสิ ไอ้บ้า.. สร้างเขื่อนน่ะมันต้องใช้ทุนเป็นล้านๆ นะมึง หน็ยจะให้สร้างเขื่อนเอาน้ำทำนา”

ปราชญ์แห่งหมู่บ้านทำสุ้มเสียงอย่างหยามหยันในความไม่รู้ของผู้คน

ถึงอย่างไรพ่อก็ยังไม่เข้าใจสิ่งที่ลุงจารย์พูดอยู่ดี แกนึกไม่ออกว่าจะเอาน้ำมาทำไฟฟ้าได้อย่างไร

ขายควายเล็ก

คนอย่างพ่อไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าทางการบ้านเมืองมีแผนจะพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมแห่งชาติอย่างไร แต่เมื่อมีคำทำนายทายทักออกมาว่าปีนั้นปอจะได้ราคาดี มันก็เหมือนคำสั่งอันเฉียบขาดให้แกต้องลงมือแผ้วถางหัวไร่ปลายนาเป็นการใหญ่ และก็ด้วยน้ำเหงื่อน้ำแรงของพ่อกับแม่และลูกๆ ก่อนจะถึงหน้าทำนาก็ได้หยอดเมล็ดปอแก้วไว้แล้วตั้ง 10 ไร่ ไม่น้อยหน้าไปกว่าใครๆ ในหมู่บ้าน

“ปอจะต้องทำเชือก ข้าวเปลือกจะเป็นทองคำ บักสามหำจะเป็นราคา..”

สามสี่ปีให้หลัง คนทำไร่ปอเริ่มคอตกเมื่อมีคำทำนายออกมาเป็นทำนองว่าปอฟอกจะไม่เป็นราคา

“บักสามหำนี่มันมันหมายถึงอันใดกันล่ะลุงจารย์?”

“ก็.. หมูไง”

“อ้อ.. งั้นหมูคงขึ้นราคานะ?”

“มึงจะเอาไหมล่ะ พวกตลาดมาบอกกูไว้ว่าผู้ใดอยากได้หมูน้อยมาเลี้ยงเขาให้ติดต่อ”

“แต่รำมันแพงเหลือเกิน”

“เฮ้ย.. รำแพงก็ขายหมูสิ ไอ้บ้า.. ก็หมูมันเป็นราคาจะให้รำถูกได้ไง”

ก็เป็นอันว่าใครมีโรงสีก็ได้ขายรำเป็นเงินเป็นทองขึ้นมา เพราะใครๆ ในหมู่บ้านก็หันมาเลี้ยงหมู พ่อเห็นคนอื่นเลี้ยงหมูกันเป็นแถว กลัวจะไม่มี “บักสามหำ” ไว้ขาย ก็ต้องไปเป็นหนี้ลูกหมูมาเลี้ยงกับเขาด้วยเหมือนกัน เพราะถ้ามันขึ้นราคาจริงๆ แล้วจะเสียเปรียบบ้านเมืองเขา แต่ทางไร่ปอก็ไม่ทิ้ง ถ้าไม่ทำผืนไร่ก็จะรกเรื้อกลายเป็นป่าไปเหมือนเดิม ครั้นปีต่อมาเกิดปอเป็นราคาขึ้นมาอีกจะต้องเสียแรงขุดก่นใหม่ ดังนั้นจึงสู้ทนทำไร่ปอกับเลี้ยงหมู ส่วนงานนานั้นเป็นของแน่อยู่แล้ว ไม่มีใครบ้าพอที่จะทิ้งนาไว้ว่างๆ ไม่งั้นก็คงอดตาย จะให้หาเงินมาจากไหนสำหรับซื้อข้าวสารหวาดไหว ทุกคนทำนาเอาข้าวไว้กิน

ขายควาย

ถึงบ้านเมืองจะทันสมัยสักปานใด แต่ควายก็ยังเป็นของคู่ไร่คู่นาเสมอมา หลายคนอาจใฝ่ฝันอยากได้รถแทร็คเตอร์มาใช้แทนควาย แต่มันก็เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้น ในความเป็นจริงถ้าหากจะซื้อรถแทร็คเตอร์สักคัน มันหมายถึงต้องขายทุกสิ่งทุกอย่าง ต้องขายเรือน ขายนา ขายควายทุกตัวที่มีในคอก

เมื่อไม่มีไร่และไม่มีนา แล้วจะเอารถแทร็คเตอร์มาทำอะไร แต่กระนั้นบางรายก็ใจป้ำ ลงทุนขายทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้ได้รถแทร็คเตอร์อย่างว่า ก็เลยกลายเป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกไปในภายหลัง เพราะในตอนตัดสินใจนั้นมองเห็นแต่ทางได้ รับจ้างไถไร่ละร้อยสองร้อยบาท ไม่กี่ปีก็จะได้ทุนคืน จากนั้นจะเป็นกำไรสำหรับซื้อนาคืนมา

