RSS

(๔) ตำนานแม่น้ำและบ้านเมืองในอุรังคธาตุนิทาน

ทวนทาง-1

นิทานอุรังคธาตุ  อุรังคธาตุนิทาน หรืออุรังคธาตุเทศนา เป็นนามหนังสือเรื่องเดียวกัน มีเนื้อหารวม ๑๒ บั้น (บท) เริ่มจากบทแรกที่ว่าด้วย “พระปรเมศวรตั้งพระพานเป็นใหญ่” ที่กล่าวถึงเหตุวิวาทบาดหมางในหมู่พญานาคที่อาศัยอยู่หนองแส
หนองแสที่ว่านี้คือ “ทะเลสาบเอ๋อไห่” ในมณฑลยูนนาน เหนือเมืองเชียงรุ่ง แคว้นสิบสองปันนาขึ้นไป ซึ่งเป็นเขตน้ำแดนดินในของลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน

วัดเชียงรุ่ง

หน้าวัดบ้านสวนหม่อน เมืองเชียงรุ่ง สิบสองปันนา

ในอดีตเขตแดนดังกล่าวคืออาณาจักรน่านเจ้าของชนชาติไทหรือไต ก่อนที่จะขยับขยายไปยังเขตแดนต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ในแดนดินที่เป็นรัฐพม่า ลาว ไทย เวียดนาม กัมพูชา เป็นต้น

 

 

 

ตำนานแม่น้ำในลุ่มน้ำโขง

เรื่องราวในนิทานกล่าวว่า เวลานั้นยังมีนาคสองตัวเป็นเสี่ยวฮักแพงกัน ตัวหนึ่งอยู่หัวหนองชื่อ “พินทะโยนาควัตตี” อีกตัวอยู่ท้ายหนองชื่อ “ทะนะมุนละนาค” และ มีหลานชื่อ “ชีวายะนาค” ทั้งสองมีสัญญากันว่าใครได้อาหารสิ่งใดในเขตแดนของตน ต้องแบ่งปันกันและกัน โดยให้หลานที่ชื่อชีวายะนาคเป็นพยาน

ครั้งหนึ่งนาคตัวที่อยู่ท้ายหนองได้ช้างสารที่ตกลงมาตายในน้ำ จึงแบ่งปันช้างนั้นซีกหนึ่ง ต่อมาอีกสองสามวันมีเม่นตกน้ำตายทางหัวหนอง คู่สัญญาก็ปฏิบัติอย่างเดียวกัน คือแบ่งเนื้อเม่นซีกหนึ่งให้เพื่อน
            ปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากนาคไม่รู้ว่าช้างกับเม่นมันต่างขนาดกัน จึงเกิดข้อกังขา โดยดูจากขนแล้วเม่นน่าจะตัวใหญ่กว่าช้างมากนัก แต่ส่วนแบ่งที่ได้ทำไมน้อยนิด กินไม่พออิ่มท้อง ทั้งคู่ถกเถียงและใช้กำลังต่อสู้กันจนน้ำหนองแสขุ่นเป็นตม สัตว์ทั้งหลายที่อาศัยในน้ำล้มตายหลวงหลาย พวกเทวดาผู้รักษาหนองแสห้ามปานใดก็ไม่ฟัง
          เทวดาจึงขึ้นไปไหว้พญาอินทร์ เมื่อพญาอินทร์รู้เหตุจึงให้ท้าวจตุโลกบาลลงมาไล่นาคทั้งสามนั้นหนีไปจากหนองแส นาคทั้งสามจึงพากันเลื้อยหนีจนเกิดเป็นแม่น้ำลำคลองสายต่างๆ เช่นอุรังคนที หรือแม่น้ำอู (อุระ) เกิดจากการขุดด้วยอกของตน
พินทะโยนาควัตตีหนีไปทางเมืองเชียงใหม่ เกิดเป็นแม่น้ำพินหรือพิงค์ (ปิง) ตั้งชื่อบ้านเมืองว่าโยนาควัตตีนคร หรือโยนก ตามชื่อโยนาควัตตี
ทะนะมุนละนาคและชีวายนาคขุดลงไปถึงเมืองสีโคดตะบอง เส้นทางจากอุรังคนทีจนถึงเมืองสีโคดตะบองเกิดเป็นทะนะนทีเทวา หรือแม่น้ำโขง และมีเรื่องราวการเกิดแม่น้ำมูน (ทะนะมุนละนาค) แม่น้ำซี (ชีวายะนาค) และแม่น้ำลำคลอง ตลอดจนภูเขาเลากาอื่นๆ โดยที่มีเหตุมาจากการอพยพเคลื่อนย้ายจากหนองแสคราวนั้น
          เรื่องราวในนิทานอุรังคธาตุบทต่อๆ ไปเป็นเรื่องราวพุทธทำนาย และการลงหลักปักฐานของพระพุทธศาสนาในเขตน้ำแดนดินแถบลุ่มแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาอันเกิดแต่การขุดก่นของเหล่านาคจากหนองแส

เมืองสีโคตตบูรณ์ หรือสีโคดตะบอง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพระธาตุพนม ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุทรวงอก หรืออุรังคธาตุ ของสมเด็จพระโคตมะสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นชื่อบ้านนามเมืองตามพระนามของพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๔ นี้

ตำนานเมืองสีโคตบูรณ์

ตำนานอุรังคธาตุที่ระบุว่าเป็น “ฉบับเดิม” ได้พรรณนาเรื่องราวของบ้านเมืองที่มีนามว่าสีโคตบูรณ์ไว้อย่างละเอียด.. ความว่า

ครั้นเมื่อ พระพุทธองค์เสด็จจากหนองคันแทเสื้อน้ำ ไปประทับอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ทอดพระเนตรเห็นแลนคำแลบลิ้น และแลนคำตัวนั้นแหม่นปัพพารนาค ตัวที่อยู่ภูเขาหลวงริมน้ำบางพวน เนรมิตให้เป็นเหตุ  นาคตัวนั้นประดับสังวาลย์คอด้วยแก้วปัพพา เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าปัพพารนาค แล้วกลับเนรมิตเป็นมนุษย์นุ่งผ้าขาวเสื้อขาวเข้ามารับเอาบาตร และราธนาพระพุทธเจ้าไปสู่ภูเขาหลวงสถิตย์ในร่มไม้ปาแป้งต้นหนึ่ง  ปัพพารนาคถวายภัตตาหารพระพุทธองค์ทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว จึงประทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งแก่ปัพพารนาค แล้วเสด็จไปฉันเพนณะที่ใกล้เวินหลอด คนทั้งหลายเรียกที่นั้นว่าเวินเพนมาเท่ากาลทุกวันนี้

ยังมีพญานาคตัวหนึ่งชื่อว่า สุกขนาคหัตถี เนรมิตเป็นช้างพลายถือดอกไม้เข้ามาขอเอารอยพระบาท  พระพุทธองค์ทรงย่ำรอยพระบาทไว้ที่แผ่นหิน ไกลริมแม่น้ำ ชั่วเสียงช้างร้องได้ยิน ช้างตัวนั้นก็เข้าไปไหว้อุปฐากด้วยงวงยกขึ้นใส่หัว แล้วก็หลีกหนีไป น้ำที่นาคตัวนั้นอยู่เรียกชื่อว่าเวินสุข แล้วคนทั้งหลายได้พร้อมกันเอาทองมาหล่อเป็นพระรูปใหญ่เท่าองค์พระตถาคต ประดิษฐานไว้ณที่ฉันเพนนั้น พญานาคตัวนั้นจึงเอารูปพระพุทธองค์หนีจากที่นั้น ไปไว้ในแม่น้ำ ณ ที่อยู่แห่งตน คนทั้งหลายจึงได้เรียกที่นั้นว่าเวินพระเจ้ามาถึงกาลบัดนี้

แต่นั้นพระพุทธองค์จึงเสด็จไปสู่เมืองศรีโคตรบอง เพียงที่อยู่แห่งพญาปลาตัวหนึ่ง  ปลาตัวนั้นได้เห็นพระรัศมีของพระพุทธองค์จึงได้พาบริวารล่องไปตาม  พระพุทธองค์ทรงเห็นการณ์ดังนั้นจึงทรงแย้มพระโอษฐ์ เจ้าอานนท์จึงทูลถามว่า พระองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ด้วยเหตุอันใด  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ตถาคตเห็นพญาปลาตัวหนึ่ง พาบริวารมาถึงฝั่งน้ำที่นี้ และพญาปลาตัวนี้ เมื่อเป็นมนุษย์ได้บวชในสำนักพระพุทธเจ้าองค์ชื่อว่า กัสสป ได้มาถึงแม่น้ำที่อยู่นั้น ภิกษุรูปนั้นได้เด็ดใบไม้กรองน้ำฉัน เมื่อใกล้จุติมีความกินแหนงในการที่ได้กระทำนั้น จึงได้มาเกิดเป็นพญาปลาอยู่ในแม่น้ำที่นั้น เมื่อมันได้เห็นรัศมีและได้ยินเสียง ฆ้อง, กลอง, แส่ง (ฉาบ) จึงได้ออกมาจากที่อยู่เป็นอาจิณ ด้วยเหตุว่า มันเคยได้เห็นรูปารมณ์ และได้ยินสัททารมณ์อันดีมาแต่เมื่อก่อน จึงได้รู้สัพพสัญญานั้นๆ และพญาปลาตัวนี้จักมีอายุยืน ตลอดถึงพระอริยเมตไตรยโพธิสัตว์ ลงมาตรัสเป็นพระพุทธเจ้า จึงจักได้จุติจากชาติอันเป็นปลามาเกิดเป็นมนุษย์ แล้วออกบวชเป็นภิกษุในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น

เมื่อพญาปลาตัวนั้น ได้ยินพระพุทธพยากรณ์อันนี้ก็ชื่นชมยินดียิ่งนัก จึงมาคำนึงนึกแต่ในใจว่า อยากจะได้ยังรอยพระบาทของพระศาสดาไว้เป็นที่สักการะ  พระพุทธองค์ทรงทราบจึงทรงพระเมตตา อธิษฐานรอยพระบาทไว้ที่โหง่นหิน (ก้อนหิน) ในน้ำที่นั้น  คนทั้งหลายจึงเรียกที่นั้นว่าพระบาทเวินปลามาเท่ากาลบัดนี้

ครั้นแล้ว พระพุทธองค์ก็เสด็จมาทางอากาศ ลงประทับที่ดอยกัปปนคิรี คือว่าภูกำพร้า ในราตรีนั้น วิสสุกรรมเทวบุตรลงมาอุปฐากพระพุทธองค์อยู่จนตลอดรุ่ง  กาลนั้นพระพุทธองค์ทรงผ้า แล้วเอาบาตรห้อยไว้ที่หง่าหมากทัน (กิ่งพุดทรา) ไม้ปาแป้งต้นหนึ่งเบื้องทิศตะวันตก แล้วเสด็จลงไปสู่ริมแม่น้ำที่นั้น เพื่อชำระพระบาท บัณฑุกัมพลศิลาอาศน์ของพระยาอินทร์ก็กระด้างแข็ง พระยาอินทร์เห็นเหตุดังนั้น ก็เสด็จลงไปสู่ป่าหิมพานต์ นำเอาน้ำแต่สระอโนดาตพร้อมด้วยไม้สีฟันมาถวาย พระพุทธองค์ทรงชำระแล้ว ก็ทรงบาตรผินพระพักตร์สู่ทิศตะวันออก แล้วก็เสด็จไปประทับอิงต้นรังต้นหนึ่งใต้ปากเซเล็กน้อย ทอดพระเนตรเมืองศรีโคตรบอง เพื่อจะเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร  ครั้งนั้น พระยาเจ้าเมืองศรีโคตรบองนั้น ได้ทรงบำเพ็ญบุญสมภารมาเป็นอเนกประการ เหตุนี้จึงได้มาเสวยราชสมบัติบ้านเมืองในชมพูทวีปเป็นครั้งที่ ๓ เพื่อจักได้โชตนา (ทำให้รุ่งเรือง) พระพุทธศาสนา จึงได้ชื่อว่าพระยาติโคตรบูร  พระยาติโคตรบูรเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาเสด็จมาดังนั้น ก็ทูลอาราธนาพระศาสดาเข้ามารับเอาบิณฑบาตในพระราชฐาน

เมื่อพระศาสดาทรงรับเอาข้าวบิณฑบาตแล้ว ก็ส่งบาตรให้กับพระยาติโคตรบูร แล้วก็เสด็จกลับมาประทับที่ต้นรังตามเดิม  เมื่อพระยาติโคตรบูรรับเอาบาตรจากพระศาสดาแล้ว ก็ทรงยกบาตรขึ้นเหนือพระเศียร ทรงกระทำความปรารถนา แล้วจึงนำบาตรไปถวายพระศาสดาที่ประทับ  พระศาสดาทรงรับเอาบาตรแล้ว ก็เสด็จกลับมาทางอากาศ ลงประทับที่ภูกำพร้าดังเก่า  พระยาติโคตรบูรเมื่อทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาเสด็จมาทางอากาศดังนั้น ทรงปิติยินดี ยกพระหัตถ์ขึ้นประนม ทอดพระเนตรพระศาสดาจนสุดชั่วพระเนตร จึงทรงคำนึงในพระทัยว่า อยากจะเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง แล้วจึงเสด็จกลับมาสู่พระราชฐาน

ครั้งนั้น พระศาสดาทรงทราบเหตุของพระยาติโคตรบูรดังนั้น จึงตรัสกับพระยาอินทร์ว่า  ดูรา อินทราธิราช ตถาคตมาสถิต ณ ที่นี้ราตรีหนึ่งด้วยเหตุอันใด พระยาอินทร์ทูลตอบว่า พระศาสดามาสถิตย์ที่ภูกำพร้าราตรีหนึ่งนั้น พระองค์ทรงอาศัยซึ่งอดีตเหตุแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ มีพระกกุสนธเป็นต้น มีพระกัสสปเป็นปริโยสาน ซึ่งเสด็จเข้าสู่พระนิพพานไปแล้วนั้น  พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมเอายังพระบรมธาตุของพระศาสดาทั้ง ๓ พระองค์ มาประดิษฐานไว้ในที่นี้ เพื่อเป็นที่สักการบูชาแห่งท้าวพระยาทั้งหลาย ในอนาคตกาลนี้ เป็นประเพณีแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายสืบๆมา ฉะเพาะที่พระศาสดาทรงฉันข้าวบิณฑบาตของพระยาติโคตรบูรนั้น คนทั้งหลายเรียกว่าเมืองศรีโคตรบอง  ผู้ข้าทั้งหลาย อินทร์ พรหม เทพบุตร เทวดา เรียกว่าเมืองศรีโคตโม เหตุพระองค์ทรงพระนามว่าโคตมะ หากให้ศรีสวัสดีแก่พระยาศรีโคตรบูร  ผู้ข้าทั้งหลายเรียกดังนี้ พระยาอินทร์ทูลชอบพระพุทธวิสัยของพระศาสดาดังนั้น พระพุทธองค์ก็ทรงดุษณีภาพ

ในขณะนั้น เทวดา มเหสักข ทั้งหลายฝูงอยู่ในราวป่าที่นั้น เมื่อได้ยินดังนั้น ก็ส่งเสียงสาธุการขึ้นพร้อมกัน ภายบนถึงชั้นอกนิษฐพรหม ภายล่างถึงขอบเขาจักรวาฬเป็นที่สุด พระยาอินทร์กราบทูลดังนั้นแล้ว ก็เสด็จกลับไปสู่ที่อยู่ของตน

ในกาลนั้น พระพุทธองค์จึงทรงพยากรณ์ให้เจ้าอานนท์แจ้งว่า พระยาติโคตรบูรองค์นี้ จักจุติไปเกิดในเมืองสาเกตนคร ทิศตะวันตกแห่งเมืองติโคตรบูร มีนามว่าสุริยกุมาร  เมืองศรีโคตรบองนี้ จักย้ายไปตั้งที่ป่าไม้รวกมีนามว่า เมืองมรุกขนคร  เมื่อตถาคตนิพพานไปแล้ว  สุริยกุมานี้ จักได้เป็นพระยาใหญ่กว่าท้าวพระยาทั้งหลายและจักได้ก่อแรกพระพุทธศาสนาไว้ในเมืองร้อยเอ็จประตู เมืองสาเกตนครนั้นก็เสื่อมศูนย์ไป ตั้งแรกนี้ไป พระพุทธศาสนาก็จักรุ่งเรืองเสมอด้วยเมื่อตถาคตยังมีชีวิตอยู่ ครั้นจักจุติก็ได้มาเกิดเป็นพระยาสุมิตตธรรมมรุกขนคร จักได้หดพ่อนาเป็นพระยาจันทบุรี และแรกพระพุทธศาสนาในที่นั้น

ดูราอานนท์ พระยาสุมิตตธรรมองค์นี้ จักได้ฐปนาอุรังคธาตุของตถาคตไว้ในที่นี้ แล้วจักได้กลับคืนไปโชตนายังพระพุทธศาสนาอันแตกม้าง (เสื่อมสูญ) ในเมืองสาเกตนครร้อยเอ็จประตู ครั้นจุติก็ไปเกิดในเมืองพาราณสี ออกบวชได้เป็นฤษีชื่อว่า สุมิตตธรรมฤษี

ส่วนเมืองมรุกขนครนั้น จักได้ยายกลับคืนไปตั้งพระพุทธศาสนาใกล้ที่อยู่แห่งพญาปลาตัวนั้น แต่เมืองนี้ก็บ่มิอาจตั้งเป็นเอกราชอยู่ได้ดังแต่ก่อน จักเป็นเมืองน้อยขึ้นแก่เมืองใหญ่ ที่ท้าวพระยามีบุญสมภารเสวยราชสมบัติครอบครองนั้น เหตุว่าตถาคตได้อธิษฐานรอยบาทไว้ที่ก้อนหิน ให้แก่พญาปลาตัวนั้นเป็นที่สักการบูชา พระพุทธองค์ทรงพยากรณ์ดังนี้แล้ว จึงทรงผินพระพักตร์ต่อเมืองจุลณีพรหมทัตต์ และเมืองอินทปัฐนคร

ขณะนั้น พระอานนท์มีความสงสัยว่า พระองค์จักเสด็จไปเมืองทั้งสองนั้นหรือๆว่าบ่เสด็จไปหนอ จึงกราบทูลว่า เมื่อพระพุทธองค์เสด็จจากภูกำพร้าที่นี้แล้ว จะแสด็จไปโปรด ณ ที่ใด

พระตถาคตตรัสว่า เราจักไปชุมรอยบาทที่แคมหนองหานหลวง (“ชุมรอยพระบาทที่หนองหานหลวงนี้” คือพระธาตุเชิงชุมนี้เอง) ที่นั้นก่อน และในหนองหานหลวงนี้ มีพระยานามว่าสุวรรณภิงคาร พระยาองค์นี้มีกระโจมหัวคำ (มงกุฎทองคำ) และสังวาลย์คำ น้ำเต้าคำ (คนโททองคำ) ใหญ่ เสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองนี้  เมื่อพระศาสดาเสด็จไปถึงริมแม่น้ำอันหนึ่ง อยู่ ณ ท่ามกลางทาง มีนาคตัวหนึ่งชื่อว่าโทธนนาค เป็นเชื้อวงศ์พระยาศรีสุทโทธนแต่ชาติเมื่อเป็นมนุษย์ เมื่อเวลาจะตายๆด้วยความโกรธ จึงได้มาเกิดเป็นนาค มีนามว่าโทธนนาค เป็นนาคที่เที่ยวเลาะเลียบหากินปลาตามริมแม่น้ำ  พระพุทธองค์ทรงทราบยังเหตุแห่งโทธนนาคดังนั้นจึงตรัสว่า ดูรา โทธนนาค ท่านอย่าได้ถือหาบอันหนักซ้ำเติมหาบเก่าให้หนักขึ้น

เมื่อนาคตัวนั้นได้ยิน จึงมารำพึงว่า บุคคลผู้ใดมารู้จักเชื้อชาติแห่งกูและตักเตือนกูเช่นนี้หนอ? กูควรจักเข้าไปดูให้รู้ คำนึงดังนั้นแล้ว ก็เข้าไปใกล้พระศาสดาๆจึงตรัสว่า โทธนนาคเข้ามาหาเราเพื่อจะปง (วาง) เสียยังหาบอันหนัก เราก็จักปลดเสียยังทุกข์ ให้ท่านได้ถึงความสุข  นาคตัวนั้นเมื่อได้ยิน ก็มีจิตต์ใจเบิกบานชื่นชมยิ่งนัก จึงเข้าไปกราบแทบฝ่าพระบาทของพระศาสดา แล้วก็ได้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์  ครั้นจุติจากชาติอันเป็นนาค ก็ได้ไปบังเกิดในชั้นดาวดึงส์ มีนามปรากฏว่า โทธนนาคเทวบุตรตามวงศ์แห่งตน  แม่น้ำที่โทธนนาคอยู่แต่ก่อนนั้น คนทั้งหลายเรียกว่าน้ำพุงสามาเท่ากาลบัดนี้

เมื่อพระศาสดาเสด็จจากที่นั้น ไปสู่เมืองหนองหานหลวง พระยาสุวรรณภิงคาร เมื่อทอดพระเนตรเห็นพระศาสดาเสด็จมาดังนั้น จึงทูลอาราธนาเข้าไปฉันในปรางปราสาท  เมื่อพระพุทธองค์ทรงทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ก็เทศนาสั่งสอนพระยาสุวรรณภิงคาร แล้วจึงเสด็จลงจากปราสาทไปไว้รอยพระบาทที่นั้น ต่อพระพักตร์พระยาสุวรรณภิงคาร

แล้วทรงกระทำพระปาฏิหาริย์ ให้เป็นแก้วออกมาจากพระบาททั้ง ๓ พระบาทละลูกโดยลำดับ ซ้ำทรงกระทำพระปาฏิหาริย์ให้ออกมาอีกลูกหนึ่ง เมื่อพระยาสุวรรณภิงคารได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็บังเกิดอัศจรรย์ยิ่งนัก ว่าเหตุใดหนอ แก้วจึงออกมาจากรอยพระบาทของพระศาสดาได้

ในขณะนั้น พระพุทธองค์จึงตรัสว่า ดูรา มหาราช  สถานที่นี้เป็นที่ประดิษฐานรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แก้วจึงได้ออกมาจากที่นี้ ๓ ลูก มีรอยพระบาทของพระกกุสันธ พระโกนาคมน์ และพระกัสสป พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ องค์นี้ ได้เสด็จไปรับข้าวบิณฑบาตในเมืองศรีโคตรบองมาฉันที่ภูกำพร้า แล้วประดิษฐานรอยพระบาทไว้ ณ ที่นี้  ส่วนแก้วลูกที่ ๔ นั้น คือตถาคตนี้เอง  เมื่อตถาคตได้มาไว้รอยพระบาทรวมอยู่ในที่นี้ และเข้าสู่นิพพานไปดังนั้น ในที่นี้ก็จักเป็นที่ว่างเปล่า  ทันใดนั้นพระยาสุวรรณภิงคารจึงไหว้กราบทูลว่าเมื่อเช่นนั้น พระศาสดาจักประดิษฐานรอยพระบาทไว้ด้วยเหตุใด

พระศาสดาตรัสว่า ดูรามหาราช ที่เป็นบ้านเป็นเมือง ตั้งพระศาสนาอยู่เป็นปกตินั้น แม้มีเหตุควรไว้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ไป่ไว้ ด้วยเหตุว่า เป็นที่หวงแหนแห่งหมู่เทวดาและพญานาคทั้งหลายและบ้านเมืองก็จักเสื่อมศูนย์ พระพุทธเจ้าทั้งหลายเทียรย่อมไว้ยังรอยพระบาทไกลบ้านเมือง พระพุทธศาสนาก็จักตั้งอยู่ก้ำท้ายเมืองและหัวเมือง

 

(๓) ทวนทางตำนานพระธาตุพนม

ทวนทาง-1

ครั้นจักย้อนทวนไปในยุคสมัยของพระพุทธศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมิ จำต้องเริ่มต้นจากอุรังคธาตุนิทาน หรือตำนานพระธาตุพนม ซึ่งมีอยู่หลายสำนวน และแต่ละสำนวนก็มีเรื่องราวที่ผู้สร้างหนังสือเกี่ยวข้องอยู่ ได้เพิ่มเติมเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับเรื่องราวของตนเข้าไปด้วย อย่างเช่นสำนวนของวัดพระธาตุพนม ก็จะมีประวัติของวัดเพิ่มเติมเข้ามา เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ทุกๆ สำนวนจะมีเนื้อหาที่เป็นของเดิมปรากฎอยู่ แต่อาจจะมีบางถ้อยคำสำนวนที่แตกต่างกันไป อย่างเช่นที่เอ่ยถึง…

“…เมื่อพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ และได้เสด็จประทับอยู่ในวัดเชตวัน เมื่อเวลาใกล้รุ่ง พระอานนท์เถระเจ้าผู้เป็นอุปัฏฐากได้จัดแจงไม้สีฟันและน้ำส่วยหน้า (น้ำล้างหน้า) ถวายแก่พระพุทธเจ้า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงชำระเรียบร้อยแล้ว ทรงหลิง (รำลึก) เห็นพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ที่ผ่านมาในอดีต พระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์นั้นยังได้ก่อธาตุไว้ในดอยกัปปันนคีรี (หมายถึงภูกำพร้า) อยู่ใกล้เมืองศรีโคตบอง (หมายถึงเมืองนครพนม) นั้น เมื่อหลิงเห็นอย่างนั้นแล้ว พระพุทธเจ้าก็ทรงผ้ากำพลสีแดง ซึ่งนางโคตมีได้ถวายเป็นทาน ผ้ากำพลผืนนี้มีประวัติเล่าไว้ว่า นางโคตมีเมื่อจะปลูกฝ้ายนางได้เอาคำ (ทองคำ) มาทำอ่าง (กระถางปลูก) แล้วจึงเอาแก่นจันทน์แดงพร้อมทั้งคันธรสทั้งมวล แล้วเอาคำเป็นฝุ่น (เอาทองคำเป็นปุ๋ย) ใส่ลงในอ่างคำ (กระถางทองคำ) นั้น ครั้นแล้วจึงเอาฝ้ายมาปลูกลงที่นั้น เหตุนั้นดอกฝ้ายจึงแดงดั่งแสงสุริยะกำลังขึ้น (เหนือขอบฟ้า)

เมื่อพระพุทธเจ้าทรงผ้าแล้วจึงทรงบาตรผินหน้าไปทางทิศตะวันออก พระอานนท์เถระเจ้าผู้เป็นปัจฉาสมณะลีลานำทาง (เสด็จตาม)อากาศ และได้เสด็จมาประทับที่ดอนคอนพะเนานั้นก่อน จึงมาประทับที่หนองคันแทเสื้อน้ำ

ขณะนั้นพระพุทธเจ้าได้ทรงหลิงเห็นแลนคำ (แลนเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ชนิดครึ่งบกครึ่งน้ำ อย่างตะกวด แลนคำคือแลนที่มีเกล็ดทองคำ) ตัวหนึ่งแลบลิ้นอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ใต้ปากห้วยคุก เมื่อทรงเห็นดังนั้นแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงทำอาการแย้มหัวให้เห็นเป็นนิมิตร พระอานนท์เถระเจ้าเมื่อเห็นดังนั้นจึงทูลถามหาเหตุแย้มหัว พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ดูราอานนท์ พระตถาคตเห็นแลนคำตัวหนึ่งแลบลิ้นให้เป็นเหตุแล แล้วพระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสไว้ว่า เมืองสุวรรณภูมินั้นเป็นที่อยู่ของนาคทั้งหลาย มีสุวรรณนาคเป็นเค้า (เป็นต้น) พร้อมทั้งผีเสื้อบก (บางสำนวนว่าพร้อมทั้งผีเสื้อบกและผีเสื้อน้ำ…) ทั้งหลายแล ในอนาคตภายหน้า คนทั้งหลายที่อาศัยอยู่ในเมืองอันนี้ แม้นว่ารู้แตกฉานในธรรมของตถาคตก็ดี จักเลือกหาผู้มีสัจจะซื่อสัตย์สุจริตนั้นยาก แท้แล

บ้านเมืองจักย้ายที่อยู่อาศัยเปลี่ยนแปลงไปมาเป็นหลายชื่อหลายเสียงแล… เหตุว่า พระตถาคตเห็นแลนแลบลิ้นสองแง่ม (แฉก) เป็นนิมิตรแล หากเมื่อใด หากท้าวพญาองค์เป็นหน่อพุทธังกูรได้มาเสวยราชบ้านเมือง พระพุทธศาสนาของพระตถาคตก็จักรุ่งเรือง เหมือนดังพระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่นั้นแล…”

2010820_61628

นั่นเป็นถ้อยคำที่ปรากฏในอุรังคธาตุนิทาน บั้น ๒  ที่ ดร.อุดร จันทวัน ปริวัตมาจากฉบับภาษาลาว ซึ่งในบางสำนวณจะมีรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามา เช่นสำนวนที่ระบุว่าเป็นตำนานอุรังคธาตุฉบับเดิม ความว่า..

“..ครั้นเมื่อ พระพุทธองค์เสด็จจากหนองคันแทเสื้อน้ำ ไปประทับอยู่ที่โพนจิกเวียงงัว ทอดพระเนตรเห็นแลนคำแลบลิ้น และแลนคำตัวนั้นแหม่นปัพพารนาค ตัวที่อยู่ภูเขาหลวงริมน้ำบางพวน เนรมิตให้เป็นเหตุ  นาคตัวนั้นประดับสังวาลย์คอด้วยแก้วปัพพา เหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าปัพพารนาค แล้วกลับเนรมิตเป็นมนุษย์นุ่งผ้าขาวเสื้อขาวเข้ามารับเอาบาตร และราธนาพระพุทธเจ้าไปสู่ภูเขาหลวงสถิตย์ในร่มไม้ปาแป้งต้นหนึ่ง  ปัพพารนาคถวายภัตตาหารพระพุทธองค์ทรงกระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว จึงประทานผ้ากัมพลผืนหนึ่งแก่ปัพพารนาค แล้วเสด็จไปฉันเพนณะที่ใกล้เวินหลอด คนทั้งหลายเรียกที่นั้นว่าเวินเพนมาเท่ากาลทุกวันนี้..”

พระธาตุพนมในตำนาน

เวปไซต์ของวัดป่ามหาชัย สำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครพนมแห่งที่ ๒ (http://www.watpamahachai.net/Document12_2.htm) นำเสนอเรื่องราวพระธาตุพนมไว้อย่างเป็นระบบ ในหัวเรื่อง “ประวัติวัดพระธาตุพนม” ความว่า.. พระธาตุพนมหรือเรียกตามแผ่นทองจารึกซึ่งจารึกไว้ในสมัยเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็ก แห่งนครเวียงจันทน์มาบูรณะใน พ.ศ. ๒๒๓๖ – ๔๕ ว่า “ธาตุปะนม” เป็นพุทธเจดีย์ที่บรรจุพระอุรังคธาตุ (กระดูกส่วนพระอุระ) ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีรูปทรงสี่เหลี่ยม ประดับตกแต่งด้วยศิลปะลวดลายอันวิจิตรประณีตทั้งองค์

มีความหมายทางพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้ง สูงจากระดับพื้นดิน ๕๓ เมตร ฉัตรทองคำสูง ๔ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ห่างจากแม่น้ำโขงอันเป็นเส้นกั้นแดนระหว่างประเทศลาวกับประเทศไทยประมาณ ๕๐๐ เมตร และห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๘๐๐ กิโลเมตร

ในตำนานพระธาตุพนมกล่าวไว้ว่า องค์พระธาตุพนมสร้างครั้งแรกในราว พ.ศ. ๘ ในสมัยอาณาจักรศรีโคตรบูรกำลังเจริญรุ่งเรืองอยู่ โดยท้าวพญาทั้ง ๕ อันมีพญาศรีโคตบูร เป็นต้น และพระอรหันต์ ๕๐๐ องค์ อันมีพระมหากัสสปะเถระเป็นประมุข  ลักษณะ การก่อสร้างในสมัยแรกนั้น ใช้ดินดิบก่อขึ้นเป็นรูปเตาสี่เหลี่ยม แล้วเผาให้สุกทีหลัง กว้างด้านละสองวาของพระมหากัสสปะ สูงสองวา ข้างในเป็นโพรง มีประตูเปิดทั้งสี่ด้าน

เมื่อสร้างเสร็จแล้วก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าที่พระมหากัส สปะเถระนำมาจากประเทศอินเดีย ประดิษฐานไว้ข้างใน แล้วปิดประตูทั้งสี่ด้าน แต่ยังปิดไม่สนิททีเดียว ยังเปิดให้คนเข้าไปสักการะบูชาได้อยู่บางโอกาส ในตำนานพระธาตุพนมบอกว่า “ยังมิได้ฐานปนาให้สมบูรณ์” นี้ก็หมายความว่า ยังมิได้ปิดประตูพระธาตุให้มิดชิดนั่นเอง พึ่งมาสถาปนาให้สมบูรณ์ในราว พ.ศ. ๕๐๐

ท้าวพญาทั้ง ๕ ผู้มาเป็นประมุขประธานในการก่อสร้างพระธาตุพนมในครั้งนั้น เป็นเจ้าผู้ครองนครในแคว้นต่างๆ คือ

๑. พญาจุลณีพรหมทัค ครองแคว้นจุลมณี ก่อด้านตะวันออก

๒. พญาอินทปัตถนคร ครองเมืองอินทปัตถนคร ก่อด้านตะวันตก

๓. พญาคำแดง ครองเมืองหนองหานน้อย ก่อด้านตะวันตก

๔. พญานันทเสน ครองเมืองศรีโคตบูร ก่อด้านเหนือ

๕. พญาสุวรรณภิงคาร ครองเมืองหนองหานหลวง ก่อขึ้นรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาละมี

องค์พระธาตุพนม ได้มีการบูรณะปฏิสังขรณ์ในยุคต่อมาโดยลำดับ

๑. การบูรณะครั้งที่ ๑ ในราว พ.ศ. ๕๐๐ โดยมีพญาสุมิตธรรมวงศา แห่งเมืองมรุกขนคร และพระอรหันต์ ๕ องค์เป็นประธาน ในการบูรณะครั้งนั้น ได้เอาอิฐซึ่งเผาให้สุกดีแล้วมาก่อต่อเติมจากยอดพระธาตุพนมองค์เดิมให้สูงขึ้นไปอีกประมาณ ๒๔ เมตร (สันนิษฐานดูตามลักษณะก้อนอิฐหลังจากองค์พระธาตุพนมหักพังลงแล้ว) แล้วอัญเชิญพระอุรังคธาตุออกจากอุโมงค์เดิม ซึ่งทำการบรรจุตั้งแต่สมัยพระมหากัสสปเถระ ขึ้นไปประดิษฐานไว้ใหม่ที่ใจกลางพระธาตุชั้นที่สอง แล้วปิดประตูอย่างมิดชิด หรือสถาปนาไว้อย่างสมบูรณ์ (เวลานี้พบแล้ว อยู่สูงจากระดับพื้นดิน ๑๔.๗๐ เมตร)

๒. การบูรณะครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๑๕๗ โดยมีพระยานครหลวงพิชิตราชธานีศรีโคตบูร แห่งเมืองศรีโคตบูรเป็นประธาน ได้โบกสะทายตีนพระธาตุทั้งสี่ด้าน และสร้างกำแพงรอบพระธาตุ พร้อมทั้งซุ้มประตู และเจดีย์หอข้าวพระทางทิศตะวันออกพระธาตุ ๑ องค์ (ถูกพระธาตุหักพังทับยับเยินหมดแล้ว)

๓. การบูรณะครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๒๓๖ – ๔๕ โดยมีเจ้าราชครูหลวงโพนสะเม็กแห่งนครเวียงจันทน์เป็นประธาน การบูรณะครั้งนี้ ได้ใช้อิฐก่อต่อเติมจากพระธาตุชั้นที่สองซึ่งทำการบูรณะใน พ.ศ. ๕๐๐ ให้สูงขึ้นอีกประมาณ ๔๓ เมตร ได้มีการปรับปรุงที่ประดิษฐานพระอุรังคธาตุใหม่ โดยสร้างอูบสำริดครอบเจดีย์ศิลาอันเป็นที่บรรจุบุษบกและผอบพระอุรังคธาตุไว้ อย่างแน่นหนา และได้บรรจุพระพุทธรูปเงิน ทอง แก้ว มรกต และอัญมณีอันมีค่าต่างๆ ไว้ภายในอูบสำริดและนอกอูบสำริดไว้มากมาย มีจารึกพระธาตุพนมว่า “ธาตุปะนม” (ประนม)

๔. การบูรณะครั้งที่ ๔ ใน พ.ศ. ๒๓๕๐ – ๕๖ โดยมีเจ้าอนุวงศ์แห่งนครเวียงจันทน์เป็นประธาน ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำ ประดับด้วยเพชรพลอยสีต่างๆ ประมาณ ๒๐๐ เม็ด และได้ทำพิธียกฉัตรขึ้นสู่ยอดพระเจดีย์ในปีนั้น (พ.ศ.๒๓๕๖) ฉัตรนี้ได้นำลงมาเก็บรักษาไว้ที่วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารใน พ.ศ. ๒๔๙๗

๕. การบูรณะครั้งที่ ๕ โดยมีพระครูวิโรจน์รัตโนบล วัดทุ่งศรีเมือง จังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธาน ได้ซ่อมแซมโบกปูนองค์พระธาตุพนมใหม่ ลงรักปิดทองส่วนบนประดับแก้วติดดาวที่ระฆัง แผ่แผ่นทองคำหุ้มยอด ปูลานพระธาตุ ซ่อมแซมกำแพงชั้นในและชั้นกลาง

๖. การบูรณะครั้งที่ ๖ ใน พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๘๔ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ชุดจอมพล ป. พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้กรมศิลปากรอันมีหลวงวิจิตราวาทการเป็นหัวหน้า สร้างเสริมครอบพระธาตุพนมองค์เดิมด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กตั้งแต่ชั้นที่ ๓ ขั้นไป และต่อยอดให้สูงขึ้นไปอีก ๑๐ เมตร รวมเป็น ๕๗ เมตร

๗. พ.ศ. ๒๔๙๗ รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทำฉัตรใหม่ด้วยทองคำ ซึ่งเป็นของวัดที่ได้จากประชาชนบริจาคและได้ทำพิธียกฉัตรในปีนั้น ฉัตรทองคำมีเนื้อทองของวัดอยู่ประมาณ ๗ กิโลกรัม นอกนั้นเป็นโลหะสีทองหนักประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ฉัตรหนักทั้งหมด ๑๑๐ กิโลกรัม ก่อนรื้อนั่งร้าน ทางวัดได้ขอแรงสามเณรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร โบกปูนตั้งแต่ยอดซุ้มประตูพระธาตุชั้นที่ ๑ จนถึงยอดสุด ใช้เวลาทำงานอยู่ ๑ เดือนจึงแล้วเสร็จ

ภาพถ่ายพระธาตุพนม-1

องค์พระธาตุพนม

๘. พ.ศ. ๒๕๐๐ ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารได้ลงรักปิดทองพระธาตุพนมส่วนยอดประมาณ ๑๐ เมตรจนถึงก้านฉัตร ได้ขอแรงพระภิกษุสามเณรวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารช่วยทำ ใช้เวลาทำงานอยู่ ๑ เดือน กับ ๑๕ วัน จึงเสร็จเรียบร้อยดี

๙. พ.ศ. ๒๕๑๑ ทางวัดได้ขอแรงพระภิกษุสามเณรวัดพระธาตุพนม ลงรักปิดทองลวดลายองค์พระธาตุพนมช่วงบน ซึ่งทำการประดับใน พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๘๔ ส่วนยอดสูงประมาณ ๕ เมตร ได้เอาแผ่นทองเหลืองหุ้มแล้วจึงลงรักปิดทอง ใช้เวลาทำงาน ๒ เดือนกว่าจึงแล้วเสร็จ

๑๐. ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๘ องค์พระธาตุพนมได้หักล้มลงไปทางทิศตะวันออกทั้งองค์ ทับวัตถุก่อสร้างๆ ซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น เช่น หอพระทางทิศเหนือและทิศใต้ ศาลาการเปรียญและพระวิหารหอพระแก้วเสียหายหมด ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากฐานหรือพระธาตุชั้นที่ ๑ ซึ่งสร้างในสมัยแรกนั้นเก่าแก่มาก และไม่สามารถทานน้ำหนักส่วนบนได้ จึงเกิดพังทลายลงมาดังกล่าว

๑๑. วันที่ ๘ กันยายน ๒๕๑๘ หลังจากองค์พระธาตุพนมพังทลายแล้ว ๒๐ วัน เจ้าหน้าที่กรมศิลปากรได้ลงมือทำการรื้อถอนและขนย้ายซากปรักหักพังขององค์ พระธาตุพนม ใช้แรงงานคนงานจำนวน ๕๐ คน ใช้เวลาในการรื้อถอนและขนย้ายอยู่ ๑๗๐ วันจึงเสร็จเรียบร้อยดี

๑๒. วันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๑๘ ทำพิธีบูชาพระธาตุพนมและบวงสรวงดวงวิญญาณของบรรพบุรุษตลอดถึงเทพเจ้าผู้พิทักษ์องค์พระธาตุพนม และอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่พระธาตุจำลองชั่วคราว ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่ เมื่อสร้างพระธาตุพนมองค์ใหม่เสร็จแล้ว จะได้อัญเชิญมาประดิษฐาน ณ ที่เดิม

ในพิธีนี้มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และพระพิมลธรรม (อาสภมหาเถระ) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และในขณะเดียวกันก็ได้อัญเชีญเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ที่พระธาตุจำลองด้วย

๑๓. วันที่ ๑๗ – ๑๘ ตุลาคม ๒๕๑๘ ( หลังจากองค์พระธาตุพนมหักพังแล้ว ๖๒ วัน ) ได้พบพระอุรังคธาตุหรือกระดูกส่วนหัวอกขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรจุอยู่ในผอบแก้ว หรือหลอดแก้ว ซึ่งมีสัณฐานคล้ายรูปหัวใจ ผอบแก้วใบนี้หุ้มทองมีช่องเจาะสี่ด้าน มีฝาทองคำปิดสนิทสูง ๒.๑ เซนติเมตร มีสีขาวแวววาวมาก คล้ายกับแก้วผลึก ภายในผอบมีน้ำมันจันทน์หล่อเลี้ยงอยู่และมีพระอุรังคธาตุบรรจุอยู่ ๘ องค์

๑๔. วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ (หลังจากพบพระอุรังคธาตุแล้ว ๒ เดือน ๒๕ วัน) ได้จัดสมโภชพระอุรังคธาตุขึ้นรวม ๗ วัน ๗ คืน งานเริ่มวันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๑๘ ถึงวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๑๙ ในงานนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงเสด็จมาเป็นประธานในพิธี สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ทรงเป็นประธานเจริญพระพุทธมนต์ สถานที่ประกอบพิธีอยู่ที่สนามหญ้าหน้าบริเวณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือขององค์พระธาตุพนม

๑๕. วันที่ ๑๐ – ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๙ ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร ได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชา และนำสิ่งของที่พบในองค์พระธาตุพนมออกมาให้ประชาชนชมตลอดงาน

๑๖. วันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๑๙ บริษัท อิตาเลียน – ไทย ได้ขุดหลุมลงเข็มรากพระธาตุพนมองค์ใหม่ ต่อมาวันที่ ๒๘ – ๒๙ พฤษภาคม ศกเดียวกัน ทางวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อันมีพระเทพรัตนโมลี เป็นประธาน ได้ทำพิธีลงเข็มรากพระธาตุพนมเพื่อเป็นปฐมฤกษ์ในการก่อสร้างพระธาตุพนมองค์ ใหม่

๑๗. วันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๑๙ สมเด็จพระสังฆราช ได้เสด็จมาเยี่ยมคณะสงฆ์และประชาชนทั่วัดพระธาตุพนม ได้ตรวจดูการก่อสร้างองค์พระธาตุพนม และได้ทรงนมัสการพระอุรังคธาตุด้วย

๑๘. วันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๙ ถึงวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๒๐ ทางวัดได้ขอแรงประชาชนในเขตอำเภอธาตุพนม มาขนเศษอิฐเศษปูนจากบริเวณสนามหญ้าข้างในวิหารคตออกไปกองไว้ข้างนอกทางด้านทิศเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้หอพระนอน

๑๙. วันที่ ๑๙ มกราคม ถึงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๐ ทางวัดได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ ออกไปให้ประชาชนชมและสักการะบูชาอีก และมีการแสดงนิทรรศการของโบราณเหมือนปีก่อน

ภาพถ่ายพระธาตุพนม-2

 

๒๐. วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๒๐ เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร ได้ลงมือประดับตกแต่งลวดลายองค์พระธาตุพนม

๒๑. วันที่ ๑๗ – ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ทางวัดได้จัดงานเทศกาลประจำปี ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุออกมาให้ประชาชนได้สักการะบูชาจนตลอดงาน พระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร เจ้าคณะจังหวัดนครพนม และนายสมพร กลิ่นพงษา ผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ ได้ทำพิธีแห่โดยตั้งขบวนแห่ที่ถนนหน้าวัดแล้วเดินทางไปตามถนนชยางกูร เลี้ยวเข้าถนนหน้าพระธาตุพนมจำลอง ตรงไปยังเบญจาซึ่งตั้งอยู่สนามหญ้าทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือพระธาตุ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เบญจา เสร็จงานแล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เดิม ในงานนี้มีการแสดงนิทรรศการเหมือนปีก่อนฯ

๒๒. วันที่ ๖ – ๑๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๒ ทางวัดได้จัดงานนมัสการพระธาตุพนมประจำปีเหมือนปีก่อน ๆ และได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุออกมาให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชาตลอดงาน พระเทพรัตนโมลี เจ้าอาวาสวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร และนายพิชิต ลักษณะสมพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม เป็นประธานในพิธีอัญเชิญ ได้ทำพิธีแห่รอบองค์พระธาตุ ๑ รอบ แล้วจึงได้อัญเชิญขึ้นไปประดิษฐานไว้บนพระเบญจาตลอด ๗ วัน ในวันสุดท้ายของงานพระเทพรัตนโมลี พร้อมด้วยพระสงฆ์และญาติโยมได้ทำพิธีคาระวะพระอุรังคธาตุ แล้วอัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่เดิม ในงานนี้มีการนำเอาของมีค่าซึ่งค้นพบที่องค์พระธาตุพนมออกมาให้ประชาชนได้ชม จนตลอดงานเหมือนปีที่แล้วมา

๒๓. วันที่ ๒๑ – ๒๓ มีนาคม ๒๕๒๒ ทางรัฐบาลได้จัดพระราชพิธีบรรจุพระอุรังคธาตุ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชการที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาเป็นประธานในพิธีบรรจุ ในวันแรกของงานได้ทำพิธีแห่พระอุรังคธาตุ ในวันที่ ๒ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายกทรงเป็นประธานยกฉัตรพระธาตุ ในวันที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาทรงบรรจุพระอุรังคธาตุ

ภาพถ่ายพระธาตุพนม-3

สถูปอิฐพระธาตุพนมองค์เดิม

คำไหว้พระธาตุพนม
ปุริมายะ ทักขิณายะ ปัจฉิมายะ อุตตะรายะ เหฏฐิมายะ
อุปะริมายะ ทิสายะ กะปะณะ คิริสมิง ปัพพะเต มหากัสสะเปนะ
ฐาปิตัง พุทธะอุรังคธาตุง สิระสา นะมามิ
คำไหว้ยอดพระธาตุพนม
เสตะฉัตตัง สุวัณณะระชะตัง ระตะนัง ปะณีตัง พุทธะอุรังคะเจติยัง อะหัง วันทามิ สัพพะทา
ที่มา สำนักงานเจ้าคณะจังหวัดนครพนม
http://www.songnkp.com/

ศิลปะและสถาปัตยกรรมพระธาตุพนม

พระธาตุพนม เป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนายุคแรกๆ ที่แพร่เข้ามาในบริเวณกลุ่มน้ำโขง และมีนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า พระธาตุพนมเป็นพระธาตุเจดีย์ที่เก่าแก่ และมีความศักดิ์สิทธิ์สำคัญของลุ่มน้ำโขง ดังนั้นในส่วนนี้ เป็นการประมวลภาพพระธาตุพนมในแง่งานศิลปะสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่บนองค์พระธาตุพนม รวมถึงภาพเก่าอันทรงคุณค่า

2015-05-20_120109

ภาพเส้นสันนิษฐานโครงสร้างพระธาตุพนม ๔ สมัย (๒ องค์นับจากด้านซ้ายภาพจาก สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม ๖ จัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๒, หน้า ๑๘๙๒, และอีก ๒ องค์ด้านขวา ภาพลายเส้นโดย ดร.สุพร ชนะพันธ์)

 

 

 

 

ภาพลายเส้น-2

ภาพลายเส้นเปรียบเทียบโครงสร้างพระธาตุพนมที่ซ่อนใน พ.ศ.๒๔๘๓ ตรงกับรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการเสริมส่วนยอดพระธาตุพนมด้วยการครอบทับองค์เจดีย์เดิมไว้ภายใน (ภาพลายเส้นโดย ดร.สุพร ชนะพันธ์)

 

(๒) พระสมภพ โชติปัญโญ

ทวนทางธัมมจารีอีศาน

(๒) พระสมภพ โชติปัญโญ

พระสมภพ-1

พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ วัย ๖๘ ในปีนี้ (๒๕๖๐) อยู่ในอาการอาพาธต้องนั่งรถไฟฟ้า

ผมเข้าถึงพระองค์นี้ด้วย application ที่ชื่อว่า “พระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ” ซึ่งได้รวบรวมธรรมบรรยายของท่านกว่า ๔๐๐ หัวข้อ แต่ยังไม่สามารถสดับธัมมิกกถาของท่านได้ทั้งหมดทั้งสิ้น ส่วนประวัติโดยสังเขปของท่าน ผมได้จาก http://www.dhammathai.org ทำให้ทราบว่าพระองค์นี้เป็นคนรุ่นรางปางเดียวกับผมนี่เอง โดยท่านเกิดก่อนผมเพียงปีเดียว

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ มีนามเดิมว่า สมภพ นามสกุล ยอดหอ เกิดเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ (ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖) โยมบิดาชื่อ จูม นามสกุล ยอดหอ โยมมารดาชื่อ สอน นามสกุล ยอดหอ มีพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน ทั้งหมด ๑๒ คน ท่านเป็นบุตรคนที่ ๕

ครอบครัวของพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ มีต้นกำเนิดที่บ้านนาผาง อำเภอตระการพืชผล จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อครอบครัวประสบกับภาวการณ์หาเลี้ยงชีพที่ขัดสน โยมบิดาและโยมมารดาของท่านจึงได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านวังชมพู ตำบลแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร

เป็นที่น่าสังเกตว่าการอพยพครอบครัวมาที่จังหวัดสกลนครนั้นก็เพื่อให้บุตรธิดามีชีวิตที่สดใส คล้ายๆกับเป็นนัยยะว่า บุตรชายจะได้เป็นประทีปธรรมที่ส่องแสงสว่างแก่บุคคลผู้มืดมนในกาลข้างหน้า เมื่อพ่อจูมและแม่สอนได้เล็งเห็นพื้นที่เหมาะแก่การประกอบอาชีพแล้วจึงได้อพยพครอบครัวมาที่บ้านวังชมพู จนถึงปัจจุบันนี้

โยมบิดาของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ เมื่อครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ ท่านเป็นผู้มีจิตใจใฝ่ในทางธรรม ปฏิบัติตนเองตามหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา เช่น การไปทำบุญตักบาตร รักษาศีล ๕ และอุโบสถศีล ในช่วงเข้าพรรษา เป็นต้น ซึ่งถือว่าเป็นหน้าที่และอุดมการณ์ของพุทธศาสนิกชนที่พึงปฏิบัติ เมื่อท่านเลี้ยงดูบุตรธิดาจนเติบโต สามารถเลี้ยงชีพ ด้วยตนเองได้แล้ว ท่านจึงได้เข้าอุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ได้รับนามฉายาว่า “สุจิตฺโต” ซึ่งแปลว่า ผู้มีจิตดี หรือ มีความคิดดี หลวงพ่อจูม สุจิตฺโต ได้ดำเนินชีวิตในเบื้องปลายที่พอเพียงกับสมระวิสัย เป็นคนพูดน้อย สันโดษ ตั้งใจบำเพ็ญกรรมฐานอย่างมุ่งมั่นจนมรณภาพ ในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ ที่วัดนิพเพธพลาราม ตำบลบ้านแพด อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร โดยอยู่ในความดุแลอย่างใกล้ชิดของพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ซึ่งเป็นทั้งประธานสงฆ์และบุตรชาย ก่อนที่หลวงพ่อจูม สุจิตฺโต จะมรณภาพ ท่านได้ทิ้งมรดกธรรมไว้ให้แก่อนุชนได้คบคิดดังนี้

“ที่สิ้นสุดของกาย คือสิ้นลมหายใจ ที่สิ้นสุดของจิต คือ ตัวเราไม่มี ของเราไม่มี”

“เมื่อใดพรหมวิหารของเรายังไม่ครบสี่ เมื่อนั้นเรายังวุ่นวายอยู่ เพราะยังวางมันไม่ลง ปลงมันไม่ได้”

“คนเราเป็นทุกข์ อยู่กับธาตุสี่เพราะยังไม่เห็นธาตุรู้ รู้อย่างเดียวไม่สุข ไม่ทุกข์”

“จิตนั้นมันคือ (เหมือน) น้าม (น้ำ) น้ามมันชอบไหลลงทางต่ำ ถ้าคนสะหลาด (ฉลาด) กั้นมันไว้ มันก็จะไหลขึ้นที่สูง”

(http://www.dhammathai.org/monk/sangha49.php)

พระสมภพ-2

ในระบบโรงเรียน ท่านจบแค่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ แต่ในโลกกว้างท่านเป็นผู้แตกฉานจนสามารถเผยแผ่พระพุทธธรรมได้อย่างลุ่มลึกและกว้างขวาง

ในระบบโรงเรียน : จบแค่ ป.๔

ว่ากันว่า พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ เมื่อครั้งยังเยาว์วัยเป็นเด็กที่ระลึกชาติได้ เมื่ออายุได้ ๔ ปี ได้รบเร้าบิดามารดาให้พากลับไปยังบ้านเกิดเดิมที่จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อไปถึงท่านก็ทักทายคนแก่เหมือนกับเป็นรุ่นเดียวกันโดยใช้คำพูดว่า ” กู มึง” ทำให้เป็นที่แปลกใจของคนทั่วไป สิ่งหนึ่งที่พิสูจน์ได้ว่าท่านจำเรื่องราวในอดีตได้ คือ ท่านถามถึงเหล็กขอ ที่ใช้บังคับช้างที่ท่านเคยในอดีตและเก็บไว้บนหิ้งพระ ถามใครก็ไม่มีใครรู้ทุกคนจึงบอกให้ท่านค้นหาเองท่านก็เจออยู่ที่เดิมบนหิ้งพระ คนทั่วไปจึงเชื่อว่าท่านระลึกชาติได้เพราะชาติก่อนทางเป็นคนเลี้ยงช้าง

ครั้นเมื่อเติมโตถึงเกณฑ์เข้าโรงเรียนท่านพระอาจารย์ก็ได้รับการศึกษาเล่าเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ ๔ ตามยุคของการศึกษาในขณะนั้น เมื่อจบการศึกษาแล้วท่านก็ได้ทำงานช่วยบิดามารดา เคยเป็นนักมวย เพื่อหาประสบการณ์ชีวิต เพราะการศึกษาในยุคนั้นยังลำบากไม่มีความเจริญด้านสื่อและอุปกรณ์ทางการศึกษาเหมือนปัจจุบันนี้ ได้รับการศึกษาจบชั้นประถม ๔ ก็นับว่ามีการศึกษาสูงแล้วรัฐไม่ได้บังคับให้ศึกษาดังปัจจุบันนี้ แต่ถึงกระนั้นท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ก็มิได้ย่อท้อได้พยายามพากเพียรจนสามารถนำความรู้ที่ได้มาจากการศึกษาแค่ชั้นประถม ๔ และประสบการณ์ในชีวิตมาถ่ายทอดให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและพระพุทธศาสนาในเวลาต่อมา

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ได้รับการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม หลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาตั้งแต่รุ่นทวด เพราะต้นกำเนิดบรรพบุรุษของท่านยึดมั่นในการทำบุญ ปฏิบัติธรรม รักษาศีล เป็นประจำ จึงนับได้ว่าเป็นครอบครัวที่เป็นสัมมาทิฎฐิที่ใฝ่ในการปฏิบัติในครองแห่งสัมมาปฏิบัติ มีความใกล้ชิดและซาบซึ้งในหลักคำสอน ดังนั้น เมื่อท่านพระอาจารย์ จบการศึกษาในระดับประถม ๔ แล้วท่านก็ได้เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าเข้าบรรพชาเป็นสามเณรในพระพุทธศาสนาเพื่อศึกษาพระธรรมคำสอนอย่างจริงจัง

เมื่อสามเณรสมภพ ยอดหอ ได้รับการบรรพชาเป็นสามเณรแล้วก็ได้ศึกษาหลักคำสอนและฝึกหัดปฏิบัติธรรม ศึกษาเล่าเรียนตามโอวาทของพระอุปัชฌาย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศึกษา

๑. ท่องบทสวดมนต์ หรือเจ็ดตำนาน สิบสองตำนาน

๒. ศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม

เมื่อท่านบรรพชาเป็นสามเณรได้ประมาณ ๓ ปี ท่านก็ได้ลาสิกขาบท เพื่อไปประกอบอาชีพ โดยได้ไปทำงานยังต่างประเทศแถบอัฟริกา ยุโรป แถบตะวันออกกลาง ถึง ๑๓ ประเทศ รับผิดชอบเป็นหัวหน้ารับเหมาก่อสร้างถนน และสนามบินและได้ศึกษาถึงคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสด้วยถึงขั้นอยู่ในระดับแนวหน้า จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นบาทหลวง เมื่อท่านจะเข้าพิธีล้างบาปเพื่อเป็นบาทหลวง ก็เกิดเหตุอัศจรรย์คือน้ำที่จะใช้ในการประกอบพิธีได้เหือดแห้งถึงสามครั้ง ทำให้ท่านได้พิจารณาโดยถ้องแท้ว่าเป็นหนทางที่ไม่ใช่และไม่เหมาะกับกับตนเอง ท่านจึงเริ่มหันชีวิตกลับเข้ามาสู่พระพุทธศาสนาอีกครั้ง ซึ่งเป็นศาสนาแรกที่ท่านดำเนินรอยตาม จากนั้นท่านก็ได้ศึกษาพระไตรปิฎกควบคู่กับการทำงานไปด้วยโดยใช้เวลานานถึง ๑๑ ปี จนเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง หลังจากนั้นท่านก็ได้รวบรวมปัจจัยจากค่าจ้างการทำงานมาชื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดบนเนื้อที่ ๕๐ ไร่ แล้วได้นิมนต์พระสงฆ์ให้มาจำพรรษา แต่ก็ไม่ได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของท่านท่านเลยตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา เพื่อทำหน้าที่ศาสนทายาทดังปรากฏในปัจจุบันนี้

 

ไม่ได้เป็นบาทหลวง : แต่เป็นพระอาจารย์

พออายุ ๓๖ ปี เกิดความคิดขึ้นว่า การที่เราลงทุนไปสร้างวัดจะให้ได้ประโยชน์มากเราจะต้องบวช ท่านจึงเดินทางกลับสู่มาตุภูมิโดยไปอุปสมบทที่วัดเนินพระเนาว์ จังหวัดหนองคาย ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๘ โดยมีพระครูภาวนาปัญญาภรณ์ เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยได้นามฉายาว่า “โชติปญฺโญ” ซึ่งแปลว่า ผู้มีปัญญาอันโชติช่วงประดุจดวงประทีป

หลังจากอุปสมบท ก็ได้เข้าปฏิบัติกรรมฐานเป็นเวลา ๑ ปี (ไม่พูดคุยกับใคร นั่งสมาธิ ปฏิบัติกรรมฐานตลอดเวลา) แรกตั่งใจว่าจะปฏิบัติอย่างน้อย ๓ ปี แต่ก็ไม่ได้ตามวัตถุประสงค์พอครบปี หลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ก็ได้เรียกไปแปลธรรมะภาคภาษาอังกฤษเป็นเล่ม เทศน์ให้ชาวต่างชาติฟัง ทีแรกปฏิเสธท่าน ท่านก็ว่า “เรากินข้าวเขาอยู่เด้” ก็เลยต้องปฏิบัติตามหลวงพ่ออย่างขัดไม่ได้ ในช่วงนั้นชาวฝรั่งได้ให้ความสนใจจะปฏิบัติธรรมเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นจำนวนมาก

ต่อมาชาวไทยก็มีความประสงค์จะฟังธรรมและปฏิบัติธรรมมีจำนวนไม่น้อย เข้าไปหาหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์จะนิมนต์ผมให้แสดงธรรมแก่ชาวไทยบ้าง มีชาวบ้านพูดว่า “พูดกับชาวฝรั่งก็ยังพูดได้ ทำไมไม่สั่งสอนคนไทยบ้าง” ก็เลยขัดศรัทธาญาติโยมไม่ได้ หลังจากนั้นท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ก็ได้รับภาระและธุระในพระพุทธศาสนา ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนาให้กับพระอุปัชฌาย์ ในสถานที่ต่างๆ คือ วัดเนินพระเนาว์ วัดนิเพธพลาราม และวัดไตรสิกขาทลมลตาราม

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ได้เริ่มการประกาศตนเองในการเป็นผู้นำปฏิบัติและเผยแผ่พระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างจริงจัง ในปี ๒๕๒๙ โดยท่านได้ดำเนินตามรอยพระบาทพระศาสดาอย่างน่าอนุโมทนา ท่านยอมทิ้งความสุข ความสบาย ที่ได้รับอย่างพรั่งพร้อมในชีวิตฆราวาสโดยไม่มีความอาลัยในสิ่งเหล่านั้น หันหลังให้กับโลกที่เต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา อย่างไม่ท้อถอย ด้วยปณิธานที่มุ่งมั่นในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉกเช่น พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเสด็จออกหนีจากพระราชวัง เพื่อค้นหาสัจจธรรมท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพร

สำนักแรกที่ท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ได้เริ่มการเผยแผ่ คือวัดนิเพธพลาราม บนเนื้อที่ ๕๐ ไร่ ที่ท่านได้มาซื้อไว้ด้วยน้ำพักน้ำแรงจากค่าจ้างในการทำงาน

ปัจจุบันท่านพระอาจารย์ได้ย้ายออกมาตั้งสถานที่ใหม่ เพื่อให้เหมาะกับการปฏิบัติ โดยห่างจากที่เดิม ๑๐ กิโลเมตร คือวัดไตรสิกขาทลามลตาราม บนเนื้อที่ ๓๐๐ – ๔๐๐ ไร่ ด้วยอุดมการณ์ที่ว่า

“เพียงแมกไม้ฉ่ำชื่นในผืนป่า

เพียงธาราเจิ่งขังทั้งเย็นใส

เพียงเสียงสัตว์เริงร้องก้องพงไพร

เพียงเพื่อให้ผองมวลมิตรใกล้ชิดพุทธธรรม”

พระสมภพ-3ไตรสิกขา : ศีล สมาธิ ปัญญา

พระอาจารย์ได้ตั้งสำนักไตรสิกขาขึ้นตามอุดมการณ์ที่ท่านตั้งมั่น โดยมีเนื้อที่ผืนป่าที่ปลูกแล้วกว่า ๓๐๐ ถึง ๔๐๐ไร่ ฉ่ำชื่นด้วยผืนป่า แต่ธาราที่เจิ่งขังยังไม่พร้อม ทางคณะสงฆ์จึงเห็นพ้องกันว่าต้องขุดแหล่งน้ำ นำดินที่ขุดขึ้นมากองเป็นภูเขาจำลองปลูกต้นไม้ให้เขียว เป็นภูเขาอันสดชื่น เป็นที่ดูดฟ้าดึงฝน ให้สมกับชื่อที่เป็นภาษาบาลีว่า ไตรสิกขาทลามลตาราม ซึ่งแปลว่า อารามอันทรงไว้ซึ่งความสดชื่น สำหรับผู้บำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา

ภาพภูเขาลูกย่อมๆ อันเขียวสดชื่น ท่ามกลางความแห้งแล้งแห่งภาคอีสานประดับประดาไปด้วยภาพสระโบกขรณีนทีธาร พร้อมทั้งอุทยานอันชื่นใจ แมกไม้และผืนน้ำที่แผ่ล้อมลูกภูเขาพรั่งพร้อมไปด้วยปทุมชาติ อันมายมากหลากสีบนผิวน้ำ ท่ามกลางสายลม แสงแดด ณ ภูมิภาคแห่งนี้จะเป็นเสมือนขุมทรัพย์กลางทะเลทราย

จากพื้นดินถิ่นที่แห้งแล้งลำเค็ญ อาจกลายเป็นแคว้นศักดิ์สิทธิ์แห่งจิตใจ อาจจะเป็นโอเอซิสแห่งอีสาน เป็นการสนับสนุนโครงการของรัฐบาลปัจจุบัน อันว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน ทั้งน้ำท่วมน้ำแล้งช่วยได้ทั้ง ๒ ด้าน ขุดดินขึ้นได้สระน้ำ ทิ้งดินถมเป็นภูเขาปลูกต้นไม้ให้สดชื่น

อุโภ อตฺเถ อธิคณฺหาหิปณฺฑิโต พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสไว้แล้วว่า บัณฑิตผู้ดำเนินชีวิตด้วยปัญญา ไม่ประมาทย่อมถือเอาประโยชน์ได้ทั้งสองทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น ประโยชน์ฟ้า ประโยชน์ดิน ประโยชน์ศีล ประโยชน์ธรรม

ปลูกดงปลูกป่า คือปลูกฟ้าปลูกดิน ปลูกศีลปลูกธรรม ช่วยค้ำจุนโลกให้ร่มเย็น ขุดสระน้ำได้ภูเขาด้วย หล่อพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางตรัสรู้ ประทับบนภูเขาแล้วบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ในองค์พระปฏิมากร ภูเขากลายเป็นเจดีย์ที่มีคุณค่ามาก ถึงจะมีมูลค่าน้อย แต่มากไปด้วยคุณค่า อย่างที่จะประมาณมิได้

พระพุทธรูปท่านเรียกว่าอุทเทสิกะเจดีย์ ภูเขาจากดินที่ขุดกลายเป็น อุทเทสิกะเจดีย์ เช่นเดียวกัน เพราะเป็น ภูเขาที่ประดิษฐานพระบรมารีริกธาตุ ยํ ฐานํ ชเนหิ อิฏฐกาทีหิ เจตพฺพํ ตสฺมา ตํ ฐานํ เจติยํติ สิ่งที่ก่อสร้างขึ้น สำหรับบรรจุสิ่งที่เคารพนับถือ สิ่งนั้นนับว่าเป็นเจดีย์

ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นการสร้างสรรค์ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน และยังเป็นการ พัฒนาแบบบูรณาการ ครบรอบคอบคลุมเกือบทุกด้าน เป็นการส่งเสริมด้านเกษตรกรรม ด้านธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ให้เกิดดุลยภาพ ทางธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมด้านการศึกษา ตามแนวทางของพุทธศาสนาให้ครบทั้งสามด้าน พฤติกรรม ศีล จิตใจ สมาธิ กระบวนการรับรู้ด้านปัญญา ไตรสิกขาในภาพรวม การขุดสระเก็บกักน้ำบริเวณนี้ จะเป็นการพัฒนา ต้นน้ำห้วยก้านเหลือง ผืนป่าที่ปลูกในอารามเกือบ ๔๐๐ ไร่ได้รับน้ำ หล่อเลี้ยงอย่างเพียงพอจะกลายเป็นเขื่อนสีเขียวช่วยดูดฟ้าดึงฝนให้เกิดความชุ่มชื่น สดชื่นอย่างยั่งยืน เป็นแหล่งอาหารของหมู่สัตว์หมู่มวลสรรพชีพ ทั้งสัตว์ปีกสัตว์กีบ พวกเขาจะได้แอบอิงอาศัยให้ปลอดภัยจากการถูกล่าทำลาย จากมนุษย์ผู้ไร้เมตตาธรรม เหล่าสัตว์น้ำจะได้แอบอิงอาศัย สืบเผ่าพันธุ์ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำ โดยธรรมชาติ น้ำห้วยก้านเหลืองจะทรงตัวไม่เหือดแห้งตลอดปี ชาวนาทั้งสองฝั่ง จะได้ทำการเกษตรอย่างไม่ฝืดเคือง แม้ไม่มีระบบชลประทานช่วย ก็ยังพอทำไปได้สะดวก ตามฤดูกาล เพราะเหตุปัจจัยของต้นน้ำ ได้รับการฟูมฟักทนุถนอมอย่างสมดุลด้วยผืนป่าและผืนน้ำ แม้จะเล็กน้อยก็ยังดีกว่าไม่มีเอาเสียเลย ประโยชน์นี้บูรณาการ ไปถึงภาคเกษตรกรรม โยงใยไปถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพราะเมื่อธรรมชาติถึงพร้อม จิตก็น้อมเข้าสู่ธรรม

 

มีลาภเสื่อมลาภ : มียศเสื่อมยศ

พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ได้วางระเบียบในการปฏิบัติธรรมของท่าน โดยมีหลักและขอบเขตดังนี้

เวลา ๐๒.๐๐ น. สัญญาณระฆังนั่งปฏิบัติธรรม

เวลา ๐๔.๐๐ น. ทำวัตรเช้า

เวลา ๐๙.๐๐ น. ฉันอาหารมื้อเดียว

เวลา ๑๕.๐๐ น. ปฏิบัติธรรม

เวลา ๑๗.๐๐ น. ทำวัตรเย็น

เวลา ๒๑.๐๐ น. จำวัด

หลังจากที่ท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ได้อุปสมบทแล้วท่านก็ได้ทุ่มเทกำลังในการพัฒนาผืนป่าให้อุดมสมบูรณ์ตามปณิธานที่ตั้งไว้ทั้ง ๒ แห่ง จนปัจจุบันนี้เป็นอารามที่ร่มรื่นด้วยเมกไม้นานาพรรณ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมเป็นอย่างยิ่ง ท่านพระอาจารย์ได้สละลาภ ยศ ทุกอย่าง ไม่ได้เป็นพระครู พระมหา หรือแม้แต่ตำแหน่งเจ้าอาวาส ท่านพระอาจารย์ก็ไม่รับ โดยท่านเป็นเพียงประธานสงฆ์ที่มีอายุพรรษามากตามหลักธรรมวินัยเท่านั้น

ครั้งหนึ่งการเผยแผ่ธรรมของท่านแพร่หลาย เป็นที่รู้จักของบุคคลทั่วไป เจ้าคณะผู้ปกครองในระดับสูง จะขอพระราชทานสมณศักดิ์ถวายท่านก็ปฏิเสธโดยไม่ขอรับ โดยกราบเรียนเจ้าคณะจังหวัดว่า “ผมไม่อยากได้ สิ่งที่ผมอยากได้ผมได้แล้ว”

ผลงานของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ ส่วนมากจะเป็นการเทศนาแล้วบันทึกเสียงไว้ ในเทศกาล วันสำคัญทางพระพุทธศาสนาของชาติ และปาฐกถาในหน่วยงานราชการต่างๆ ที่รวบรวมได้จำนวน ๔๑๗ เรื่อง รายการเรื่องที่พระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ แสดงธรรมเทศนาและได้บันทึกเสียงรวบรวมได้เป็นเรื่องเป็นหัวข้อจำนวน ๔๑๗ เรื่อง

          ความพิเศษของท่านสามารถจำแนกได้ดังนี้

๑. เป็นผู้ที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวง

๒. นอกจากจะเก่งภาษาอังกฤษแล้ว ยังเก่งภาษาแขกด้วย คือพอทราบพูดถึงประเทศอะไรท่านก็สามารถที่ยกตัวอย่างเป็นภาษานั้น ๆ ได้อย่างน่าทึ่งมาก

๓. ช่ำชองพระไตรปิฎกทั้งบาลีและอรรถกถา เรียกว่าเป็นพระไตรปิฎกเคลื่อนที่

๔. ความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นอีสานอยู่ที่ท่าน เรียกว่าเป็นขุมคลังแห่งปัญญาท้องถิ่นได้เลยเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพ

๕. แตกฉานเรื่องนิรุกติภาษาคือ เวลาเทศน์นั้น ท่านจะใช้ภาษาท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็จะใช้ภาษาไทย ภาษาอังกฤษควบคู่ไปด้วย เพื่อประยุกต์ให้เข้ากับกาลสมัย

๖. จากเหตุผลข้อที่ ๕ จึงทำให้ท่านเทศน์ได้อย่างชนิดที่กินใจ เข้าถึงอารมณ์ทั้งไทยและเทศ โดยเฉพาะไทยอีสานนั้น

๗. เรียกว่าถ้าพูดถึงพระที่เพียบพร้อมไปด้วยปริยัติและปฏิบัติที่สมบูรณ์นั้น ท่านพระอาจารย์สมภพก็อยู่ระดับแนวหน้า

๘. คุณธรรมของท่าน คือท่านมีเมตตา กรุณา มีความเที่ยงตรง อดทน ยอมตายเพื่อธรรมะ มีเป้าหมาย และหลักการที่ชัดเจน มีอุมการณ์ที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างชนิดที่ตัวตายก็ยอม

๙. ไม่สนใจยศฐาบรรดาศักดิ์ ไม่มีตำแหน่งอะไรทางการปกครอง ไม่ได้เป็นมหา หรือพระครูใด เป็นพระที่เป็นขวัญใจ เป็นเพชรเม็ดงาม ของชาวพุทธรูปหนึ่ง

จากการศึกษาประวัติและผลงานของท่านพระอาจารย์สมภพ โชติปญฺโญ จะเห็นว่าท่านเป็นพระนักเผยแผ่ที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม ๗ ประการ คือ

๑. ปิโย เป็นที่รัก คือ เข้าใจถึงจิตใจของผู้ฟัง

๒. ครุ เป็นที่น่าเคารพ คือ มีปฏิปทา จริยาวัตร ที่งดงาม

๓. ภาวนีโย เป็นที่น่าเจริญใจ คือ มีภูมิปัญญาที่แท้จริง

๔. วัตตา รู้จักพูดชี้แจงเผยแผ่ให้ได้ผล คือ สามารถอธิบายธรรมให้ง่ายได้

๕. วจนักขโม อดทนต่อถ้อยคำ คือ พร้อมที่จะรับฟังคำติชม

๖. คัมภีรัญจ กถ กัตตา คือ ฉลาดในการเทศน์

๗. โน จัฏฐาเน นิโยชเย คือ นำทางศิษยานุศิษย์ตามรอยบาทพระพุทธเจ้าทุกประการ

ชีวิตในวันนี้ “หลวงพ่อใหญ่สมภพ โชติปัญโญ”

ผู้เขียนติดติดข่าวสารของพระอาจารย์สมภพผ่านสื่ออินเตอร์เน็ต พบหน้าเฟสบุ๊คของผู้ใช้นามว่า “ปัจฉา สมณะ ของพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ” (ปัจฉาสมณะ เป็นภาษาบาลี แปลว่าพระผู้น้อยผู้เดินตามหลังพระผู้ใหญ่) เข้าใจว่าเป็นพระผู้รับใช้ใกล้ชิดพระอาจารย์สมภพ โชติปัญโญ วัย ๖๘ ปี จึงทราบว่าเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ หลวงพ่อเข้าโรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจตามปกติ ที่โรงพยาบาลธนบุรี ๒ กรุงเทพมหานคร และยังได้ต้อนรับศิษยานุศิษย์ที่เข้ากราบรายงานเรื่องราวกิจการของวัด ภายหลังจากนั้นไม่กี่นาที หลวงพ่อมีอาการเกร็งตามใบหน้าและแขนขวาโดยดวงตาทั้งสองข้างหันมาทางขวามือ แต่หน้าตรง มือขวาเกร็ง..

“…คุณหมอราชินออกไปโทรปรึกษาคุณหมออีกท่าน (ซึ่งเชี่ยวชาญด้านระบบสมองและประสาท๑๐) ขณะรอคุณหมอมา พยาบาลและคุณหมอราชินก็วัดไข้วัดความดัน ไม่ถึง ๑๐ นาทีดีคุณหมอเข้ามาพร้อมคุณหมออีกท่านซึ่งท่านออกจากห้องประชุมมาพอดี มาดูหลวงพ่อ จับชีพจร เอาไฟฉายส่องตา ถามหลวงพ่อ สรุปเกิดอาการเกร็งเกิดจากระบบเส้นเลือดในสมอง คุณหมอสั่งยามาฉีดในขณะนั้นเนื่องจากกลัวหลวงพ่อเหนื่อยเพราะอาการเกร็งมากๆ จะทำให้ปวดได้และช็อกและให้พักผ่อน พร้อมดูอาการ พรุ่งนี้เข้าเครื่องตรวจสมอง ตรวจเสร็จผลคือเส้นเลือดอุดตันในสมองด้านขวา…

ปกตินั้นหลวงพ่อลงไปตรวจสุขภาพเสร็จก็กลับพัก 1 คืน แต่เนื่องจากเพราะความไม่เที่ยงและโชคดีที่หลวงพ่อไปป่วยกะทันหันที่โรงพยาบาล จึงเป็นเหตุให้หลวงพ่อใหญ่เข้าอยู่ปฏิสัลลีรวิหาร (คืออยู่หลีกเร้น) ปราศจากผู้คนเว้นคุณหมอพยาบาลพระผู้ดูแลและโยมผู้ถวายคิลานุปัฏฐากหลวงพ่อเท่านั้น เป็นเวลา ๑๙ วัน ที่หลวงพ่อใหญ่สมภพอยู่ปฏิสัลลีรวิหารในโรงพยาบาล เป็นช่วงที่หลวงพ่อได้พักผ่อนเต็มที่ ปราศจากผู้คนมารบกวน วันนี้หลวงพ่อได้กลับมาพักฟื้นที่วัดแล้ว หลังจากมรสุมพายุเซินกาได้ผ่านพ้นไป

วันนี้หลวงพ่อใหญ่สมภพ ได้กลับมาอยู่ท่ามกลางสายน้ำและป่าไม้ซึ่งเป็นรมณียธรรมชาติ ๑๐ ปีหลวงพ่อจะป่วยหนักๆ ครั้งหนึ่ง เท่าที่นับดู

๒๕ มกราคม ๒๕๔๐ หลวงพ่อป่วยเส้นเลือดฝอยแตกในสมองด้านขวา ในระหว่างการแสดงธรรมที่บ้านบะหว้า อำเภออากาศอำนวย สกลนคร

๙ สิงหาคม ๒๕๔๙ หลวงพ่อเส้นเลือดฝอยในสมองแตกด้านซ้าย ในระหว่างแสดงธรรมวันพระใหญ่ (วันอุโปสถ)

๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๐ หลวงพ่อเส้นเลือดอุดตันในสมองด้านขวา ในขณะพูดธรรมะว่าด้วยอานิสงส์ของการสร้างพระปฏิมากรและปิดทองพระปฏิมากร และในการนิมนต์ของคุณหมอให้ไปตรวจสุขภาพส่องกล้องปกติ ที่โรงพยาบาลธนบุรี ๒

ปีที่แล้วคุณหมอราชิน ก็บอกว่าหนักแล้วนะหลวงปู่ที่เส้นเลือดแตกในปอด ๔ เส้น ช่วงต้นเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๙ คุณหมอราชิน บอกหลวงพ่อว่า หลวงปู่ครับ หลวงปู่จะต้องผ่านไปให้ได้นะครับ ผ่านไปด้วยกันนะครับ หนักกว่านี้หลวงปู่ก็ผ่านมาแล้ว หลวงปู่ต้องสู้นะครับ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง

วันที่จะกลับวัดลูกหลานกัลยาณี บ่มใบบุญ อาราธนานิมนต์หลวงพ่อให้หายเร็วๆและอายุยืนๆ หลวงพ่อพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆ ตาไม่ลืมว่า จะอายุยืนๆยืนจนถึงวันตายนั้นแหละ

วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๐ ภาคบ่ายสองโมง จะมีกิจกรรมกราบคารวตามหาสามีจิกรรมหลวงพ่อใหญ่สมภพ โชติปญฺโญ ถ้าท่านปรารถนาอยากกราบหลวงพ่อ มาเถิด อย่าไปผัดวันประกันพรุ่ง อะไรๆมันไม่เที่ยง ไม้ใกล้ฝัง นั่งใกล้ริ่มห้วยแล้วนะ ชีวิตคนเราก็เคลื่อนคล้อยเข้าไปทุกที ชีวิตมุ่งหน้าจะอัสดงถ่ายเดียว..”

 

 

(๑) ปฐมกถา : จุลลไชยยปกรณ์

ทวนทาง-1

(๑) ปฐมกถา : จุลลไชยยปกรณ์

บทสวดมนต์จุลลไชยยมงคลคาถาสะกิดใจทำให้ผมต้องกลับมาทวนทางธัมมจารีในอีศานให้ละเอียด เพราะก่อนหน้านี้ผมไม่เคยสดับบทสวดสำเนียงลาวบทนี้มาก่อน หรืออาจเคยได้ยินผ่านหูอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ใส่ใจเท่าที่ควร

ต่อเมื่อได้สดับธัมมิกกถาของพระสมภพ โชติปัญโญ ประธานสงฆ์วัดไตรสิกขาทลามลตาราม
อำเภอคำตากล้า จังหวัดสกลนคร ทำให้ผม “หูแจ้งตาใส” ในเนื้อหาสาระที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนายิ่งขึ้นเป็นอันมาก ทั้งๆ ที่ฟังผ่านสื่อวิดิโอคลิปในอินเตอร์เน็ต โดยที่ไม่เคยฟังจากปากตัวเป็นๆ ของท่านแม้แต่ครั้งเดียว

อาจารย์สมภพ โชติปัญโญ กล่าวถึงบทสวดมนต์สำเนียงลาวนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของบทสวดปริตมงคลแบบล้านช้างโบราณ อาณาจักรศรีโคตบูรณ์ เรียกว่ารัตนสูตร ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ใช้ปราบยุคเข็ญในเมืองเวสาลีสมัยที่เกิดทุพภิกขภัย ทำให้ผู้คนล้มตายมากมาย บ้านเมืองเต็มไปด้วยภูติผีปีศาจ

8f8ajaaea5e7bbbaj8a8a

พระโสนะเถระ หนึ่งในพระธรรมทูตผู้นำพระพุทศาสนามาเผยแผ่ในสุวรรณภูมิ

ท่านกล่าวถึงความเป็นมาของจุลลไชยยะปกรณ์ หรือบทขัด หรือตำนานของจุลชัยยะมงคลคาถา ไว้ว่า เป็นพระคาถาที่แสดงถึงชัยชนะของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือนัยหนึ่งคือชัยชนะของพระพุทธศาสนาต่อสิ่งชั่วร้ายที่เคยมีอิทธิพลในแถบถิ่นลุ่มแม่น้ำโขง โดยกล่าวว่า ต้นบทจุลชัยยะมงคลคาถา ที่เรียกว่า จุลละไชยยะปกรณ์ ได้บอกเล่าถึงเหตุการณ์เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ว่า เมื่อครั้งพระโสณะ และพระอุตระ รับอาราธนาพระเจ้าอโศกมหาราชและพระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ เพื่อมาเป็นสมณทูตประกาศพระศาสนาในแผ่นดินสุวรรณภูมินั้น พระเถระทั้ง 2 รูปได้ผจญกับปีศาจท้องถิ่น ในรูปของเงือก หรือผีเสื้อน้ำ ซึ่งได้ซักถามพระเถระว่า สิ่งใดฤๅที่เรียกว่า เทวธรรม พระเถระจึงวิสัชนาเป็นพระคาถาว่า หิริโอตัปปะสัมปันนาฯ เป็นอาทิ ซึ่งเป็นพระคาถาเทวธรรม ซึ่งยกมาจากเทวธรรมชาดก และปรากฏอยู่ในช่วงปกรณ์ หรือพรรณนาที่มาของจุลชัยยะมงคลคาถา ความว่า..

“สุโข พุทธานัง อุปปาโท สุขา สัทธัมมะเทสะนา สุขา สังฆัสสะ สามัคคี สามมัคคานัง ตะโป สุขา ทิวา ตะปะติ อาทิจโจรัตติง อาภาติ จันทิมา สันนัทโธ ขัตติโยตะปะติฌายี ตะปะติพราหมะโณ อะถะสัพพะมโหรัตติง พุทโธตะปะติ เตชะสา หิริโอตัปปะ สัมปันนา สุกกา ธัมมา สะมาหิตา สันโต สัปปุริสะ โลเก เทวา ธัมมาติ วุจจะเร สันติปักขา อะปัตตะนา สันติปาทา อะวัญจะนา มาตาปิตา จะ นิกขันตา ชาตะ เวธะ ปะติกกะมะ สุวัณณะภูมิง คันตะวาะ โสนุตตะรา มะหิทธิกา ปิสาเจ นิททะมิตตะวานะ พรัหมะชาลัง อาเทเสยยุง เอเตสัพเพ ยักขา ปะลายันตุฯ”

แปลความว่า.. ยักษ์ทั้งหลายถอยไป

ปีศาจทั้งหลายถอยไป

มารร้ายทั้งหลายถอยไป

หลังจากนั้นก็มาสรุปลงด้วยถ้อยคำที่ว่า

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวะนาคา มิหิทธิกา ปุญัง โน อนุโมทันตุ จิรัง รักขันตุ สาสะนัง

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวะนาคา มิหิทธิกา ปุญัง โน อนุโมทันตุ จิรัง รักขันตุ ปาณิโน

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวะนาคา มิหิทธิกา ปุญัง โน อนุโมทันตุ จิรัง รักขันตุ โนสะทา

อากาสัฏฐา จะ ภุมมัฏฐา เทวะนาคา มิหิทธิกา ปุญัง โน อนุโมทันตุ จิรัง รักขันตุ สาสะนัง โสตถิง คัจฉันตุ เทวะตาคะตา

126885002

พระเจ้าอโศกมหาราช ผู้อาราธนาพระโสนะและพระอุตระเถระ เป็นธรรมทูตนำพุทธศาสนาสู่สุวรรณภูมิ

แปลว่า.. ขอให้เทวดา พญานาค ผู้มีฤทธิ์บนอากาศและภาคพื้นดิน จงมาอนุโมทนาสาธุการ ในบุญกุศลที่เราท่านทั้งหลายได้ทำอยู่ขณะนี้ และแล้วจงช่วยกันมาพิทักษ์รักษาพุทธศาสนานี้ให้ยั่งยืนสถาพร เพื่อความสุขสงบร่มเย็นสถาพรแด่ปวงเทพเจ้า เหล่ามนุษย์ ปวงสัตว์ทั้งหลาย

นั่นคือ “ปกรณ์” หรือคัมภีร์ ตำรา ที่บอกกล่าวถึงที่มาของพระคาถา

จุลไชยมงคลคาถา

ต่อไปนี้คือบทสวดจุลไชยมงตลคาถาอันครบถ้วน ที่มีมาในอดีต

นะโม เม พุทธะ เตชัสสา ระตะนะตะยะ ธัมมิกา

เตชะ ประสิทธิ ปะสีเทวา นารา ยะปะระเมสุรา

สิทธิ พรัหมา จะ อินทา จะ จะตุโลกา คัมภี รักขะกา

สะมุทา ภูตุง คังกา จะ สะพรัหมา ชัยยะ ประสิทธิ ภะวันตุเต

 

ชัยยะ ชัยยะ ธ รณี ธ รณี อุทะธิ อุทะธิ นะ ทิ นะ ที

ชัยยะ ชัยยะ คะคน ละตน ละนิสัย นิรัย สัยเสน นะ เมรุราช ชะพล น ระชี

ชัยยะ ชัยยะ คัมภี ระ โสมภี นาเคน ทะนาคี ปิ ศาจ จะ ภู ตะกาลี

ชัยยะ ชัยยะ ทุน นิมิต ตะ โรคี ชัยยะ ชัยยะ สิงคีสุทา ทา นะมุขะชา

 

ชัยยะ ชัยยะ วะรุณ ณะมุขะ ศาตรา ชัยยะ ชัยยะ จัม ปาทินา คะ กุละคัณโถ

 

ชัยยะ ชัยยะ คัชชะคน นะตุรง สุกะระภุ ชง สีหะ เพียคฑะ ทีปา

ชัยยะ ชัยยะ วะรุณ ณะมุขะ ยาตรา ชิตะ ชิตะ เสน นารี ปุนะสุทธิ น ระดี

 

ชัยยะ ชัยยะ สุขา สุขา ชีวี ชัยยะ ชัยยะ ธ ระณี ตะเล สะทา สุชัยยา

ชัยยะ ชัยยะ ธ ระณี สาน ติน สะทา

 

ชัยยะ ชัยยะ มังกะ ราชรัญญา ภะวัคเค ชัยยะ ชัยยะ วะรุณ ณะยักเข

 

ชัยยะ ชัยยะ รักขะเส สุระภุ ชะเตชา ชัยยะ ชัยยะ พรัหมเมณ ทะคะณา

 

ชัยยะ ชัยยะ ราชา ธิราช สาชชัย ชัยยะ ชัยยะ ปะฐะวิง สัพ พัง

 

ชัยยะ ชัยยะ อะระหันตา ปัจเจ กะพุทธะสา วัง ชัยยะ ชัยยะ มะเห สุโร หะโร หะริน เทวา

 

ชัยยะ ชัยยะ พรัหมา สุรักโข ชัยยะ ชัยยะ นาโค วิรุฬ หะโก วิรู ปักโข จัน ทิมา ระวิ

 

อินโท จะ เวนะ เตยโย จะกุเว โร วะรุโณ ปิ จะ

อัคคิ วาโย จะ ปา ชุณโห กุมาโร ธะตะรัฏฏะโก

อัฏฐา ระสะ มะหา เทวา สิทธิตา ปะสะอา ทะโย

อิสิ โน สา วะกา สัพ พา ชัย ยะ ราโม ภะวัน ตุเต

ชัยยะ ธัมโม จะ สังโฆ จะ ทะสะปาโล จะ ชัยยะ กัง

เอเต นะ ชัยยะ เต เชนะ ชัยยะ โสตถี ภะวันตุ เต

เอเตนะ พุทธะ เต เชนะ โหตุ เต ชัยยะมัง คะลัง

 

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย

อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัยะตะทา พรัหมะคะนา มะเหสิโน

 

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย

อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัย ยะตะทา อินทะ คะณา มะเห สิโน

 

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย

อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัยยะตะทา เทวะ คะณา มะเห สิโน

 

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย

อุคโฆ สะยัม โพธิ มันเฑ ปะโม ทิตา ชัยยะตะทา สุปัณณะ คะนา มะเหสิโน

 

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มา รัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย

อุคโฆ สะยัม โพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตา ชัยยะตะทา นาคะ คะณา มะเหสิโน

 

ชัยโย ปิ พุทธัสสะ สิริมะโต อะยัง มารัสสะ จะปา ปิมะโต ปะรา ชะโย

อุคโฆ สะยัมโพธิ มัณเฑ ปะโม ทิตาชัยยะตะทา สะพรัหมะคะณา มะเหสิโน

 

ชะยันโต โพธิยา มูเล สัก กะยานัง นันทิ วัฑฒะโน

เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ ชะยัสสุ ชะยะมัง คะเล

อะปะรา ชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปก ขะเร

อะภิเสเก สัพ พะพุทธานัง อัคคัปปัตโต ปะโม ทะติ

สุนักขัตตัง สุมัง คะลัง สุปะภาตัง สุหุฏ ฐิตัง

 

สุกขะโน สุมุหุตโต จะ สุยิฏฐัง พรัหมะจาริสุ

ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง

ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง ปะณีธี เต ปะทักขิณา

ปะทักขิณานิ กัตวานะ ละภัณตัตเถ ปะทักขิเณ

 

เต อัตถะลัทธา สุขิตา วิรุฬหา พุทธะสา สะเน

อะโรคา สุขิตา โหถะ สะหะ สัพเพหิญาติภิ

สุณันตุ โภนโต เยเทวา อัสมิง ฐาเน อะธิคะตา

ฑีฆายุกา สะทา โหนตุ สุขิตา โหนตุ สัพพะทา

รักขันตุ สัพพะสัต ตานัง รักขันตุ ชินะสาสะนัง

 

ยา กาจิ ปัตถะนา เตสัง สัพเพ ปูเรนตุ มะโนระถา

ยุตตะกาเล ปะวัสสันตุ วัสสัง วัสสา วะราหะกา

โรคา จุปัททะวา เตสัง นิวาเรนตุ จะ สัพ พะทา

กายาสุขัง จิตติสุขัง อะระหันตุ ยะถาระหัง

อิติ จุลละชัยยะสิทธิมังคะลัง สะมันตัง

788f50123ea3dbe5b3e60f12856de881

พระศากยมุนีโคตมพุทธเจ้า

คำแปล

อันว่ากิริยาอ่อนน้อมสักการะแห่งข้าพเจ้า ก็จงมีแด่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งบริบูรณ์ด้วยพระตบะแลเดชะ

อันว่าชุมนุมมาด้วยแก้วมณีอันประเสริฐสามประการอันประกอบชอบธรรมแล้ว

อันว่าเทพยดาทั้งหลายก็ดี อันว่าพระนารายณ์แลพระปรเมศวรก็ดี ผู้รุ่งเรืองด้วยประสิทธิ ทั้งศาสตร์และศิลป์ก็ดี

อันว่าท้าวมหาพรหม และพระอินทร์ ทั้งหลายก็ดี อันว่าเทพยดาทั้งหลายผู้คุ้มครองรักษาคุ้มครองยังโลกทั้งสี่

คือว่า พรหมโลก เทวโลก มนุษโลก และ นาคโลก ก็ดี ก็จงเป็นอำนาจสำเร็จค้ำจุน มั่งคง แก่ท่านเทอญ

อันว่าแม่น้ำคงคามหานที อีกทั้งแม่น้ำที่ไหลมาจากมหาสมุทรก็ดี ก็ขออำนาจแห่งความประสิทธิทั้งหลายทั้งปวงนั้นจงมีแก่ท่านเทอญ

อันว่าแผ่นดินน้อยใหญ่ ก็ดี อันว่าบึงน้อยใหญ่ทั้งหลายก็ดี อันว่าแม่น้ำน้อยใหญ่ก็ดี

อันมีตบะเดชะอานุภาพดังอุปมามากมายฉันใด ก็ขอจงมีชัยชนะเดชะอานุภาพ ดังอุปมัยนั้นเทอญ

อันว่าพื้นประตู อากาศ กลางหาวและเขาพระสุเมรุราช และพญาภูดอย

อีกทั้งป่าเขาทั้งหลาย อันเป็นที่อยู่อาศัยหลับนอนแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายก็ดี ก็จงมาเป็นชัยชนะเดชะอานุภาพอันมากแก่ท่านเทอญ

อันว่าพญานาคและนางนาคทั้งหลายอันอยู่ในห้วย ในบ่อ ในบึง ในถ้ำ และในหุบเหวอันลึกก็ดี

อันว่าผีร้าย ผีเสื้อน้ำและผีเสื้อบกทั้งหลายก็ดี ก็จงกลับกลายมาเป็นชัยชนะแก่ท่านแลให้ข้าศึกศัตรูทั้งปวงพ่ายแพ้

อันว่านิมิตอันชั่วร้ายและพยาธิโภยภัย โรคา ทั้งหลายก็จงกลับกลายมาเป็นชัยชนะแก่ท่านเทอญ

ขอชัยชนะนั้นจงมีแก่ท่านทั้งหลายเหนือบรรดานิมิตอันชั่วร้ายและโรคาทั้งหลายทั้งมวลนั้นเทอญ

อันว่านอแรดและเขากวางหดอันเกิดจากหัวและจมูกก็ดี อันว่าเขี้ยวหมูตันจันทคราส อีกทั้งเขี้ยวและงาอันเกิดมาจากปากก็ดีก็จงมาเป็นชัยชนะให้ข้าศึกศัตรูพ่ายแพ้พร้อมยังเป็นวัตถุมงคลให้แก่ท่านเทอญ

อันว่าเหล่าศาสตราวุธซึ่งเป็นของกล้าแกร่งยังกำจัดไปซึ่งสรรพโภยภัยและเสนียดจัญไรที่ บังเกิดจากความโศกเศร้า เสน่หา แลความประหวั่นพรั่นพรึง ก็จงมาเป็นชัยชนะแก่ท่านเทอญอันว่าเครื่องสังวาลแห่งพญานาค อันรุ่งเรืองด้วยสีดอกจำปา เป็นต้น ก็จงมาเป็นชัยชนะแก่ท่านเทอญ

อันว่าช้าง ม้า แรด นาค เงือก งู ราชสีห์ และ เสือโคร่ง แลเสือเหลือง อันมีเดชะอานุภาพอันมาก แลนี้ด้วยประการฉันใดก็จงมาเป็นชัยชนะอานุภาพปราบไปซึ่งข้าศึกศัตรูในสากลชมพูทวีปทั้งมวลนั้นเทอญ

อันว่าสภาวะอันระงับดับเสียซึ่งความเศร้าโศกก็ดี อันว่าความผจญพ่ายแพ้ยังกำลังท้าวพญา และเสนาข้าศึกศัตรูแล้วมีความชมชื่น ยินดีเมื่อภายหลังก็ดี ก็จงมาเป็นชัยชนะอันลือชาปรากฏ แก่ท่านเทอญ

อันว่าความเลี้ยงชีพอันง่ายสะดวกสบาย ความเป็นอยู่สุขสบายก็ดี อันว่าการประกอบสัมมาชีพด้วยดีเหนือผืนแผ่นดินในกาลทุกยามก็ดี

อันว่าผืนปฐพีอันเนืองแน่นไปด้วยหมู่บ้านและนิคม คามนิคมก็ดี ก็จงมาเป็นชัยชนะอันลือชาปรากฏแก่ท่านเทอญ

อันว่าอาลัยแห่งมังกร คือว่ารัศมีอันแผ่ไปไกลได้ร้อยและพัน อันมีแสงสว่างเจิดจรัสของมังกรทั้งหลาย ถึงเหนืออากาศกลางหาว ก็จงมาเป็นชัยมงคลอันประเสริฐแก่ท่านเทอญ

อันว่าเดชานุภาพแห่งวรุณยักษ์ก็ดี อันว่าเดชานุภาพแห่งเทพบุตร เทพธิดา และพระอิศวร แลพญานาคก็ดี

อันว่าอำนาจแห่งเหล่าท้าวมหาพรหม และพระอินทร์ทั้งหลายก็ดี ก็จงมาเป็นชัยชนะมงคลสวัสดี แก่ท่านทั้งหมดนั้นเทอญ

อันว่าความผจญต่อเดชะบารมีแห่งท้าวพญาทั้งปวง ตนประเสริฐ ก็จงมาเป็นชัยชนะอันมั่นคงแก่ท่านเทอญ

อันว่าขอให้ท่านจงมีชัยชนะเหนือหมู่สรรพสัตว์ ท้าวพญา ข้าศึกศัตรูแลหมู่ปัจจามิตรทั้งหลายทั้งปวงเหนือพื้นปฐพีนี้เทอญ

อันว่าพระอรหันต์ทั้งหลายพระปัจเจกพุทธเจ้าและพระสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็จงมาเป็นมหาชัยมงคลแก่ท่านเทอญ

อันว่าพระอิศวรผู้มเหศวรและพญาอังคหละแลพญาหรินทเทพเจ้าทั้งหลายก็ดี อันว่าท้าวมหาพรหมผู้มเหศักดิ์ก็ดี ก็จงมาเป็นชัยชนะแก่ท่านเทอญ

อันว่าพญานาคก็ดี อันว่าท้าววิรุฬหกก็ดี อันว่าท้าววิรูปักษ์ก็ดี อันว่าพระจันทร์ก็ดี อันว่าพระอาทิตย์ก็ดี อันว่าพระอินทร์ก็ดี

อันว่าพญาเวนไตยก็ดี อันว่าท้าวกุเวรก็ดี อันว่าพญาวรุโณก็ดี อันว่าพญาอัคคีและพญาวาโยก็ดี อันว่าพญาชุณหะ อันว่าพญากุมาโรก็ดี อันว่าท้าวฐตรถก็ดี

อันว่าเทพยดาทั้งหลายผู้เป็นใหญ่ทั้งสิบแปดตน ที่กล่าวมานั้นก็ล้วนมีตบะแลเดชะอานุภาพอันมาก

 

ขออานุภาพแห่งเทพยดาเหล่านั้นจงบันดาลให้ท่านมีชัยชนะเหนือข้าศึกศัตรูปัจจามิตรทั้งหลายเทอญ

อันว่านักบวชทั้งหลายทั้งที่มีฤทธิ์สิทธิการ มีฤาษีและดาบสเป็นอาทิ อันว่านักบวชเจ้าทั้งหลายผู้ปรารถนามรรคผลแสวงหาพระนิพพาน

อันเป็นพระสาวกแห่งพระพุทธเจ้าทั้งมวล อันว่าเป็นชัยชนะอันนำมาซึ่งความชื่นชมยินดีก็จงให้บังเกิดมีแก่ท่านเทอญ

อันว่าพระนวโลกุตรธรรมเจ้า เก้าประการ ก็ดี อันว่าพระอริยสังฆเจ้าทั้งหลายก็ดี ก็จงมาเป็นชัยมงคลแก่ท่านเทอญ

อันว่าเทพเจ้าผู้เฝ้ารักษายังทิศทั้งสิบก็ดี อันว่าความสวัสดีและโชคโภคทรัพย์ทั้งหลายก็ดีก็จงมีแก่ท่านทั้งปวงเทอญ

ด้วยเดชะอานุภาพแห่งไชยปกรณสูตรบทนี้ อันว่าชัยชนะศิริ แลสวัสดี ก็จงมีแก่ท่านเทอญ

ด้วยเดชะอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันว่าชัยมงคลอันประเสริฐ ขอจงให้บังเกิดมีแก่พวกเราทั้งหลายเทอญ

 

อันว่าคณะแห่งพรหมทั้งหลายอันมีใจชื่นชมยินดี แล้วพึงอุโฆษประกาศเตือนให้รู้ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธเจ้าองค์ซึ่งแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อันมีชัยใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชัยชนะนี้แลเป็น ชัยชนะของพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีสิริ ส่วนความพ่ายแพ้เป็นของมาร ผู้มีบาป

อันว่าคณะแห่งพระอินทร์ทั้งหลายอันมีใจชื่นชมยินดี แล้วพึงอุโฆษประกาศเตือนให้รู้ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธเจ้าองค์ซึ่งแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อันมีชัยใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชัยชนะนี้แลเป็น ชัยชนะของพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีสิริ ส่วนความพ่ายแพ้เป็นของมาร ผู้มีบาป

อันว่าคณะแห่งเทวดาทั้งหลายอันมีใจชื่นชมยินดี แล้วพึงอุโฆษประกาศเตือนให้รู้ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธเจ้าองค์ซึ่งแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อันมีชัยใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชัยชนะนี้แลเป็น ชัยชนะของพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีสิริ ส่วนความพ่ายแพ้เป็นของมาร ผู้มีบาป

อันว่าคณะแห่งพญาครุฑทั้งหลายอันมีใจชื่นชมยินดี แล้วพึงอุโฆษประกาศเตือนให้รู้ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธเจ้าองค์ซึ่งแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อันมีชัยใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชัยชนะนี้แลเป็น ชัยชนะของพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีสิริ ส่วนความพ่ายแพ้เป็นของมาร ผู้มีบาป

อันว่าคณะแห่งพญานาคทั้งหลายอันมีใจชื่นชมยินดี แล้วพึงอุโฆษประกาศเตือนให้รู้ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธเจ้าองค์ซึ่งแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อันมีชัยใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชัยชนะนี้แลเป็น ชัยชนะของพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีสิริ ส่วนความพ่ายแพ้เป็นของมาร ผู้มีบาป

อันว่าคณะแห่งเทพยดาทั้งหลายที่กล่าวมาอันมีใจชื่นชมยินดี แล้วพึงอุโฆษประกาศเตือนให้รู้ถึงชัยชนะอันยิ่งใหญ่แห่งพระพุทธเจ้าองค์ซึ่งแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่

อันมีชัยใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ชัยชนะนี้แลเป็น ชัยชนะของพระพุทธเจ้าผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ผู้มีสิริ ส่วนความพ่ายแพ้เป็นของมาร ผู้มีบาป

(วิกิซอร์ซ)

 

หุบเขาสีเหลือง

หุบเขาสีเหลือง-11ผมจะทำให้วนเกษตรอินทรีย์ฯ เสนาสนะสัปปายะ_เฮือนดินตีนภู กลายเป็น #หุบเขาสีเหลือง (Sub Daeng Yellow Valley) ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2560 นี้ อันเป็นช่วงงานพระราชพิธีพระบรมศพ และวาระวันคล้ายวันเกิดผมครบวงปีที่ 67 ในวันที่ 27 ตุลาคม

ต้องขอขอบคุณทนายสุพจน์ มะติยภักดิ์ รองนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลนาหนองทุ่ม อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ ที่กรุณานำเมล็ดปอเทืองไปมอบให้ผม 1 กระสอบ ผมจะใช้เมล็ดพันธุ์แห่งไมตรีจิตมิตรภาพนี้ มาสร้าง Sub Daeng Yellow Valley เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายส่งเสด็จสวรรคาลัยในครั้งนี้

สอบถามผู้รู้แล้ว พื้นที่ 20 ไร่ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ 100 กิโลกรัม ท่านรองนายกฯ สุพจน์ มะติยภักดิ์ รับว่าจะจัดหาให้ เพื่อให้เกิดเป็นทุ่งปอเทืองในพื้นที่ 20 ไร่ เป็นอย่างน้อย

วิธีการคือจะหว่านหรือหยอดเมล็ดแซมเข้าไปในพื้นที่พืชสวน พืชไร่ และแปลงหญ้า ในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2560 เพื่อให้ดอกบานในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือประมาณ 60-70 วันหลังการหว่านหรือหยอดเมล็ด

ทั้งนี้เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายอาลัย ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อันหาที่สุดมิได้ หลังจากสมาทานเบญจศีลครบ 1 ปีถวายเป็นพระราชกุศล นับแต่วันเสด็จสวรรคต 13 ตุลาคม 2559

อนึ่ง เนื่องจากวันคล้ายวันเกิดครบ 67 ปีของผมในวันที่ 27 ตุลาคม ปีนี้ (2560) อยู่ในช่วงงานพระราชพิธีพระบรมศพ จึงของดกิจกรรมทั้งหลายที่เคยถือปฏิบัติมานั้นด้วย

หุบเขาสีเหลือง-2 แผน60ในช่วงต้นฤดูฝนปีนี้ (2560) ผมพยายามช่วงชิงลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ในไร่นาให้ท่วงทันฤดูกาล ภายใต้ข้อจำกัดด้านต่างๆ โดยเฉพาะแรงงานและทุน แต่ก็ตั้งใจทำ โดยเริ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่จริงในเวลานั้นๆ จึงปรากฏผลการดำเนินงานดังนี้

1. การจัดการทรัพยากรน้ำ ได้จัดทำระบบ Recharge น้ำลงใต้ดิน เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำได้ดินที่สูบได้จากบ่อบาดาล ขณะนี้กำลังรอดูผลการเปลี่ยนแปลง ว่าจะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำได้ตามคาดหรือไม่? เพียงใด? ซึ่งปีนี้ถือว่าโชคดีที่มีปริมาณน้ำฝนตกมากตั้งแต่ต้นฤดูกาล ทำให้เกิดสถานการณ์ “น้ำมาก” ในช่วงเดือนพฤษภาคม ซึ่งไม่เคยปรากฏเช่นนี้มานานมากแล้ว สิ่งที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จก่อนฤดูน้ำมากรอบต่อไปคือการขุดลอกสระเก็บน้ำผิวดินที่มีอยู่แล้ว คือสระเล็ก 4 สระที่อยู่ด้านบนของพื้นที่ จะขุดลอกโดยผนวก 2 สระที่ตั้งอยู่ด้านบนและสูงที่สุด ให้ได้ความลึกเท่าที่จะลึกได้ เพื่อรองรับน้ำผิวดินในยามฝนตก และขุดดินขึ้นมาถมคันขอบสระด้านหนึ่งให้สูง เพื่อก่อสร้างถังสูง เพื่อประโยชน์ในการกระจายน้ำไปให้ทั่วพื้นที่ในกิจกรรมการใช้น้ำทุกด้าน

Exif_JPEG_4202. การจัดการทรัพยากรดิน มีการไถดะเพื่อกลบฝังวัชพืชก่อนที่จะติดดอกออกผล ในพื้นที่นา ที่สวน และที่ไร่Exif_JPEG_420

3. การทำนา ตัดสินใจทำนาหว่านแบบแห้ง ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวอินทรีย์ที่ได้รับการอนุเคราะห์จากนาข้าวอินทรีย์บ้านสวนข้าวขวัญ สุพรรณบุรี คือพันธุ์ทับทิมชุมแพ (ก.ข.69) และไร้ซ์เบอร์รี่ ในพื้นที่นาประมาณ 4 ไร่ สวนข้าวพันธุ์อื่นๆ จะค่อยๆ หว่านดำในพื้นที่อื่นที่เหมาะสม

4. แปลงหญ้าเลี้ยงสัตว์ ได้หว่านเมล็ดหญ้ารูซี่ และหญ้ากินนีสีม่วง ในพื้นที่ 2 ไร่ แล้วเสร็จและกำลังงอกต้นอ่อน

Exif_JPEG_420Exif_JPEG_4205. สวนหม่อน (Mulberry) เตรียมพื้นที่ปลูกขยายจากเดิมที่มีอยู่ประมาณ 1 ไร่ครึ่ง ให้ได้พื้นที่ 6 ไร่ ด้วยกิ่งตอนจากต้นเดิมที่มีอยู่แล้ว ทะยอยตอนและปลูกเสริมไปเรื่อยๆ พร้อมๆ กับเตรียมต้นกล้ามะละกอพันธุ์ฮอลแลนด์ เพื่อปลูกแซมระหว่างแถวหม่อน

6. ก่อนที่จะถึงกิจกรรมหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองในช่วงครึ่งเดือนหลังของเดือนสิงหาคม 2560 มีงานที่จะต้องทำให้แล้วเสร็จอยู่อย่างน้อย 3 รายการคือ
(1) งานก่อสร้างถังสูงส่งน้ำ หลังการขุดลอกสระเอาดินขึ้นมาถมคันสระด้านหนึ่งให้เป็นฐานที่ตั้ง พร้อมกับเดินระบบท่อส่งน้ำไปทั่วบริเวณพื้นที่ใช้น้ำทั้งหมด
(2) งานล้อมรั้วโดยรอบพื้นที่ และรั้วแบ่งเขตพื้นที่ป้องกันสัตว์เลี้ยงเข้าเหยียบย่ำทำลาย และ
(3) งานก่อสร้างคอกควายให้ได้มาตรฐาน มีรางให้อาหารข้น อาหารหยาบ หญ้าสด หญ้าแห้ง รางน้ำ ฯลฯ มีมุ้งคลุมป้องกันยุงและแมลงรบกวน

44th-2ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องใช้เงินทุนและแรงงาน ซึ่งลำพังแต่ผมผู้เดียวย่อมมีข้อจำกัดในเรื่องนี้แน่นอน จึงจำเป็นต้องใช้ต้นทุนด้านอื่นที่มีอยู่มาระดมทุนทรัพย์ เพื่อขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการปีนี้ (2560) ให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ให้จงได้

นี่คือที่มาของแนวคิดเรื่องการจัดทำเสื้อยืดที่รฤกซับแดง_แหล่งตำนาน ขึ้นมาเพื่อหารายได้จากการจำหน่ายเสื้อยืดดังกล่าว นำมาเป็นงบประมาณรายจ่ายของแผนปฏิบัติการวนเกษตรอินทรีย์ฯ เฮือนดินตีนภู ประจำปีนี้ (2560) ซึ่งย่อมรวมถึงการทำให้ที่นี่กลายเป็น #หุบเขาสีเหลือง (Sub Daeng Yellow Valley) ในช่วงปลายเดือนตุลาคม 2560 นี้ด้วย

แบบเสื้อยืด

 

คำให้การของ “คนกับควาย” : “ผมคงจะดูแลควายตามลำพังต่อไปไม่ไหวแล้ว”

%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-1

ก่อนจะเอ่ยปากเรื่องนี้ ผมได้ไตร่ตรองอยู่หลายวัน และในที่สุดก็ถึงขั้นจำเป็นต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่างเพื่อจัดการปัญหาที่ถมทับผมอยู่ สิ่งแรกที่ต้องทำคือเล่าเรื่องนี้ให้ปรากฏแก่เพื่อนมิตรพี่น้อง เพื่อขอรับฟังความคิดความเห็น เพื่อผมจะใช้ประกอบการตัดสินใจต่อไป

ผมเริ่มมีควายที่จะต้องดูแลมาราว 10 ปีที่ผ่านมา แรกๆ มีชาวบ้านอาสารับเลี้ยงให้ ก็ไม่สู้เป็นภาระกับผมสักเท่าไหร่ แต่ต่อมาเกิดมีเหตุการณ์บางอย่าง คนที่เคยเลี้ยงควายให้ผมถูกจำคุกด้วยคดีร้ายแรงบางอย่าง ผมจึงต้องแบกภาระเลี้ยงควายเหล่านั้นเสียเอง

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-11ต้นปี พ.ศ.2554 (6 ปีก่อนถึงวันนี้) คุณแจม อนันตยา (ขออภัยถ้าเอ่ยไม่ถูกต้อง เพราะผมเดาเอาจากนามภาษาอังกฤษในหน้าเฟสบุ๊คเวลานั้น) ศิษย์เก่า ม.ธ.รุ่นน้อง ผู้มีศรัทธาในการจัดซื้อลูกควายอายุ 2 ขวบตัวนี้มาจากอำเภอภูเวียง จังหวัดขอนแก่น ผมตั้งชื่อเขาว่า “บัวขาว”

บัวขาวเป็นควายลักษณะดี เข้าตำรา “พญาควาย” ก็ว่าได้ เขาอยู่กับผมมาจนถึงขณะนี้ โดยที่ก่อนหน้านั้น คราวเมื่อเราจัดกิจกรรม “คนกับควาย” ปีที่เท่าไรก็จำไม่ได้ซะแล้ว ผมได้รับบริจาคควายเพศเมียตัวหนึ่ง ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาได้ไถ่ถอนมาจากโรงฆ่าสัตว์

ตอนนั้น… มีครอบครัวชาวบ้านรุ่นน้องครอบ ครัวหนึ่งรับภาระดูแลให้ ผมมารับรู้ในภายหลังว่าเขาได้ขายควายเพศเมียตัวนั้นออกไป ด้วยเหตุที่มันเลี้ยงยาก ไม่เชื่อง อาจเนื่องจากมันเคยถูกทรมานตอนอยู่ที่โรงฆ่าสัตว์ จึงติดนิสัยหวาดระแวงคนเลี้ยง แต่เมื่อขายออกไปแล้วเขาได้ซื้อตัวใหม่เข้ามาแทน ซึ่งผมตั้งชื่อให้ว่า “นางสายบัว” และเป็นควายแม่พันธุ์อยู่คู่กับ “บัวขาว” มาจนถึงวันนี้

ผมก็นึกฉุนอยู่เหมือนกันว่า ทำไมจะขายควายไม่ปรึกษาผมก่อน แต่ก็ไม่ได้ว่ากระไร เพราะแม่ที่เขาซื้อมาทดแทนไว้ก็เชื่องดี และให้ลูกสม่ำเสมอมาทุกปี

ต่อมา.. มีเหตุทำให้ผมต้องอพยพควายมาเลี้ยงเองในสวนวนเกษตรอินทรีย์ฯ โดยที่ไม่ได้ตระเตรียมความพร้อมอะไรล่วงหน้าเลย เมื่อคนที่เลี้ยงอยู่เดิม ต้องโทษจำคุกในคดีร้ายแรงอันหนึ่ง อันทำให้ผมต้องรับภาระหนัก ทั้งๆ ที่สุขภาพร่าง กายในเวลานั้นก็ค่อนข้างแย่ ทีแรกผมคิดว่าจะแบ่ง ปันลูกควายให้เป็นค่าตอบแทนการเลี้ยง แต่ไม่แน่ ใจว่าควายที่ผมแบ่งให้นั้น จะไม่ถูกขายเข้าโรงฆ่าสัตว์ ผมจึงเปลี่ยนใจรอจังหวะที่มีเงินให้เป็นค่า ตอบแทนครอบครัวเขาไป

มีอยู่ระยะหนึ่ง น้องสาวน้องเขยอาสาดูแลให้ ก็ได้แค่ชั่วคราว ผมจำเป็นต้องดูแลเองอีกตามเคย เมื่อพวกเขาพากันหันเหทิศทางเข้าไปหากินในเมืองโดยที่ไม่ได้บอกกล่าวให้ผมรู้ก่อนล่วงหน้า

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-2มีอยู่ช่วงหนึ่ง ครอบครัวผมมีความยากลำบากรอบด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจในครัวเรือน ปัญหาสุขภาพของตัวเอง ของลูกชายคนโตที่ต้องวนเวียนเข้าโรงพยาบาลด้วยอาการไตเสื่อม จนผมจำเป็นต้องขายลูกควายในวัยหนุ่มสาวออกไป 2 ตัว เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว มันคือ “นางจิ้งหรีด” กับ “นายบัวแดง” ทั้งคู่เป็นลูกนางสายบัว ในเวลานี้จึงเหลือควายที่เลี้ยงอยู่คือบัวขาว สายบัว กับลูกนางสายบัวที่เกิดใหม่อีก 2 ตัวคือ “บัวตอง” เพศเมียอายุ 2 ขวบปี กับ “บัวหลวง” เพศผู้อายุยังน้อย ไม่ครบขวบปีแรก

 

ตกมาถึงปีนี้ ผมรู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในเรือนร่างของตนเอง ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่โหมดการฟื้นฟูสุขภาพ จนฟื้นคืนสู่สุขภาวะ “กินได้นอนหลับ” น้ำหนักตัวกลับคืนมาโดยลำดับ แต่รู้สึกว่าความกระฉับกระเฉงมันลดลงเป็นอันมาก แม้แต่เดินตามควายก็ไม่ค่อยท่วงทัน นี่ยังไม่พูดถึงเรี่ยว แรงที่จะฉุดจะดึงเชือกควาย โดยเฉพาะควาย “บัวขาว” ซึ่งอยู่ในวัยเติบโตเต็มกำลัง มันจะไปทิศทางใดต้องปล่อยมันไปก่อน แล้วค่อยไปต้อนมันคืนมา

นี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญอันหนึ่งที่เป็นข้อจำกัดของผม ซึ่งนับวันจะสูงวัยขึ้นไปเรื่อยๆ และระยะนี้ก็เป็นช่วงปลายๆ ของทศวรรษที่ 6 แล้ว อีกหน่อยก็จะเคลื่อนเข้าหาเลข 7 เลข 8.. ซึ่งก็ไม่แน่นอนตามพุทธพจน์ท่านว่าไว้นั่นแล้ว..

“อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา”

ดังนั้น ช่วงเวลาที่กำลังเดินเข้าสู่เส้นทางสายอัศดงคตนี้ จึงต้องมีการตระเตรียมที่เหมาะที่ควร

ผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่จะต้องตัดสินใจผัน “บัวขาว” ออกไปเสียแล้ว มันโตและแข็งแรงเกินกว่าผู้สูงวัยอย่างผมจะดูแลมันได้ดีเสียแล้ว นี่เป็นเหตุผลแรก ส่วนอีกเหตุผลหนึ่ง ระยะนี้ครอบครัวผมก็เข้าตาจนอีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะพยายามพึ่งตนเองอย่างถึงที่สุด ถึงขั้นที่แม่บ้านผมต้องไปเป็นแม่บ้านรับจ้าง ทำงานขายแรงมาจุนเจือครอบครัว ก็ยังไม่สามารถแก้ไขความยากลำบากทางเศรษฐกิจของครอบครัวได้โดยพื้นฐาน

ลูกคนโตอยู่ในสภาพผู้ป่วยที่ช่วยเหลือตนเองได้น้อยอยู่มาก คนกลางก็ดิ้นรนทำมาหากินเลี้ยงครอบครัวของเขา คนเล็กซึ่งเป็นลูกสาวก็ยังอยู่ในวัยเรียน เวลานี้อยู่สภาพนักศึกษาในมหาวิทยาลัยเปิดแห่งหนึ่ง

%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b9%8b%e0%b8%99ผมไม่อยากจะใช้คำว่า “ขายควาย” กับการตัดสินใจผัน “บัวขาว” ออกไป เพราะผมมีพันธะสัญญาทางใจกับรุ่นน้อง ม.ธ.คนนั้นซึ่งเป็นผู้ซื้อลูกควายตัวนี้ให้ผม เธอบอกว่าถ้าผมเลี้ยงไม่ไหวให้บอก เธอจะนำไปน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

screenshot-www-kasorn-com-2017-01-29-07-06-49ผมเองก็รักและผูกพันกับ “บัวขาว” อย่างสุดซึ้ง เพราะได้เลี้ยงมันมาตั้งแต่น้อยจนใหญ่ และไม่อยากให้มันเดินไปบนเส้นทางของพ่อค้าควาย ที่ปลายทางอาจเป็น “โรงฆ่าสัตว์”

ถ้าจำเป็นจริงๆ ที่จะต้อง “ผัน” มันออกไป ผมอยากให้มันเดินทางไปเป็นสมาชิกใหม่ของโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ในสมเด็จฯ ท่าน ถ้าเป็นได้อย่างนี้ผมจะมีความสุขมากในฐานะ “คนกับควาย” ที่ได้ลงมือเลี้ยงควายด้วยตนเองจริงๆ และผมก็เชื่อว่าคุณแจม อนันตยาก็คงจะปรารถนาเช่นนี้ แต่ปัญหามีอยู่ว่าผมไม่รู้จะติดต่อสื่อสารถึงเธอได้อย่างไร หากไม่สื่อผ่านโซเชียลมีเดียนี้

ผมปรารถนาที่จะผัน “บัวขาว” ออกไปเพื่อจัดหาลูกควายเพศผู้และเพศเมียเข้ามาทดแทนควายใหญ่สักคู่หนึ่ง หากมีกองทุนมากพอที่เกิดจากการผัน “บัวขาว” ครั้งนี้ ผมอยากจะปรับปรุงคอกควายให้ได้มาตรฐาน สามารถกันยุงและสัตว์แมลงรบกวน สามารถให้อาหารข้น อาหารหยาบได้อย่างสะดวก และมีแปลงหญ้าที่สามารถเก็บเกี่ยวหญ้าสดได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญก็คือผมต้องการเงินเพื่อเป็นค่าจ้างแรงงานสำหรับคนที่จะมาช่วยผมดูแลควาย ให้ผมสามารถออกไปทำภารกิจอื่นๆ นอกสถานที่ได้สะดวกตามสมควร

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ในเรื่องวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย ที่ผมได้ใฝ่ฝันและทุ่มเทแรงกายแรงใจมานานนับสิบปี ให้บังเกิดให้จงได้ อันจักเป็นคุณูปการต่อการสร้างแหล่งเรียนรู้เรื่องการบริหารจัดการเป็นระบบลุ่มน้ำอีกทางหนึ่งด้วย

นี่คำ “ปากคำ” ของผมในวันนี้ ที่ต้องการสื่อสารถึงเพื่อนมิตรพี่น้อง เพื่อขอความคิดเห็นต่อสิ่งที่ผมกำลังเผชิญอยู่ หากแม้นว่าชีพนี้ กรรมใดๆ ไม่ว่าจะเป็นกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใด ทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษให้เป็นอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้า อย่าได้จองเวรจองกรรมต่อกันอีกเลยฯ

ในทางตรงกันข้าม แม้แต่กรรมใดที่ใครๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรมให้ทั้งสิ้น ยกถวายพระพุทธเจ้าเป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้เขาเหล่านั้นกลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรมต่อกันตลอดไป

ด้วยอานิสงส์แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้าพร้อมทั้ง ครอบครัว ตลอดจนวงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณของข้าพเจ้า พ้นจากความทุกข์ยากลำบากเข็ญใจความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอได้มีความสุขสวัสดีมีชัย เสนียดจัญไรและอุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใดที่เป็นไปโดยชอบประกอบด้วยธรรมแล้ว ขอให้สิ่งนั้นจงพลันสำเร็จ ลงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จเทอญ

กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง

อะสัญจิจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม.

%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a2-3

 

 

 

ความฝัน : ทำให้ฝันเป็นจริงได้ไหม?

คืนวันที่ ๑๙ มกราคม พ.ศ.๒๕๖๐ ซึ่งเมื่อหลังเที่ยงคืนไปแล้วจะกลายเป็นวันที่ ๒๐ ผมฝันว่าได้ขับรถยนต์ขึ้นบนภูเขาสูงลูกหนึ่ง พร้อมคณะผู้คนจำนวนหนึ่ง ในฝันผมไม่เห็นภูมิทัศน์ของถนนที่ผมขับรถขึ้นไป เห็นแต่ภูเขาซึ่งมีสภาพสูงต่ำลาดชัน และสภาพเป็นป่าโปร่ง หรือป่าเบญจพรรณที่ต้นไม้กำลังผลัดใบในฤดูแล้ง

ป่าซับเม็ก-2_1          ในภาพฝัน ผมเห็นมีกระแสน้ำพวยพุ่งออกจากซอกหลืบหินบนพื้นดินตรงโคนต้นไม้ใหญ่ใบโกร๋นต้นหนึ่ง ผมจึงใช้สายยางที่ติดกระบะรถมาด้วย เสียบปลายข้างหนึ่งเข้าไปในรูที่มีน้ำไหลออกมานั้น ในความรู้สึกคล้ายๆ กับการเสียบสายยางเข้าตรงก๊อกน้ำ ด้วยคิดว่าคงจะมีแรงดันน้ำพอที่จะฉีดขึ้นไปบนต้นไม้

ปรากฏว่าเป็นจริงอย่างนั้น ผมสามารถฉีดพ่นกระแสน้ำขึ้นบนคาคบต้นไม้สูงใหญ่ได้โดยสะดวก ทำกระแสน้ำให้แตกกระจายคล้ายน้ำฝนที่ตกลงมาจากเบื้องบน และด้วยแรงดันค่อนข้างแรง ผมจึงลองปล่อยน้ำให้ไหลออกจากปลายสายยางโดยไม่ต้องบังคับ ให้มันไหลไปเองตามความลาดเอียงของพื้นที่ภูเขา

%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3          ปริมาณน้ำที่ไหลออกมาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนทางน้ำไหลกลายเป็นลำธารย่อมๆ และเพิ่มมากขึ้น.. มากขึ้น กลายเป็นกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก และกลายเป็นน้ำตกอันตระหง่านตรงหน้าผาที่สูงชัน

ดูเหมือนว่าในบรรดาผู้คนที่อยู่ในความฝันนั้น มีคนหนึ่งเป็นนายอำเภอหนุ่มใหญ่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอำเภอและจังหวัดใด ในความรู้สึกดูเหมือนผมกับเขาต่างรู้จักกันดี และต่างพากันอัศจรรย์ใจเป็นยิ่งนักที่เห็นปริมาณน้ำมากมายพวยพุ่งออกมาจากยอดภูเขาที่แห้งแล้งแห่งนั้น แล้วไหลบ่าลงกลายสภาพเป็นลำห้วยและน้ำตกที่งามสง่าและรื่นรมย์

พวกเราวางแผนกันว่าจะทำการประชาสัมพันธ์ให้คนมาท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจ และลงเล่นน้ำตกของเราบนภูเขาลูกนั้น

ช่างเป็นความฝันที่เป็นเรื่องเป็นราว และนำมาซึ่งอารมณ์ปิติยินดี จนเมื่อลืมตาตื่นขึ้นในเช้าตรู่วันใหม่ วันศุกร์ที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๖๐ ผมยังจดจำภาพฝันนั้นได้แจ่มชัด ราวกับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากสถานที่แห่งนั้น

อาจเป็นเพราะว่าระยะนี้ผมกำลังเป็นกังวลใจกับสถานการณ์แห้งแล้งในสวนวนเกษตรอินทรีย์ฯ “เฮือนดินตีนภู” และกำลังคิดอ่านที่จะขุดบ่อเติมน้ำลงใต้ดิน ตามหลักการ “ธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground Water Bank)” ของพระเดชพระคุณพระนืเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) แห่งสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ

s__10731817          หลักการที่ว่านี้ คือการเติมปริมาณน้ำผิวดินลงสู่ชั้นน้ำบาดาลในฤดูฝน ที่มีปริมาณน้ำไหลทิ้งลงสู่ระบบลุ่มน้ำ จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ จนถึงท้องทะเลและมหาสมุทรในที่สุด ก่อนที่จะระเหยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจับตัวเป็นกลุ่มเมฆฝน และกลั่นตัวกลายเป็นน้ำฝน ตกลงมาสู่ภาคพื้นอีกตามวัฏจักรของน้ำ (Water Cycle)

เป็นหลักการเพิ่มปริมาณน้ำให้แก่ระบบน้ำใต้ดิน เพื่อสูบขึ้นมาใช้ในฤดูแล้ง ซึ่งในบางจุดที่พอเหมาะด้วยเหตุผลทางธรณีวิทยา น้ำใต้ดินอาจพวยพุ่งขึ้นมาได้เอง แบบภาพที่ผมฝันเห็น โดยไม่ต้องใช้พลังงานในการสูบขึ้นมา เพียงแต่มีการขุดเจาะพื้นผิวดินให้ถึงชั้นน้ำบาดาล น้ำก็อาจพวยพุ่งขึ้นมาได้เองตามแรงเหวี่ยงของโลกในขณะที่หมุนรอบตัวเองตามธรรมชาติ

อาจเป็นเพราะว่าผมกำลังหมกมุ่นกับเรื่องนี้ จนกลายเป็นความฝันในค่ำคืนที่หลับสนิทวันนั้น ซึ่งนำมาซึ่งความปิติยินดีอย่างยิ่งในความฝัน ซึ่งในความเป็นจริงผมยังต้องเผชิญหน้าอยู่กับสภาพที่แห้งแล้งตามฤดูกาลของมัน

คุณอั๋น “รัตนศักดิ์ รัตนมณี” หัวหน้าสำนักงานปฏิบัติการน้ำใต้ดิน สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ สาขาชัยภูมิ บอกผมว่าในวันพุธที่ ๒๕ มกราคม ศกนี้ (๒๕๖๐) จะมีปฏิบัติการกิจกรรมธนาคารน้ำใต้ดินในท้องที่ตำบลนางแดด อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำของที่นั่น และบอกให้ผมและผู้สนใจไปดูและร่วมกันปฏิบัติการดังกล่าว

11749          ผมจึงกระตือรือร้นยิ่งที่จะไปเรียนรู้ให้แจ้งประจักษ์ และคุณอั๋นยังบอกว่าจะเอาวิธีเดียวกันนี้มาทำที่สวนวนเกษตรอินทรีย์วิถีคนกับควาย “เฮือนดินตีนภู” ซึ่งผมได้ร้องขอความเมตตาไปยังพระเดชพระคุณพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เอาไว้ ให้เป็นปฏิบัติการนำร่องของลุ่มน้ำห้วยสามหมอ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๒๐ ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำชี

ถึงแม้ว่าจะเข้าสู่ช่วงสูงวัยมาแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะใช้ชีวิตในช่วงวัยใกล้อัศดงคตนี้ทำการเกษตร ภายใต้แนวทางเกษตรอินทรีย์ อันเป็นวิถีที่ดีและยั่งยืนต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม นำพาเกษตรกร “ยุติเกษตรเคมีแบบฆ่าตัวตายหมู่ คืนสู่เกษตรอินทรีย์ที่ยั่งยืน”

ความจริงวันอาทิตย์ที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๖๐ คือวันพรุ่งนี้ ผมมีนัดกับลูกค้ารายหนึ่ง ที่จะเดินทางมาซื้อมันเทศหวาน (Sweet Potato) พันธุ์โอกินาว่า ที่เขาซื้อขายกันราคาค่อนข้างสูงในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้า แต่ผมจะขายในราคาชาวไร่ ที่ชาวบ้านก็สามารถซื้อกินได้ และเป็นผลผลิตเกษตรอินทรีย์ (Organic) ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค

%e0%b9%80%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%95-1          ทว่า ผมจำเป็นต้องบอกยกเลิกลูกค้าเนื่องจากวันนี้ผมลองขุดหัวมัน ปรากฎว่ามันหัวเล็กและมีแมลงเจาะไชเสียเป็นส่วนมาก

“ผมลองขุดดูแล้ว คงไม่ได้เรื่องดอกครับ.. หัวเท่านิ้วมือ ที่ใหญ่หน่อยก็แมงเจาะซะส่วนใหญ่ เอาไว้ต้องลองผิดลองถูกต่อไปอีก ทำเกษตรอินทรีย์นี่ไม่ง่ายจริงๆ” ผมเขียนบอกลูกค้าในกล่องข้อความหน้าเฟสบุ๊ค

ผมตระหนักดีว่า การเกษตรแนวทางอินทรีย์นี้มันเป็นการสวนทางกับการเกษตรกระแสหลักที่ชาวบ้านกำลังนิยมดำเนินกันอยู่ เพราะมันง่ายกับการกำจัดศัตรูพืช แต่มันก่อผลร้ายทั้งต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม ทั้งชีวิตผู้ผลิตและผู้บริโภค

คุณบำรุง คะโยธา แนะนำให้ผมปลูกดาวเรืองพันธุ์พื้นบ้านแซมกับแปลงมันเทศหวาน เพื่อไล่แมลงทั้งบนดินและใต้ดิน เวลานี้ผมกำลังเพาะกล้าดาวเรือง พร้อมๆ กับเอาหัวมันเทศที่ถูกแมลงเจาะไช (ชาวบ้านว่ามันเป็นขี้เหล้า) มาเพาะชำใหม่ เพื่อให้ได้ยอดอ่อนสำหรับทำเป็นยอดพันธุ์ในรุ่นการเพาะปลูก (Crop) ถัดไป

นอกจากวัชพืช แมลงศัตรูพืช ยังต้องบริหารจัดการดินและน้ำให้ดีด้วย เรื่องดินผมมีปุ๋ยที่เป็นอินทรียวัตถุจากคอกควายและคอกไก่ ที่ติดขัดคือเรื่องน้ำ จนต้องเก็บเอามาฝันอย่างที่เล่ามานั่นล่ะครับ

6326           ล่าสุด คุณอั๋น รัตนศักดิ์ รัตนมณี หน. ฝ่ายปฏิบัติการธนาคารน้ำใต้ดิน สถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ สาขาย่อยจังหวัดชัยภูมิ เปิดเผยเมื่อเร็วๆ นี้ว่า เมื่อวันที่ ๑๑ มกราคม ที่ผ่านมา (๒๕๖๐) ได้ดำเนินการจัดทำบ่อส่งน้ำลงใต้ดิน ที่วัดป่าหม่อมเจ้าสมาคม กิติยากร บ้านใหม่ห้วยกนทา อำเภอหนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ ตามทฤษฎีธนาคารน้ำใต้ดิน (Ground Water Bank) ซึ่งคิดค้นเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระนิเทศศาสนคุณ (หลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ) เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง

6323          หลังจากลงมือทำไปได้เพียง ๘๕% ของแบบ ก็แสดงอานุภาพตามทฤษฎีน้ำใต้ดิน ส่งผลให้ที่วัดสามารถเจาะน้ำบาดาลขึ้นมาใช้ได้แล้ว คุณภาพน้ำจัดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ใส และไหลแรง แม้จะยังไม่ถึงฤดูฝน (ขณะขุด) ทางสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณ สาขาย่อยชัยภูมิ และผู้ร่วมงานทุกคนจึงมีความดีใจและภูมิใจในการดำเนินการบ่อส่งน้ำลงใต้ดิน (Ground Water Bank) ได้สำเร็จตามคำสั่งของท่านหลวงพ่อ สมาน สิริปัญโญ ที่มอบความรู้ให้ช่วยเหลือแก้ปัญหาเรื่องน้ำแก่ส่วนรวมอย่าง “จิตอาสาสละ”

          ทำให้ผมมั่นใจที่จะหวังว่า หากแนวทางนี้ได้นำมาทำที่สวนวนเกษตรอินทรีย์ฯ “เฮือนดินตีนภู” ในไม่ช้าไม่นานนี้ ผมอาจมีศักยภาพสูงขึ้นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ และสามารถทำให้ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งหมายความว่าความฝันของผมที่วาดหวังไว้ และความฝันที่นิมิตเห็นในคืนนั้น อาจเป็นจริงขึ้นมาก็ได้