แต่ในความเป็นจริงมันมีแต่ทางเสียซะมากกว่า ไหนจะค่าน้ำมัน หน่อยก็ผาลไถแตก เดี๋ยวก็นั่นเสียนี่เสีย ทั้งจะต้องส่งงวด ทั้งจะต้องเสียค่าซ่อม อะไหล่ตัวหนึ่งราคาสี่พันห้าพัน หาได้มาหมดไปกับน้ำมันและรายการซ่อม ทำไปทำมาก็เลยหมดตัวอย่างง่ายดาย

“ก็พวกมึงไม่ฟังดูให้ดี ขึ้นชื่อว่ารถน่ะ มันลดจริงๆ รถปิ๊กอัพ รถสองแถว รอมอเตอร์ไซค์ มันลดทั้งนั้น.. ยิ่งรถไถนี่.. ทั้งลดทั้งไถ..” ลุงจารย์สาธยายเรื่องรถให้ใครต่อใครได้หัวร่ออีกเหมือนกัน

“ไอ้อย่างพวกเรานี้มันคิดอ่านทำอะไรกับเขามีแต่หมดเนื้อหมดตัวนะลุงจารย์”

บางคนว่าอย่างปรับทุกข์

“ก็ไอ้บ้า.. มีทุนนิดเดียว แต่คิดการใหญ่ มันก็เจ๊งวันยังค่ำ”

“อ้าวคนอื่นล่ะ ที่เขารวยๆ นั่น?”

“เขามันทุนถึง.. แล้วอีกอย่างสมัยนี้มันเป็นยุคจรวด ทำอะไรมันต้องใช้หัวคิดปัญญาทั้งนั้น เดี๋ยวนี้หัวคิดคนเรามันไปถึงโลกพระจันทร์แล้ว”

“มันก็อย่างว่า” ผู้คนแห่งหมู่บ้านพากันปลดปลง “เรื่องความคิดปัญญานี่เราสู้เขาไม่ได้”

ขายควายเล็ก

“ขายอะไรก็ขายเถอะ แต่อย่าให้กูต้องขายควายกับเขาเลย”

ลุงจารย์ว่าอย่างเคร่งเครียด ตกมาปีนี้แกไม่ค่อยมีอารมณ์ขันให้ใครต่อใครได้หัวร่อเหมือนที่ผ่านมาเท่าใดนัก

“ฉันเองก็อยากจะขายซะเมื่อไหร่.. บักแหลมมันกำลังอ้วนพี อีกอย่างก็มีกับเขาตัวเดียวเท่านั้น”

“กูรู้ว่าพวกสูคึดฮอดมัน.. แต่อย่างว่าล่ะวะ”

“ใช่.. ลุงจารย์ ถ้าไม่ขายก็ไม่มีอะไรจะกิน”

“คนบ้านเราขายควายออกบ้านไปเกือบห้าสิบตัวแล้วปีนี้ ยังเหลือแต่กู.. ทิดสี.. ทิดมี..” แกนับนิ้วมือ “แต่อย่างว่า.. มันก็ต้องขอดน้ำก้นบ่อให้มันกิน ฟ้าฝนปีนี้ก็ไม่รู้มันเป็นอะไร ขืนเป็นอย่างนี้อีกสักปีสองปี แถวนี้ต้องเป็นบ้านร้างแน่”

“มันแล้งหลวงแล้วปีนี้” พ่อพึมพำเหมือนคนละเมอ

“ว่าแต่มึงเมื่อไหร่จะเอาเงินไปฝาก?” ลุงจารย์กล่าวด้วยสุ้มเสียงห่วงใย

“คิดว่าสายๆ หน่อยนี่ล่ะลุงจารย์”

“ดีแล้ว.. อย่าเอาเงินไว้เรือนเป็นอันขาด สมัยนี้มันอดอยาก สองวันก่อนก็ปล้นกันทางบ้านดงเย็น ขายควายได้เงินหมื่น ยังไม่ทันข้ามคืนก็ถูกปล้น”

ขายควาย

พ่อกลับจากตลาดพร้อมรถคิวบ๊วย เสียผู้คนเอะอะกันกลางหมู่บ้านทำให้พ่อต้องเตร่ไปดูก่อนขึ้นเรือน ฟังเสียงคนโจษขานกันขรมคงเป็นเรื่องร้าย

“ไอ้มีพาพวกตามรอย กูกับลุงจารย์จะไปแจ้งโรงพักให้เขาลัดตรวจตามด่าน ควายมันต้องขึ้นรถแน่ๆ..”

ผู้ใหญ่แพงยืนออกคำสั่งอยู่กลางทางหลวง ผู้คนพลุกพล่านปานผึ้งแตกรัง

“ควายใคร?”

พ่อร้องถามเมื่อรู้ว่าคนทั้งหลายโจษขานกันเรื่องควายหาย

“ควายลุงจารย์ บักตู้ตัวงามของแกนั่นแล้ว”

ลุงจารย์เหลือบเห็นพ่อพอดี

“บักทิด มึงไปกับกู ต้องรีบไปหาตำรวจ ให้เขาลัดด่าน”

“เดี๋ยวก่อน ให้ข้อยเอาของไปเรือนคราวเดียว..” พ่อบอกพร้อมหันหลังกลับคืนเรือนอย่างเร่งร้อน

“เขาเอาควายบักตู้ลุงจารย์ไปกินแล้ว” แม่รีบรายงาน

“เออ ข้อยรู้แล้ว” พ่อไม่ยอมนั่ง “ว่าแต่มันเอาตั้งแต่เมื่อไหร่?”

“บักหำมันว่าไม่เห็นควายตั้งแต่บ่าย ตามหาอยู่ตั้งโดนนานก็ไม่เห็น..”

“โอ.. ถ้างั้นไม่ต้องเสียเวลาตามแล้ว”

“เห็นเขาว่าควายต้องขึ้นรถ..”

“สมัยนี้มันต้องขึ้นรถทั้งนั้นแหละ หายตั้งแต่บ่ายจนป่านนี้ค่อยออกตาม ข้อยว่ามันเป็นเนื้อกิโลไปแล้วละ..”

“เคราะห์ดีนะเราขายบักแหลมไปซะก่อน”

แม่ลืมความเสียดายควายบักแหลมไปทันที

ปกเตรียม

 

เขียน 2524

ตีพิมพ์ครั้งแรก “สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์” กรุงเทพมหานคร ปีที่ 28 ฉบับที่ 21 วันอาทิตย์ 15 พฤศจิกายน 2524

ตีพิมพ์ครั้งที่ 2 โดยสมาคมภาษาและหนังสือแห่งประเทศไทยฯ

ตีพิมพ์ครั้งที่ 3 นสพ. “ข่าวมิตรภาพ” ขอนแก่น ปีที่ 1 ฉบับที่ 7 1-15 กุมภาพันธ์ 2530

ตีพิมพ์รวมเล่มในชุด “คนบนมอ” โดยบริษัทสำนักพิมพ์ดอกหญ้า (1988) จำกัด พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2533 และพิมพ์ซ้ำอีก 4 ครั้งในเวลาต่อมา สำนักกระท่อมลายสือตีพิมพ์ “คนบนมอ” ครั้งที่ 5 เมื่อปี พ.ศ.2558

7-11-01

Fund-raising by Donation

 

เขียนสมุดที่ไร้บรรทัด

FB_IMG_1520852581919

๏ หน้ากระดาษแผ่นใหญ่ไร้บรรทัด

จะวางจัดแถวทิวริ้วเรือกสวน

เป็นบรรทัดในใจที่ใคร่ครวญ

เป็นกระบวนการผลิตที่ติดดิน

Exif_JPEG_420

๏ หน้ากระดาษของเรา เรากำหนด

จะจารจด วาด เขียน มิจบสิ้น

เขียนเป็นข้าว ผัก ปลา ผลากิน

เขียนงัวควายยังถิ่นแผ่นดินบุญ

image_35

๏ เราจักวาด คันแทนา ตาหมากรุก

สูงต่ำบุก แบ่งระดับ รับน้ำหนุน

จนทั่วถึงถ้วนทุกแปลงเป็นต้นทุน

บำรุงดินสมดุลสมบูรณ์ดี

นา

๏ เราจักเขียนข้าวเขียวรอเคียวค้อม

ด้วยนอบน้อมแม่โพสพครบถ้วนถี่

เขียนนิยาย หว่านดำหน่อ กอกวี

เพื่อเก็บเกี่ยวพร้อมพลีวิถีงาม

๔

๏ หน้ากระดาษแผ่นใหญ่ไร้บรรทัด

ประจงจัดสุนทรีย์วจีขาม

ปลูกอักษรเต็มทุ่งคุ้งเขตคาม

ประกาศนามเกษตรกรอักษรพันธุ์

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-3

๏ “ท่องหนังสือง่ายกว่าเป็นไหนไหน”

กสิกรรมยิ่งใหญ่จักสร้างสรรค์

ด้วย “สันติประชาธรรม” เป็นสำคัญ

จักปลูกมั่นดีงามทาบตราบนิรันดร์๚๛

สมคิด สิงสง

ดาลใจจาก “สมุดที่ไร้บรรทัด” ของ “พระไม้” เมื่อ 12 มีน 61

@เฮือนดินตีภู : เสนาสนะสัปปายะ ยามค่ำคืน 12 มีนาคม 2561

7-11-01

 
 
%d bloggers like this: